โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

Passive Death Wish ไม่อยากตาย แต่ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่

Reporter Journey

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 09.01 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 02.01 น. • Reporter Journey

บางวันเราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างหนักหน่วงเหลือเกิน แม้ว่าทุกอย่างรอบตัวจะดำเนินไปตามปกติ แต่ข้างในกลับว่างเปล่า มันไม่สุข ไม่เศร้า ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย และก็ไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับว่า “ถ้าหายไปก็คงไม่เป็นไร” หรือ “ถ้าพรุ่งนี้ไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็คงดี”

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Passive Death Wish" หรือความรู้สึกที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีแผนที่จะจบชีวิตหรือทำร้ายร่างกายของตัวเอง เป็นภาวะที่คนรู้สึกหมดแรง หมดความหมาย ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกอยากลุกขึ้นมาเผชิญวันใหม่อีกต่อไป

ใช้ชีวิตไปวันๆ หรือรอวันหมดลม? Passive Death Wish ในโลกที่เร่งรีบ

ความรู้สึกนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ความเครียดเรื้อรัง ความผิดหวังในชีวิต การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือภาวะซึมเศร้าโดยที่เจ้าตัวเองอาจไม่รู้ตัว มันไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์สะเทือนใจใหญ่โต บางครั้งมันก่อตัวขึ้นจากเรื่องเล็กๆ ที่สะสมมานาน จนสุดท้ายทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และไม่มีเหตุผลให้ใช้ชีวิตต่อไปอีก

Passive Death Wish เป็นเรื่องที่ยากจะสังเกตได้ในสังคม เพราะคนที่เผชิญกับภาวะนี้มักยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยังคงทำงาน หัวเราะ หรือแม้แต่เข้าสังคม แต่ลึก ๆ ข้างใน พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าอยากจะหายไปจากโลกใบนี้ หลายคนอาจดูเหมือน "ปกติ" แต่แท้จริงแล้ว พวกเขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่ไม่มีใครมองเห็น

ในสังคมที่ยกย่องความสำเร็จและประสิทธิภาพ ความว่างเปล่าในจิตใจของผู้คนกลับถูกละเลย เราถูกปลูกฝังให้ต้อง "สู้" ต้อง "พยายาม" และต้อง "มีความสุข" เพื่อให้สมกับชีวิตที่ได้รับมา แต่เมื่อความพยายามทั้งหมดกลับอาจไม่สามารถเติมเต็มความหมายให้ชีวิตคนได้ คนจำนวนมากจึงติดอยู่ในวังวนของการใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไปเพื่ออะไร

ภาพขาวดำในใจ เมื่อความว่างเปล่ากลืนกินความสุขจนหมดสิ้น

สาเหตุของ Passive Death Wish มีมากมาย บางคนเกิดจากโรคซึมเศร้า บางคนเกิดจากความบอบช้ำทางจิตใจจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บางคนเผชิญกับสภาพสังคมที่กดดันและไม่เป็นธรรม เช่น กลุ่ม LGBTQ+ บางกลุ่มที่ต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความไม่เป็นธรรม การถูกเลือกปฏิบัติ และต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเพื่อความอยู่รอด หลายคนต้องต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ต้องพยายามพิสูจน์ว่าตนเองมีค่าพอที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม และเมื่อการต่อสู้นั้นยืดเยื้อ มันอาจทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกว่า "อยู่ไปก็ไม่มีความหมาย"

Passive Death Wish มักเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า "Anhedonia" หรือภาวะสิ้นยินดี ซึ่งทำให้คนสูญเสียความสามารถในการรับรู้ความสุข เพลงที่เคยชอบอาจกลายเป็นเพียงเสียงรบกวน อาหารที่เคยอร่อยกลับจืดชืด และแม้แต่คนที่เคยรักก็ไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่านั้นได้อีกต่อไป มันไม่ใช่เพียงแค่ความเหนื่อยล้าหรือหมดไฟจากการทำงาน แต่เป็นภาวะที่ชีวิตจืดจางราวกับภาพขาวดำ

นอกจากนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองก็เป็นตัวเร่งให้ Passive Death Wish ก่อตัวมากขึ้น คนจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสังคมที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ค่าตอบแทนต่ำ หลายคนทำงานหนักแต่ยังไม่สามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้ ความเครียดสะสมจากระบบที่ไม่เป็นธรรมทำให้ผู้คนรู้สึกไร้อำนาจ และเมื่อล้มลง ไม่มีเครือข่ายสังคมรองรับ พวกเขาจึงค่อย ๆ ปล่อยตัวเองให้จมหายไป

ในอีกมุมหนึ่ง Passive Death Wish อาจเกิดจากการเผชิญกับระบบที่โหดร้ายเกินไป คนทำงานที่หมดแรงกับภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง คนหนุ่มสาวที่แบกรับภาระหนี้สินและอนาคตที่ไม่แน่นอน ผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าอีกต่อไป หรือแม้แต่เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดัน คนเหล่านี้อาจไม่ได้ต้องการจากโลกนี้ไปในทันที แต่พวกเขาเพียงแค่รู้สึกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรให้มีชีวิตต่อไป

กรณีของ Passive Death Wish มีให้เห็นอยู่รอบตัว แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความว่างเปล่านี้มักไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีจดหมายลาตาย ไม่มีการเอ่ยคำลา ไม่มีการร้องขอให้ใครช่วยหยุดพวกเขา

สิ่งที่อันตรายคือ Passive Death Wish อาจกลายเป็น Active Death Wish ได้ หากปล่อยให้ความรู้สึกนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรับรู้หรือยื่นมือเข้าช่วย ความเฉยเมยต่อชีวิตอาจพัฒนาไปสู่การลงมือทำร้ายตัวเองโดยตรง

พื้นที่ปลอดภัยในโลกที่บีบคั้น การสร้างความหวังท่ามกลางความว่างเปล่า

คำถามคือ เราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้? เราจะช่วยเหลือคนที่กำลังจมหายไปในเงามืดของตัวเองได้อย่างไร?

สิ่งแรกที่สำคัญคือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้พวกเขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองได้โดยไม่ถูกตัดสิน คนที่รู้สึกว่างเปล่าหรือหมดหวังมักไม่ต้องการคำปลอบโยนที่ผิวเผินอย่าง "สู้ ๆ" หรือ "มันจะผ่านไปเอง" แต่ต้องการใครสักคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน พร้อมจะอยู่เคียงข้างพวกเขาโดยไม่เร่งเร้าให้พวกเขาต้อง "หายดี" ในทันที

อีกสิ่งที่สำคัญคือการสร้างระบบสนับสนุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นโยบายทางสังคมที่ช่วยลดแรงกดดันต่อผู้คน หรือแม้แต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขามีคุณค่า ไม่ใช่เพียงแค่ตัวหมากในระบบเศรษฐกิจ

Passive Death Wish อาจเป็นสัญญาณเตือนของบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

มันเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่าสังคมของเราอาจกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้หลายคนรู้สึกหมดหวัง เราไม่ควรเพิกเฉยต่อความรู้สึกเหล่านี้ แต่ควรตั้งคำถามว่า เราจะทำให้โลกนี้เป็นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสมควรต้องอยู่กับความว่างเปล่าเพียงลำพัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...