Business Today Thai Politics 14 พฤษภาคม 2568
เปิดกำหนดการแพทองธาร เยือนเวียดนาม 15 – 16 พ.ค.
วันนี้ (วันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568) เวลา 10.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 15-16 พฤษภาคม 2568 ของนางสาวแพทองธาร
ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ซึ่งจะเป็นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตามคำเชิญของนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (H.E. Mr. Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยในการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ และการสานสัมพันธ์ไมตรีในหมู่มิตรประเทศประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
สำหรับกำหนดการสำคัญ มีดังนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีจะเดินทางถึงกรุงฮานอย เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่ง เวลาที่เวียดนามเท่ากับประเทศไทย จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะ จะพบหารือกับหอการค้าไทยในเวียดนาม (ThaiCham) และภาคเอกชนเวียดนาม อาทิ กลุ่มบริษัท SOVICO (สายการบิน Vietjet) และบริษัท FPT ก่อนเข้าเยี่ยมคารวะผู้นำระดับสูงของเวียดนามในช่วงเย็น พร้อมทั้งพิธีให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติโดยรัฐบาลเวียดนามต่อคณะนายกรัฐมนตรีของไทย
สำหรับในวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีได้รับเกียรติในพิธีวางพวงมาลา ณ สุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน จากนั้นจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือระดับนายกรัฐมนตรี กับนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมถึงการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 ซึ่งถืงเป็นเวทีหารือระดับสูงเฉพาะที่เวียดนามจัดขึ้นร่วมกับไทยเท่านั้น
ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะกล่าวเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนาม (Thailand-Vietnam Business Forum) ร่วมกับผู้นำเวียดนาม พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเวียดนาม ก่อนเดินทางกลับไทย โดยจะเดินทางถึงไทยช่วงเย็นในวันเดียวกัน
“การเดินทางเยือนเวียดนามและการประชุม JCR ครั้งที่ 4 เป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม ให้ก้าวสู่ระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในระดับสูง รวมทั้งเปิดโอกาสใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่เอื้อต่อการลงทุนร่วมระหว่างภาคเอกชน การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ของประชาชนร่วมกันทั้งสองประเทศในระยะยาว
นายกฯ มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหว
วันนี้ (14 พ.ค. 68) เวลา 15.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี
โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังรายงานจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568
ได้มีมติอนุมัติการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวที่สามารถยืนยันตัวตนและเอกสารตามหลักเกณฑ์ของกองทุนแล้ว จำนวน 32 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,600,000 บาท นอกจากนี้ กองทุนยังให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส รายละ 30,000 บาท และผู้บาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 15,000 บาท สำหรับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บรายอื่น ๆ คณะกรรมการจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น ในฐานะนายกรัฐมนตรีรู้สึกเห็นใจและเข้าใจถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รัฐบาลตระหนักดีว่าผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว ซึ่งความสูญเสียครั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 32 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 9,600,000 บาท ซึ่งเป็นงวดแรกสำหรับผู้ที่มีเอกสารครบถ้วน สำหรับครอบครัวที่ดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมครบถ้วนในลำดับถัดไป รัฐบาลพร้อมจะเร่งดำเนินการเยียวยาเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง และผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ พร้อมกับสามารถกลับมาทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีแผ่นดินไหว จำนวน 29 ราย แก่ทายาทผู้ประสบภัย และมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี แก่ปลัดกรุงเทพมหานคร ผ่านสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายกรณีแล้ว ผ่านกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 154,738,386 บาท
“พิชัย” ขอทบทวน แจกเงินหมื่นเฟส 3 รับ ต้องรื้อนโยบายกระตุ้นศก. รับมือภาษีสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ระบุว่าจะมีการรื้อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล เนื่องจากครั้งนี้มีหลายเรื่องต้องทบทวน
โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็เดาได้ว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้นช่วงนี้ต้องทบทวนมาตรการก่อน ว่าเรื่องใดควรทำหรือไม่ เรื่องไหนควรทําก่อน
จากที่มีคำถามว่าเราจะช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างไร ตอนนี้ตนกําลังทำการบ้านอยู่ โดยในวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) ตนจะพบธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่ธนาคารออมสิน โดยจะเป็นการมอบนโยบายว่าให้เตรียมอะไร และทำอะไรเพื่อรองรับกลุ่มผู้ส่งออก แต่ครั้งนี้จะไม่โยนให้เป็นเรื่องของเอสเอ็มอีทั่วไป จะเป็นการดูเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
เมื่อถามว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ขอทบทวนก่อน
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องให้งบประมาณปี 69 เข้าสู่การพิจารณาของสภาวาระ 1 ก่อนหรือไม่ นายพิชัย ปฏิเสธและกล่าวต่อว่า ตอนนี้อยู่ในปี 68 หากปรับได้ก็ปรับ ในปี 69 หากเขาปรับในสภาได้ก็ว่ากันไป และเชื่อว่าคนในสภา หากเห็นว่าอะไรควรปรับก็จะปรับ แต่สุดท้ายแล้วประเทศไทยต้องการการวางแผนที่ดีในระยะกลางและระยะยาว ส่วนจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ จะกู้หรือไม่ หรือจะจ่ายหรือไม่ ก็ต้องทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
“ชูศักดิ์” ชี้นายกฯ กำกับดีเอสไอ หลังศาลสั่ง “ทวี” หยุดปฎิบัติหน้าที่
ทำเนียบ วันนี้ (14 พ.ค.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ สั่งให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังตรวจ
สอบคดีฮั้วเลือก สว. ว่า ศาลพิจารณาแล้วว่ามีเหตุจึงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่ตามคำสั่งศาลไม่สามารถกำกับดูแลดีเอสไอได้
ส่วนจากนี้จะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม จะมากำกับดูแลดีเอสไอ แทนหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ดีเอสไอ เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี ที่จะมอบหมายให้รองนายกฯ กำกับดูแล กรณีนี้โดยหลักทั่วไปสามารถขึ้นตรงกับนายกฯ ได้เลย
คำถามคือนายกฯ จะมีนโยบายอย่างไร ตามหลักทั่วไป ของระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กรณีรัฐมนตรีไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถตั้งรัฐมนตรีคนอื่นปฏิบัติหน้าที่แทน เช่น วานนี้มติคณะรัฐมนตรีตั้งให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงตน ปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หากไม่อยู่ แต่ที่มันต่างจากกรณีอื่น เพราะส่วนใหญ่จะให้กำกับดูแลแทนในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด แต่กรณีนี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เฉพาะดีเอสไอ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อถามว่า คดีฮั้วเลือก สว. จะต้องหยุดไว้ก่อน หรือรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของดีเอสไอทำอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ศาลสั่งว่าพันตำรวจเอกทวี ซึ่งกำกับดูแลดีเอสไอ ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้นเอง คดีทั้งหมดก็ยังว่าไปตามกระบวนการ ไม่ต้องรอให้ศาลมีคำสั่ง
เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าคนที่จะมากำกับดูแลสามารถดำเนินการต่อได้เลยใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ใช่ ก็เป็นองค์ประกอบ เป็นรองประธานคดีพิเศษ ก็ว่ากันไป
ส่วนจะกระทบกับการเมืองหรือไม่ เพราะไม่เคยเกิดกรณีแบบนี้ และดีเอสไอก็เป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรม การที่ศาลมีคำสั่ง เหมือนปลดพันตำรวจเอก ทวี หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเพราะมีคำร้อง ซึ่งศาลมองว่าอาจเป็นไปตามคำร้อง จึงให้คนอื่นปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นเรื่องของอนาคต
ส่วนความเหมาะสมจะให้ใครดู หรือให้นายกฯ กำกับดูแล นายชูศักดิ์ กล่าวว่าขึ้นกับนโยบายว่าเป็นอย่างไร
ศาล รธน.ตีตกคำร้อง สว.สำรอง ขอสอบ 92 สว.ยื่น ป.ป.ช.สอบ
ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ (14 พ.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาใน 2 คดี ที่เกี่ยวกับการร้องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คือคดีที่ พล.ต.ท คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ และคณะสว.สำรอง (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่า พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร และคณะ (ผู้ถูกร้อง) ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 92 คน
ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อ และยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ขอให้ส่งคำร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาไต่สวนและดำเนินการกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากเหตุเสนอเรื่องการขออนุมัติให้การดำเนินคดีความผิดฐานอั้งยี่ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นสิทธิพิเศษ
อีกทั้งการเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา กระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองในการปฏิบัติราชการหรือดำเนินการในหน้าที่ประจำของข้าราชการหรือของหน่วยงานราชการ ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (1)
โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (5) นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง
บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลง เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่
เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องปรากฎว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้มีรายชื่อเป็นผู้ได้รับเลือกรับเป็นสมาชิกวุฒิสภา (บัญชีสำรอง) มิได้มีสถานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เมื่อส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และมิได้เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
ขณะเดียวกันก็มีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องของพล.ท.ยอดชัย ยั่งยืน อดีตรองผอ.กอ.รมน ภาค 1 ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา อ้างถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำของ กกต. ผู้ถูกร้อง ที่ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือก เป็นสมาชิกวุฒิสภาตามหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4)
อีกทั้งการที่ กกต.ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การมีลักษณะอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ตามมาตรา 11 วรรคสอง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ลงวันที่ 11 เม.ย.67 กำหนดให้ลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐสามารถลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคงได้ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในกลุ่มที่สมัคร
การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และเป็นโมฆะ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 มาตรา 108 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) และ (2 ) โดยศาลฯเห็นว่าว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ คำร้อง ปรากฏว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพ
ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม ส่วนกรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นโมฆะนั้น รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213