โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ชายแดนและสันติภาพด้วยวิถีประชาธิปไตย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 07.15 น.

ด้วยสถานการณ์ของความตึงเครียดที่ชายแดน ทำให้เกิดประเด็นมากมายที่น่าจะนำมาแบ่งปันในสัปดาห์นี้สักสองเรื่อง

หนึ่งคือ เรื่องของภาพรวมเรื่องชายแดนในสังคมไทยในวันนี้

สองคือ แนวคิดที่เป็นทางเลือกในการช่วยคิดช่วยเสวนาในประเด็นที่ตึงเครียดเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเฉพาะ

ในประเด็นแรก เรื่องชายแดน เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก และทำให้เราต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนที่ชายแดนมากขึ้น

อาจจะต้องมีมากกว่าแนวคิดในเรื่องวัฒนธรรมนิยม (ไร้พรมแดน) และชาตินิยมทางลบ (ชาติเราเหนือกว่าชาติอื่น และชาติเป็นองค์รวมที่มีไว้ต่อกร-ป้องกันการรุกรานศัตรู การมองว่าชาตินิยมในมุมนี้คือชาตินิยม/เชื้อชาตินิยม/ศัตรูนิยม คือหมกมุ่นในการแบ่งเขาแบ่งเรา และนิยามศัตรู และเชื่อในความเหนือกว่า)

มาสู่ความเข้าใจเรื่องพลวัตชายแดน

อย่ามัวแต่มองว่าชายแดนมีปัญหามิติเดียวคือความมั่นคงทางการทหาร หรือความงดงามของความหลากหลายจากมุมมองของส่วนกลาง

ชายแดนไม่ใช่สิ่งสมมุติที่ไร้ซึ่งประวัติศาสตร์ และการบริหารจัดการ รวมถึงโครงสร้างอำนาจ และความได้เปรียบ/เสียเปรียบ และเอาเปรียบ

ทุกที่มีระบบชายแดนที่ซ้อนกัน ไม่เคยมีเส้นเดียวอยู่ดี ไม่เคยมีพื้นที่ที่ไม่ทับซ้อนกันเลย เพียงแต่เส้นนั้นมันห่างหรือแคบจากกันมากน้อยเสียมากกว่า

สมมุติเรามีชายแดนที่ไม่มีปัญหาเลย มันก็ต้องมีการข้ามเส้น และที่เส้นนั้นมีประตูสองบาน การเปิดปิดชายแดนทำจากทั้งสองฝ่าย เหมือนมีฝาร่วมแล้วมีประตูสองฝั่งอยู่ดี

ตรงไหนที่เส้นมันไม่ชัด มันก็ต้องเจรจากันว่าจะจัดการเส้นไม่ชัดนั้นอย่างไร มันเปลี่ยนอย่างไร หลักฐาน
อย่างไรที่น่าเชื่อถือ หรือบางทีมันเป็นเรื่องที่ชัดไปก็มีประโยชน์น้อยกว่าที่จะร่วมกันใช้ร่วมกันพัฒนา

อารมณ์เหมือนรั้วบ้าน ไม่ต้องเป็นกรง เป็นกำแพง อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

เมื่อเข้าใจตรงนี้ ก็ควรจะได้สาวต่อว่า เมื่อมันไม่ลงตัวนั้น มันเกิดจากอะไร

อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ เรื่องชายแดนไม่ได้มีแต่เรื่องคณะกรรมการชายแดนเท่านั้นที่จะตกลงกัน เพราะในโครงสร้างกรรมการชายแดนเป็นโครงสร้างยุคสงครามเย็นเอามากๆ ไม่ได้มีองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ได้สัดส่วน ตัวแทนชาวบ้าน และตัวแทนธุรกิจเข้าไปร่วมมากนัก ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนทหารและฝ่ายปกครองที่ถูกส่งไปประจำการเสียมากกว่า ซึ่งในโลกปัจจุบันชายแดนมีพลวัตหลายด้าน คนที่จะคอยกำกับดูแลชายแดนจึงควรมีหลายฝ่าย อย่าให้เหมือนกรณีที่ผ่านมี ที่ตั้งกันประชุมกันแต่พอถึงเงื่อนไขจริงไม่มีใครกล้าสั่งการว่าจะควบคุมชายแดนจริงๆ อย่างไร

ประการต่อมา ชายแดนมีสิ่งที่เรียกว่า นโยบายและปฏิบัติการที่ชายแดน หมายถึงว่าชายแดนบางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการดำเนินนโยบายด้านต่างๆ เช่นปิดเพื่อเจรจา เปิดเพื่อสานความสัมพันธ์

หรือชายแดนกลายเป็นพื้นที่สีเทาและยืดหยุ่น ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการสร้างทุนนิยมชายแดนและทุนนิยมข้ามแดนได้ และมักมีลักษณะลอดรัฐ ในแบบที่รัฐเทาก็เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือในวันนี้ทุนเทาข้ามโพ้นทะเลเข้ามาเกี่ยวข้องได้

ยังไม่นับว่าผลกระทบจากชายแดนยังเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติข้ามแดน เช่น สารพิษในแม่น้ำ น้ำป่า หมอกควันเข้าไปอีก

การทำความเข้าใจการบริหารจัดการและสร้างระเบียบที่ยืดหยุ่นที่ชายแดนจึงเป็นเรื่องใหญ่ในความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ทางทฤษฎี หรือเรื่องจินตนาการสมมุติ

จินตนาการอาจจะสำคัญน้อยกว่า “จินตกรรม” ที่หมายถึงว่ามันมีผลในทางปฏิบัติ และมีผลจริงในหลายเรื่องที่แยกขาดจากแค่เรื่องความคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นทางกายภาพไม่ได้ เพราะประดิษฐกรรม และปฏิบัติการ รวมทั้งวาทกรรมต่างๆ ที่ชายแดนมีความซับซ้อนอยู่มากและส่งผลกระทบจริง

ที่สำคัญเรื่องชายแดนบางทีอาจเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือหมากกลทางการเมืองของผู้มีอำนาจที่จะเบี่ยงเบนประเด็นต่างๆ ด้วย

ประการที่สอง ถามว่านอกจากรบ กับสันติภาพ คือไม่รบ ในห้วงจังหวะที่เต็มไปด้วยทรรศนะทางสังคมที่ต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธการ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสมคบคิดกันไปหมด ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนยังไม่ได้ถกเถียงกัน ซึ่งทำให้เราถอยห่างออกมาจากความรู้สึกว่าสงครามจะเกิดขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้แน่นอน และเราพร้อมจะพลีชีพ และโทษว่าอีกฝ่ายผิดตลอดเวลา

นั่นคือลองคิดในกรอบและข้อถกเถียงที่ยังไม่จบไม่สิ้นของเรื่อง “สันติภาพด้วยวิถีประชาธิปไตย” (democratic peace) ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ไม่จบไม่สิ้น

แก่นสารสาระในเรื่องนี้ มีข้อค้นพบที่หลายคนเห็นด้วย บ้างก็ยังสงสัยว่า รัฐที่เป็นประชาธิปไตยนั้นปกติจะไม่ทำสงครามกัน (ง่ายๆ) เพราะมีกระบวนการในการตัดสินใจที่ซับซ้อน และสังคมเข้มแข็งพอที่จะตรวจสอบว่า แน่ใจนะว่าจะทำสงคราม แล้วถ้าแพ้นี่ใครรับผิดชอบ หรือถ้าทำแล้วตัดสินใจเร็ว ก็ต้องนำเข้าสภามาตรวจสอบอยู่ดี ไม่ใช่ทำแล้วเลยตามเลย แถมยังต้องถูกตรวจสอบระยะยาวอีก

แค่นี้ก็ยุ่งยากซับซ้อนแล้วว่าจริงทุกกรณีไหม และเรื่องนี้เมื่อเถียงกันไปมา ก็จะพบว่า บางคนบอกว่า อธิบายแบบนี้แปลว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามง่ายๆ แต่ทำไปทำมา คำอธิบายกลายเป็นว่าประเทศทั้งสองฝ่ายต้องมีศีลเสมอกันในแง่ศีลประชาธิปไตย ก็จะไม่ทำสงครามกันง่ายๆ แล้วถ้าโลกนี้ประเทศต่างๆ มีศีลเสมอกันมากขึ้น สงครามก็จะเกิดขึ้นยากขึ้น

หรือบางคนบอกว่า อาจจะเป็นเรื่องของการที่ต้องมีสันติภาพในพื้นที่นั้นแหละ แล้วประชาธิปไตยถึงจะตามมาต่างหาก เป็นแนวไก่กับไข่ ว่าประชาธิปไตยมาก่อนสันติภาพ หรือสันติภาพมาก่อนประชาธิปไตย หรือต้องมีศีลเสมอกัน

คำตอบอาจยังถกเถียง และมีกรณีใหม่ๆ ให้เราขบคิด แต่คุณูปการในการคิดเรื่องนี้ทำให้เราต้องคิดว่า เราจะเรียกร้องให้เจรจาในสนามที่เราต้องการ หรือเสนอยุทธการต่างๆ ได้พิจารณาหรือยังว่าระดับประชาธิปไตยของประเทศเรา กลไกและสถาบันประชาธิปไตยในประเทศได้ทำงานหรือไม่

ประชาธิปไตยในแง่นี้ไม่ใช่การปกครองโดยฝูงชน แต่หมายถึงการถกแถลงและเข้าใจมิติของความเป็นมนุษย์ด้วย แน่นอนว่ามีมิติของเสรีนิยม

หรืออาจเป็นประชาธิปไตยแบบจำเป็น ด้วยเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจ เพราะต้นทุนเข้าสงครามนั้นสูง ไม่คุ้มค่า

เว้นแต่สังคมที่เหลื่อมล้ำขนาดที่สงครามยังถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังคนที่ไม่ใช่คนที่เราสนิทในชนชั้นของเรา แต่เป็นคนอื่นที่ถูกเกณฑ์ไปรบ ซึ่งตรงนี้แหละเมื่อสงครามมาถึงตัวเราจริงๆ มาถึงลูกหลานที่เรารู้จักจริงๆ มาสู่คำถามของการสูญเสียและเสียสละหลายด้าน กระแสการตั้งคำถามจากสงครามจะเริ่มมาในท้ายที่สุด (แต่ถ้ารูปแบบสงครามเป็นแบบเทคโนโลยี และตัวแทนจากชาติอื่น ความเข้าใจในส่วนนี้ และการคำนวณต้นทุนอาจไม่เหมือนกัน)

บางคนก็มองว่า คำอธิบายเรื่องสันติภาพด้วยวิถีประชาธิปไตยนี้ คือทางออกจากการมองว่าสงครามเป็นเรื่องของการรักชาติ หรือถูกขับเคลื่อนจากความเป็นชาติแบบต้องมีศัตรู และเอาชนะด้วยความเหนือกว่า แต่เอาเข้าจริงเป็นไปได้ว่า ถ้าประชาธิปไตยไม่มีคุณภาพ และยังไม่มั่นคง จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย บางทีสงครามก็เกิดขึ้นได้ ถ้าคนในชาตินั้นถูกชักชวนด้วยข้อมูลที่บิดเบือน หรือขาดกระบวนการถกแถลงอย่างมีเหตุมีผล และขาดกระบวนการตรวจสอบ ตลอดจนขาดค่านิยมในแง่เสรีนิยมและมนุษยนิยม

ขณะที่บางฝ่ายก็บอกว่า เผด็จการเองก็ไม่ได้อยากจะทำสงครามเสมอไปในหลายกรณี เพราะถ้าเขาแพ้เขาก็จะถูกโค่นล้ม อำนาจจะเปลี่ยนมือ และจบลงด้วยการรับโทษทัณฑ์จากศัตรูทางการเมือง (มากกว่าหลักการอื่นๆ เช่นสิทธิมนุษยชน) ได้เช่นกัน

แม้ว่าทฤษฎีนี้ไม่ลงตัวมากนัก แต่ผมว่าน่าจะทำให้เราคิดว่า กลไกรัฐสภา สื่อ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ฯลฯ ได้มีส่วนในการรับรู้ ตัดสินใจ ตรวจสอบกลไกการตัดสินใจด้านความมั่นคงที่ชายแดน โดยเฉพาะในวิกฤตที่ชายแดนอย่างเต็มที่หรือยัง

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจ แต่เรียกร้องให้การตัดสินใจนั้นไม่เป็นไปในลักษณะที่ไม่มีการตรวจสอบ หรือสร้างความเคลือบแคลงสงสัยถึงผลประโยชน์ต่างๆ ของคนใกล้ชิดรัฐบาล หรือคนที่หาประโยชน์จากชายแดนในทางที่ผิดกฎหมายในแง่ของการทำลายศีลธรรมของการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ข้ามแดนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในบ้านเราในระดับแรงงาน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็หวังว่าอยากให้กลไกประชาธิปไตยที่ยังกระท่อนกระแท่นในประเทศไทย และคุณค่าของประชาธิปไตยได้ทำหน้าที่ของมันอีกสักนิดนึง

ก่อนที่ทุกคนจะอ้างเสียงส่วนมากของชาติในการเข้าสู่ความขัดแย้ง ก่อนที่จะช่วยกันคำนวณความเป็นไปได้ในทางอื่นๆ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ชายแดนและสันติภาพด้วยวิถีประชาธิปไตย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...