ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ความสำคัญ และ ความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม ประเทศที่ได้รับผลกระทบ
#อิหร่าน #อิสราเอล #ทันหุ้น - ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร ความสำคัญของช่อบแคบฮอร์มุซ และความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม
.
ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร?
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน เป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวสำหรับประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมส่วนใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน กาตาร์ และคูเวต โดยช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียงประมาณ 34-54 กิโลเมตร
.
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:
เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก: ช่องแคบฮอร์มุซเป็น "จุดคอขวด" ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15 ลำ บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรลต่อวันเดินทางออกจากช่องแคบนี้ คิดเป็นประมาณ 20-21% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก
เส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG): นอกจากน้ำมันแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวอีกด้วย โดยคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวต่อวันทั่วโลก
ความมั่นคงทางพลังงาน: การไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง
ภูมิรัฐศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง เนื่องจากเป็นจุดที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อช่องแคบนี้
.
ความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม:
หากเกิดสงครามหรือความขัดแย้งที่รุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลกดังนี้:
ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว: การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบนี้จะทำให้ปริมาณอุปทานลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง อาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก
เศรษฐกิจโลกชะลอตัว/ถดถอย: ราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการบริโภคโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน: การหยุดชะงักของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงแต่พลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ด้วย ทำให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น
ความมั่นคงทางอาหาร: แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเน้นการขนส่งพลังงาน แต่ความผันผวนของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอาหาร ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นและเกิดความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร
ผลกระทบต่อประเทศไทย: ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ประเทศไทยจะต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง
ดังนั้น ช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก การรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือในบริเวณนี้จึงเป็นเรื่องที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
.
หากเกิดสถานการณ์สงครามหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น การพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง สัดส่วนการนำเข้าพลังงานทั้งหมดของประเทศ และความสามารถในการปรับตัวหาแหล่งพลังงานอื่น ๆ
กลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด (ผู้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง และไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่ง)
ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย (ที่ต้องพึ่งช่องแคบนี้เป็นหลักในการส่งออก):
อิรัก: แม้บางส่วนจะใช้ท่าเรืออื่นได้ แต่อิรักยังคงพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก (ประมาณ 85% ของการขนส่งน้ำมัน) หากช่องแคบถูกปิด การส่งออกน้ำมันจะหยุดชะงักอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประเทศ
คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน: ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ออกสู่ตลาดโลกได้เลย การปิดช่องแคบจะทำให้การส่งออกเป็นศูนย์ทันที ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ซาอุดีอาระเบีย: แม้จะมีท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บางส่วน แต่กว่า 90% ของน้ำมันดิบยังคงต้องผ่านช่องแคบนี้ ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้จากการส่งออก
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): คล้ายกับซาอุดีอาระเบีย มีท่อส่งน้ำมันบางส่วน แต่ประมาณ 75% ของการส่งออกน้ำมันยังต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่าน: แม้จะเป็นประเทศที่อาจเป็นผู้ปิดช่องแคบ แต่การส่งออกน้ำมันและก๊าซของตนก็จะหยุดชะงักเช่นกัน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ
ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชีย):
จีน: เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และพึ่งพาตะวันออกกลางสูงมาก การหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
อินเดีย: เป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ และมีความพึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงเช่นกัน การหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
ญี่ปุ่น: พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก การปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน
เกาหลีใต้: คล้ายกับญี่ปุ่น มีความต้องการพลังงานสูงและพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
ไทย: ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 50% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด การปิดช่องแคบจะส่งผลให้ขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ส่วนใหญ่: หลายประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางสูง ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก
กลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบรองลงมา (พึ่งพาน้อยกว่า มีแหล่งพลังงานทางเลือก หรือเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่กว่า สามารถรองรับผลกระทบได้ดีกว่า)
สหรัฐอเมริกา: แม้จะมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และสามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นก็ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
สหภาพยุโรป: หลายประเทศในยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียและแหล่งอื่น ๆ นอกตะวันออกกลาง แต่ก็ยังมีการนำเข้าจากภูมิภาคนี้อยู่ การปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปเช่นกัน
รัสเซีย: ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ รัสเซียอาจได้รับประโยชน์ในแง่ของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบนี้ก็จะส่งผลย้อนกลับมารัสเซียเช่นกัน และความต้องการพลังงานจากตลาดโลกอาจลดลง
ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ (นอกตะวันออกกลาง): เช่น แคนาดา, บราซิล, นอร์เวย์, ออสเตรเลีย อาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา
.
สรุป:
การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นหายนะทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่างแท้จริง ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียที่ไม่มีทางออกอื่นและประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ในเอเชียจะได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย
หมายเหตุ - ข้อมูลจาก AI