โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจรจาสหรัฐ-จีน ยังไม่ชัดเจน- MSCI ลดน้ำหนักหุ้นไทย ฉุดหุ้นไทย พ.ค.68 ร่วง 4%

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 17.45 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.45 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 9 มิ.ย. – หุ้นไทย พ.ค.68 ร่วงลง 4% จากปัจจัยเจรจาสหรัฐ-จีน ยังไม่ชัดเจน – MSCI ลดน้ำหนักหุ้นไทย แนะจับตาเจรจาไทย-สหรัฐฯ ก่อนครบเส้นตาย 90 วัน ลุ้นเร่งใช้งบ 1.57 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หนุนต่างชาติกลับเข้าลงทุน ปรับเกณฑ์ Free Float หวังดึงบริษัทใหญ่เข้าตลาดหุ้นไทย

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า SET Index เดือนพฤษภาคม 2568 ปรับลดลง 4% ถือว่าปรับลงค่อนข้างมากหากเทียบกับภูมิภาค มาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ-จีน นัดเจรจาที่สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดี แต่ช่วงปลายเดือนกลับเห็นทิศทางความไม่แน่นอนอีกครั้ง และอีกสาเหตุหลักมาจาก MSCI ปรับลดน้ำหนักหุ้นไทย เหลือ 1.4% และถอด 3 หุ้นไทย ออกจาก MSCI Global Standard Index ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM)บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) และบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ทั้งนี้ การลดน้ำหนักของ MSCI จะมี 2 รอบต่อปี ในเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายนตามลำดับ

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลง GDP ไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัว 3.1% จากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นจากการเร่งส่งมอบสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการลงทุนภาครัฐที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ทำให้บริษัทจดทะเบียน รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 โดยภาพรวมมีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคการส่งออก และภาคบริการ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก ขนส่ง และโทรคมนาคม นอกจากนี้ บจ.กว่าครึ่ง รายงานกำไรสุทธิเท่ากับหรือสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากการรับได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ปรับลดลง นอกจากนี้ รายจ่ายดอกเบี้ยของ บจ. ในไตรมาสล่าสุดยังสะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสอดคล้องกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ขณะที่แนวโน้มเดือนมิถุนายน ยังรอต้องจับตาผลการเจรจาระหว่างไทยและสหรัฐ ที่จะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ซึ่งหากมีความชัดเจนจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย รวมทั้งยังต้องผลการตัดสินของศาลอุธรณ์สหรัฐฯ กรณีศาลการค้าสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้

อย่างไรก็ตาม จากที่ สศช. คาดการณ์ GDP ปี 2568 ขยายที่ 1.8% คาดว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงมากกว่าครึ่งปีแรก โดยยังต้องจับตานโนบายทางการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ว่าจะเริ่มใช้ได้เมื่อไร และนโยบายทางการเงิน ที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหา

ส่วนกรณีที่ สศช. รายงานตัวเลขการจ้างงาน ไตรมาส 1/2568 ลดลง 0.5% จะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาจบใหม่ที่มีงานน้อยลง นายศรพล มองว่า บจ.กว่า 40% มีรายได้จากต่างประเทศด้วย จึงอาจไม่ได้กระทบรุนแรง และรัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนด้วย ขณะที่มูลค่าหุ้นไทยลงมาต่ำอยู่ในระดับที่น่าสนใจทำให้โอกาสที่หุ้นไทยจะปรับลงรุนแรงก็จำกัด และแม้สภาพคล่องการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้จะลดลงบ้าง แต่หุ้นไทยยังมีเป็นแชมป์ในภูมิภาคอาเซียน และยังมีโอกาสลุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงกรณีที่หากไทยถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 36% จะส่งผลให้ GDP ไทยลงไปแตะที่ 1 ระดับ 1% ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะร่วงลงไประดับใด แต่ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนแน่นอน ส่วนปีนี้ บจ. มีการจ่ายเงินปันผลสูงสุด รวมไปถึงมีการรับซื้อหุ้นคืน โดยสาเหตุหลักมาจากราคาหุ้นในปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังยังคงคาดเดาได้ยาก โดยมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังทรงตัว ส่วนการขึ้นกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ แต่ราคาหุ้นไทยต่ำอยู่แล้ว รวมทั้งจากการพบปะนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่มองว่าประเทศไทย ยังเป็นประเทศที่น่าเข้ามาลงทุนในช่วงที่มีความผันผวน และอยากให้ภาครัฐมีความชัดเจนในโครงการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ซึ่งกองทุนต่างชาติให้ความสนใจและอยากเห็นการลงทุนเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระยะยาว

สำหรับการปรับเกณฑ์ Free Float นั้น มองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงตาม Market Capitalization มากขึ้นเพื่อให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการได้ดียิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาอิงกับ Paid-up Capital ซึ่งไม่ได้บอกว่าธุรกิจนั้นขนาดใหญ่หรือเล็ก ดังนั้นเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องความเป็นจริงกับระบบนิเวศการเงินมากกว่า ไม่ได้จะทำให้มีการ IPO มากขึ้นหรือน้อยลงขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอยากดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น แต่เป็นการปรับพื้นฐานในระยะยาวมากกว่า จะส่งผลในปีนี้เลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะของตลาด ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีบริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ อยู่ประมาณ 18 บริษัท ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการไปแล้วกว่า 50%

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนพฤษภาคม 2568

  • ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,149.18 จุด ปรับลดลง 4.0% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ปรับลดลง 17.9% เนื่องจากความผันผวนจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศยังคงรบกวนบรรยากาศการลงทุนทั้งในระยะสั้น และระยะกลางผู้ลงทุนอาจหันมาสนใจกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นผลตอบแทนที่มั่นคงจากเงินปันผล ที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอ โดยหากกระจายหุ้นในพอร์ตโฟลิโอไปในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายจะยิ่งช่วยบริหารความเสี่ยงในยามที่ความไม่แน่นอนสูงอีกด้วย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ กลุ่มเทคโนโลยี
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ maiอยู่ที่ 43,327 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9.9% โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 16,182 ล้านบาท และยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 55.37% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับพอร์ตการลงทุนตาม MSCI Rebalance ที่มีด้วยกันสองรอบต่อปีในเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายน ตามลำดับ
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 12.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.7 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.6 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.34%
    ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพฤษภาคม 2568
  • มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 356,872 สัญญา ลดลง 17.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 437,620 สัญญา ลดลง 9.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures.-516-สำนักข่าวไทย
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...