โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ท่องเที่ยวไทย” ยังมีมนต์ขลัง- Amazing thailand ยังมัดใจนักท่องเที่ยวได้อยู่ไหม?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 16.55 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 09.55 น.

ท่องเที่ยวไทย เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการแข่งขันดุเดือดจากเพื่อนบ้าน แต่ ททท. ชี้ไทยฟื้นตัวเร็วหลังโควิด และกำลังก้าวสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มุ่งดึงนักท่องเที่ยวด้วยเมกะเทรนด์และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่การสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น แต่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันที่ดุเดือดจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ทำให้เกิดคำถามว่า "มนต์ขลัง" ของการท่องเที่ยวไทยยังคงอยู่หรือไม่ และ "Amazing Thailand" ยังสามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เหมือนเดิมหรือเปล่า?

ท่องเที่ยวไทยหลังโควิดฟอร์มดี-ฟื้นเร็ว

นาย นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวบนเวทีสัมมนา ibusiness Forum 2025 “Decode 2025: The Mid-Year Signal” ว่า แม้ภาคการท่องเที่ยวไทยจะอ่อนไหวต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่ก็สามารถฟันฝ่ามาได้เสมอ โดยหลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าหลายประเทศทั่วโลกจากการผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น SHA (Amazing Thailand Safety & Health Administration), Hotel Quarantine, Golf Quarantine รวมถึง Sandbox รูปแบบต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว

ตลาดการท่องเที่ยวทั่วโลกต่างฟื้นตัวในจังหวะที่แตกต่างกัน โดย อเมริกาเหนือ เพิ่งเริ่มกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 1 ปี 2025 ขณะที่ ยุโรป ฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะประเทศอย่างฝรั่งเศสที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 100 ล้านคน แอฟริกา และ ตะวันออกกลาง ยังคงเติบโตในระดับสองหลักและเป็นภูมิภาคที่ส่งออกนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่วน เอเชียแปซิฟิก ไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าเพื่อนบ้าน แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างจีนที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวในปีนี้และยังคงเน้นการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก

ปีนี้นับเป็นปีที่ท้าทายจากสัญญาณต่างๆที่ส่งออกมา ทำให้เกิดคำถามว่าเที่ยวไทยยังจะมีมนต์ขลังเหมือนเดิมหรือไม่ Amazing thailand ยังจะมัดใจนักท่องเที่ยวได้หรือเปล่า? ที่ผ่านมาเราพยายามจะทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็น "แม่เหล็ก" ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำการท่องเที่ยวของภูมิภาคและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคัก

เมกะเทรนด์การท่องเที่ยวโลกหนุนโอกาสดึงนทท.ต่างชาติเข้าไทย

รองผู้ว่าการฯ กล่าวต่อไปว่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จำเป็นต้องเข้าใจถึงความสนใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันเมกะเทรนด์การท่องเที่ยวที่สำคัญประกอบด้วย

  • Health and Wellness: การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการดูแลตนเองได้รับความนิยมอย่างมาก
  • Sport Tourism: การจัดกิจกรรมกีฬาต่างๆ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
  • Solo Traveler: โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ด้านความปลอดภัย
  • Sustainable Traveller: นักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และความยั่งยืน
  • Set-Jetting: การเดินทางตามรอยภาพยนตร์/ซีรีส์
  • Gig-Tripping: การเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ต
  • Noctorism: การท่องเที่ยวยามค่ำคืน
  • AI for Travel Planning: การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวางแผนการเดินทาง

นักท่องเที่ยวไทย จากวิกฤตสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ

อย่างไรก็ดีช่วงก่อนปี 2563 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนต่อปี โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 1 ใน 4 ทว่าปี 2563 ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างหนักตั้งแต่ช่วงกลางปี ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 6 ล้านคน และ 6 แสนคนในปี 2564

แต่หลังจากการเปิดประเทศในปี 2565 ประเทศไทยได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านคน และต่อเนื่องเป็นกว่า 20 ล้านคนในปี 2566 และ 35 ล้านคนในปี 2567

อย่างไรก็ตาม “นิธี” ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าปี 2568 นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะถึงเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยว “ติดลบอยู่ 5%” แม้จะฟื้นตัวเกือบ 90% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของตลาดจีนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ปรับตลาดเป้าหมายมูฟสู่คุณภาพและตลาดเฉพาะกลุ่ม

การท่องเที่ยวของไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือLong Haul (34%) จากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งมีระยะเวลาเดินทางนานและใช้จ่ายต่อหัวสูง และ Short Haul (66%) จากอาเซียน เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ซึ่งมีระยะเวลาเดินทางสั้นและใช้จ่ายน้อยกว่า แต่ได้เปรียบในเชิงปริมาณ

ที่น่าสนใจคือในปีนี้ มาเลเซีย แซงหน้า จีน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่ม Short Haul ที่สำคัญได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และลาว ส่วนกลุ่ม Long Haul คือ รัสเซีย ยูเครน สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ซึ่งเป็นผลมาจากความพร้อมของสายการบิน

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะต่ำกว่าเป้า 5% แต่ด้วยการเข้ามาของนักท่องเที่ยว Long Haul ที่เพิ่มขึ้น 10-20% ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวสูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แม้แต่นักท่องเที่ยวจีนก็เปลี่ยนจากกรุ๊ปทัวร์เป็นกลุ่ม Free Individual Traveler (FIT) หรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงกว่า 80% ซึ่งคาดว่าจะกลับมาในไม่ช้านี้

“ปัจจุบันไทยมีนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ 17 ล้านคน โดยมาเลเซียและจีนมีจำนวนเท่ากันที่ 2.4 ล้านคน ตามมาด้วยอินเดีย 1.2 ล้านคน และรัสเซียกว่า 1 ล้านคน คาดว่าภายในปลายปีนี้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวสะสมประมาณ 35 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว”

ท่องเที่ยวในประเทศ “เมืองหลัก” ล้น กระจายสู่ “เมืองรอง”

สำหรับตลาดท่องเที่ยวในประเทศปีนี้ททท. ตั้งเป้านักท่องเที่ยวที่พักค้างและเยี่ยมเยือนอยู่ที่ 200 ล้านคน/ครั้ง และตั้งเป้าเพิ่มวันพักเฉลี่ยนานขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของไทยด้วยแต่แม้ว่าการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจะลดลงแต่มีการเที่ยวถี่ขึ้นโดยใช้เวลาเฉลี่ย 2-3 วันต่อทริป

สิ่งที่น่าสนใจคือการส่งเสริม "เมืองรอง" ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีเมืองหลัก 22 แห่ง และเมืองรอง/เมืองน่าเที่ยวอีก 55 แห่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการกระจายนักท่องเที่ยวเพื่อลดปัญหา "Overtourism" ในเมืองหลัก แม้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยังคงนิยมเที่ยวในภูมิภาคก็ตามโดยภาคกลางและภาคตะวันตกมีการเดินทางท่องเที่ยวเยอะที่สุด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชลบุรี และบึงกาฬ ส่วนเมืองรองที่ได้รับความนิยมคือ สุพรรณบุรี และสมุทรสงคราม ขณะที่ภาคเหนือมีเชียงรายเป็นเมืองชูโรง

ทั้งนี้การส่งเสริมเมืองรองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเที่ยวเมืองหลักแล้วเชื่อมต่อไปยังเมืองรองที่อยู่ใกล้เคียง หรือการรวมเส้นทางท่องเที่ยว เช่น นครศรีธรรมราช-พัทลุง หรือ นครพนม-มุกดาหาร

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็นหัวใจของ GDP ไทย

ปัจจุบันสัดส่วน GDP ของไทยภาคบริการอยู่ที่ 52.4% ภาคอุตสาหกรรม 39.2% และภาคเกษตรกรรม 8.4% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูและเติบโตของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลกผันผวน เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยแพง ค่าเงินไม่เอื้ออำนวย ทำให้กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติลดลง

นอกจากนี้ ปัญหาเที่ยวบินยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงปัญหาตั๋วแพงและเส้นทางบินไม่ครอบคลุม ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อตลาดจีนและอินเดีย ขณะที่คู่แข่งอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ก็เดินเกมรุกอย่างหนัก ทั้งโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน การยกเว้นวีซ่า และคอนเทนต์ที่ดึงดูด ทำให้ประเทศไทยต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาความเป็นผู้นำทางการท่องเที่ยว

ดังนั้นไทยจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเพิ่มแม้ว่าไทยได้รับการจัดอันดับจากหลายสถาบันว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อม สะดวก และปลอดภัยในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแล้วก็ตาม

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...