โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

มองความท้าทาย UN ท่ามกลางทรัมป์ป่วนโลก ผ่านสายตา 'เชิดชาย ใช้ไววิทย์' (จบ)

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 01.54 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 01.54 น.

มองความท้าทาย UN
ท่ามกลางทรัมป์ป่วนโลก
ผ่านสายตา ‘เชิดชาย ใช้ไววิทย์’ (จบ)

มติชนสัมภาษณ์พิเศษ “เชิดชาย ใช้ไววิทย์”เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ถึงผลกระทบต่อระบอบพหุภาคีหลังการปรับเปลี่ยนนโยบายแบบ 180 องศาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบกับระเบียบโลก และการทำงานภายใต้กรอบพหุภาคีชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ว่าเราควรจะตั้งรับกับสิ่งนี้อย่างไร

๐การผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคียังเป็นไปได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การแบ่งแยก และการยึดมั่นในประโยชน์ส่วนตนของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่ดูจะรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน

การแสวงหาผลประโยชน์ของรัฐเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศ รวมถึงไทย จะคำนึงถึงเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม โลกในปัจจุบันได้พัฒนาไปถึงจุดที่มีการยอมรับร่วมกันถึงความจำเป็นในการมีกฎ มีกรอบ กำกับพฤติกรรมและบทบาทของรัฐสมาชิก การแสวงหาประโยชน์ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน และเปิดโอกาสให้รัฐสมาชิกสามารถใช้สิทธิได้อย่างเท่าเทียม ที่ไม่กระทบต่ออธิปไตยและสิทธิในการกำหนดตนเองของคนอื่น ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของพหุภาคีนิยม

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าพหุภาคีนิยมยังมีความสำคัญหรือไม่ และเราเลยจุดที่จะถกเถียงเรื่องนี้แล้ว แต่อยู่ที่ว่ารัฐสมาชิกจะช่วยพัฒนาปรับปรุงระบบกรอบกติกาดังกล่าว โดยเฉพาะ UN ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร สำหรับไทย อาเซียน เอเปค สหประชาชาติ (UN) องค์การการค้าโลก (WTO) ฯลฯ ล้วนเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนการทูตพหุภาคี

การรวมกลุ่มของอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการความแตกต่างและความซับซ้อนในปมประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบอบพหุภาคีและภูมิภาคนิยม แน่นอน ผมเชื่อเสมอว่าการทูตของไทยและอาเซียนยังเป็น work in progress เราลองผิดลองถูกมาตลอด สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง และก็เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น แต่ผมเชื่อว่าเรามาถูกทาง

๐ในฐานะผู้แทนถาวรไทยประจำ UN มองว่าผลกระทบสำคัญที่ไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดีจากความร่วมมือในเวทีพหุภาคีที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปในขณะนี้คืออะไร

ผมมองว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และเราต้องเรียนรู้ที่จะ embrace และยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพราะจะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในการปรับตัวให้ทันสมัย ปรับตัวให้เชื่อมโยงและ relevant กับโลกและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สิ่งสำคัญคือต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า วันนี้ไทยมีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างสำคัญคือ การขึ้นภาษีของสหรัฐ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้มาจากเหตุทางการค้า ที่ได้ก่อให้เกิด ripple effect ที่กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบ กติกา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ การ realign พันธมิตรการเมืองและการค้า การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานครั้งสำคัญของโลก ประเด็นคือโครงสร้างรูปแบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพัฒนาปรับตัวอย่างไร และเรามีฐานราก ความแข็งแกร่งทางด้านทรัพยากรมนุษย์ ระบบการศึกษา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความยืดหยุ่นในการรองรับแรงกระแทกจากผลกระทบดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

ผมอยากเห็นเศรษฐกิจไทยหันมา focus มากขึ้นกับการลงทุนในด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร การสร้างความมั่นคงทางสังคม กฎระเบียบทางการค้าที่ทันสมัยและมีธรรมาภิบาล การผลิตและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การปรับตัวต่ออุตสาหกรรมหุ่นยนต์

วันนี้ ไทยต้องลดการพึ่งพาแหล่งรายได้ที่แขวนอยู่กับความผันผวนของตลาดการค้าระหว่างประเทศและท่องเที่ยว เราควรเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแหล่งรายได้ที่ไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างใคร ไทยมีศักยภาพจะพัฒนาความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา แต่ต้องมองให้ไกล มองแบบ strategic และมองด้วยความเป็นมืออาชีพ
การที่ไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เราปฏิรูปในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นได้เร็ว ครอบคลุม และมีมาตรฐานมากขึ้น กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ไทยมี small government ที่มีประสิทธิภาพและคล่องแคล่ว

๐ในฐานะที่เคยเป็นอธิบดีกรมเศรษฐกิจฯ มาก่อน มองว่าท่าทีของสหรัฐต่อความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การการค้าโลก และเอเปค ที่ถูกลดทอนความสำคัญและหันมาใช้การทูตแบบทวิภาคีในการเจรจาเพื่อให้ได้สิ่งที่สหรัฐต้องการเป็นหลัก จะทำให้ความร่วมมือในกรอบพหุภาคีของโลกยังไปต่อได้หรือไม่ หรือมันจะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใด

ผมคิดว่า การทูตพหุภาคี เป็นการ set กรอบกติกาที่เป็นสากล กำกับให้ประชาคมมีกฎระเบียบ มีธรรมนูญใหญ่ มีหลักการที่ resonates และทุกคนเคารพ ส่วนการทูตทวิภาคี เป็นการใช้ช่องภายใต้กรอบกติกาสากลระหว่างรัฐ ในการสร้าง output ของนโยบายต่างประเทศ เช่น ความตกลงทางการค้า การส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจและเงินตราหมุนเวียน สมการของพหุภาคีและทวิภาคีมันมีอยู่แค่นี้ และก็เป็น moving parts ที่แยกกันไม่ได้

การทูตพหุภาคีเกี่ยวข้องกับ“คนหมู่มาก” จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องเข้าใจว่า ในหลักการนั้นทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน ในเวทีอย่าง WTO หรือเอเปคนั้น ก็เป็นเรื่องปกติที่รัฐหรือเขตเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิกจะต้องมีจุดยืนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยเฉพาะในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่าง global north กับ global south ก็มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น ทุกคนดูจะเสียงดังมากขึ้น
ผมเชื่อว่า สหรัฐยังให้ความสำคัญของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้แล้ว มันเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐเองด้วย เราคงต้องเข้าใจด้วยว่า สหรัฐเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดมหึมาและมีภาระค่าใช้จ่ายที่จะต้องแบกรับสูง เขาเองก็มีสิทธิที่จะคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือประโยชน์อย่างที่ควรจากกรอบความร่วมมืออย่าง WTO หรือ UNFCCC (กรอบอนุสัญญา UN ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แต่เราต้องแยกเรื่องนี้จากการดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคี เพราะมันเป็นฟันเฟืองคนละตัวกัน

ความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคีที่ลดน้อยลงในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะสหรัฐเป็นต้นเหตุ แต่เป็นเพราะการทูตระดับ “คนหมู่มาก” เป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีวัฏจักรขึ้นลงตามจังหวะการเมืองและเศรษฐกิจโลก ผมอยากให้เรามองการทูตพหุภาคีเสมือนกับ operating system ของประชาคมโลก การเมืองและเศรษฐกิจโลกวันนี้เดินทางมาไกลและสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะละทิ้งซอฟแวร์ดังกล่าวนี้ได้ เพียงแต่เราจะต้องเขียนและ update ซอฟแวร์ดังกล่าวให้ทันสมัยต่อโลกที่เปลี่ยนไป ทำนองเดียวกับการปฏิรูป UN ที่กำลังจะเกิดขึ้น

๐โลกกำลังเข้าสู่สภาวะที่เราไม่ได้เห็นมาก่อน และยังปรับตัวไม่ทัน คิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนเพียงใดที่เราจะได้เห็นโลกแบบแบ่งขั้วหรือเลือกข้างระหว่างจีน-สหรัฐ เพราะแม้ขณะนี้ทั้งสองประเทศดูจะยังไม่พร้อมจะตัดขาดกันจริงๆ แต่การดำเนินนโยบายของสหรัฐที่คาดเดาไม่ได้ ก็ทำให้เราไม่อาจมองว่าโลกมันจะไปต่อได้แบบราบรื่น

สิ่งที่เรียกกันว่า US-China “de-coupling” นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง ต่างจากการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต หรือ NATO กับ Warsaw Pact ในโลกสมัยสงครามเย็นที่หักล้างกันในยุทธศาสตร์การเมืองการทหารโลกที่มีเส้นชัยเป้าหมายที่ชัดเจน วันนี้ความสัมพันธ์จีน – สหรัฐ มี dynamic ที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทั้งสองประเทศถูกผูกกันด้วย global supply chain ที่สลับซับซ้อน การค้าระหว่างกันที่มีมูลค่ามหาศาล การพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งล้วนเป็นสภาพข้อเท็จจริงที่ทั้งสองมหาอำนาจไม่สามารถสลัดพ้นได้ และที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายยังมีพื้นที่ที่จะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้อีกมหาศาล

ผมไม่คิดว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยจะต้องตั้งอยู่บน false narrative ของการที่จะต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างมหาอำนาจใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันไม่ได้ functions ในลักษณะนั้น และหากการแบ่งขั้ว realignment มันเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็ไม่ใช่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยที่จะอยู่ในสถานะเลือกข้าง ย้ายค่าย เปลี่ยนโปรอะไรได้ niche ของไทยมันไม่ใช่เรื่องแบบนี้ แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ไทยต้องใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐให้ถูกที่ ถูกเวลา มีหลักการ และ make sense สำหรับการขับเคลื่อนผลประโยชน์ของไทย

๐การประชุมทูตที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ระดมสมองในการจัดความสำคัญของนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในปัจจุบันได้แค่ไหนอย่างไร

เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากมากนะครับ ผมคิดว่าการทูตไทยในวันนี้กำลังเผชิญปัญหามากมายที่มาจากหลายๆ ปัจจัยทั้งภายในและภายนอก กระทรวงการต่างประเทศเองมีหน้าที่อยู่แล้วที่จะต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก และแนะนำรัฐบาลให้ได้ว่า วันนี้ไทยจะต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ในทางกลับกัน เราก็ต้องฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบการทำแผนงานด้านการต่างประเทศที่ตอบสนองผลประโยชน์ของสังคมให้ได้มากที่สุด

ปีหน้าไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank อีก 3 ปีข้างหน้า ไทยจะกลับมาทำหน้าที่ประธานอาเซียน อีก 4-5 ปีข้างหน้า ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกของ OECD และเราคงไม่ต้องรอนานจนเกินไปที่จะเห็นไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพเอเปค มีโอกาสเป็นเจ้าภาพ World Expo

กลับเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ กลับไปมีที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง UN
การปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไทยจะต้องมี visibility เราจะต้องลงทุนในเรื่องบทบาทของไทยในต่างประเทศ ให้ไทยกลับไปมีบทบาทนำในภูมิภาค เราคงต้องมามองกันยาวๆ ว่าจะบริหารทรัพยากรอย่างไรเพื่อสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรและองคาพยพของกระทรวงการต่างประเทศ

ผมจึงคิดว่า การประชุททูตที่จะมีขึ้น เป็นโอกาสสำคัญมากที่ทูตไทยทั่วโลกจะเข้ามารับฟัง เข้ามาพูดคุย ให้ความเห็นทั้งจากแง่มุมภาพใหญ่คือการทูตที่ UN และภาพรายภูมิภาคและรายประเทศ เอามาช่วยกันจัดเรียงความสำคัญของการดำเนินนโยบายรวมของไทย มามองกันว่า เราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรที่ทำแล้วจะ make sense ที่สุดบนข้อจำกัดทั้งในเรื่องคน เรื่องเงิน และขีดความสามารถของไทย อะไรที่เป็น priority ของรัฐบาลที่ทูตจะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผล และขณะเดียวกันสร้าง positive impact ให้กับโลกภายนอก

การทูตต้องเป็นเรื่องที่กินได้ ประชาชนเข้าใจ และมี ownership

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองความท้าทาย UN ท่ามกลางทรัมป์ป่วนโลก ผ่านสายตา ‘เชิดชาย ใช้ไววิทย์’ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...