โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ความสำคัญ และ ความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม ประเทศที่ได้รับผลกระทบ

ทันหุ้น

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 10.52 น.

#อิหร่าน #อิสราเอล #ทันหุ้น - ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร ความสำคัญของช่อบแคบฮอร์มุซ และความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม

.

ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไร?

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน เป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวสำหรับประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมส่วนใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน กาตาร์ และคูเวต โดยช่วงที่แคบที่สุดกว้างเพียงประมาณ 34-54 กิโลเมตร

.

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:

เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก: ช่องแคบฮอร์มุซเป็น "จุดคอขวด" ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15 ลำ บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรลต่อวันเดินทางออกจากช่องแคบนี้ คิดเป็นประมาณ 20-21% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก

เส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG): นอกจากน้ำมันแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวอีกด้วย โดยคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวต่อวันทั่วโลก

ความมั่นคงทางพลังงาน: การไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง

ภูมิรัฐศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง เนื่องจากเป็นจุดที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อช่องแคบนี้

.

ความเสี่ยงกรณีเกิดสงคราม:

หากเกิดสงครามหรือความขัดแย้งที่รุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลกดังนี้:

ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว: การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบนี้จะทำให้ปริมาณอุปทานลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง อาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก

เศรษฐกิจโลกชะลอตัว/ถดถอย: ราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการบริโภคโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้

ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน: การหยุดชะงักของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงแต่พลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ด้วย ทำให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น

ความมั่นคงทางอาหาร: แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเน้นการขนส่งพลังงาน แต่ความผันผวนของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอาหาร ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นและเกิดความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร

ผลกระทบต่อประเทศไทย: ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ประเทศไทยจะต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง

ดังนั้น ช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก การรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือในบริเวณนี้จึงเป็นเรื่องที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

.

หากเกิดสถานการณ์สงครามหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น การพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง สัดส่วนการนำเข้าพลังงานทั้งหมดของประเทศ และความสามารถในการปรับตัวหาแหล่งพลังงานอื่น ๆ

กลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด (ผู้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง และไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่ง)

ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย (ที่ต้องพึ่งช่องแคบนี้เป็นหลักในการส่งออก):

อิรัก: แม้บางส่วนจะใช้ท่าเรืออื่นได้ แต่อิรักยังคงพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก (ประมาณ 85% ของการขนส่งน้ำมัน) หากช่องแคบถูกปิด การส่งออกน้ำมันจะหยุดชะงักอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประเทศ

คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน: ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ออกสู่ตลาดโลกได้เลย การปิดช่องแคบจะทำให้การส่งออกเป็นศูนย์ทันที ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ซาอุดีอาระเบีย: แม้จะมีท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บางส่วน แต่กว่า 90% ของน้ำมันดิบยังคงต้องผ่านช่องแคบนี้ ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้จากการส่งออก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): คล้ายกับซาอุดีอาระเบีย มีท่อส่งน้ำมันบางส่วน แต่ประมาณ 75% ของการส่งออกน้ำมันยังต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่าน: แม้จะเป็นประเทศที่อาจเป็นผู้ปิดช่องแคบ แต่การส่งออกน้ำมันและก๊าซของตนก็จะหยุดชะงักเช่นกัน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ

ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชีย):

จีน: เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และพึ่งพาตะวันออกกลางสูงมาก การหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

อินเดีย: เป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ และมีความพึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงเช่นกัน การหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

ญี่ปุ่น: พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก การปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน

เกาหลีใต้: คล้ายกับญี่ปุ่น มีความต้องการพลังงานสูงและพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ไทย: ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 50% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด การปิดช่องแคบจะส่งผลให้ขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ส่วนใหญ่: หลายประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางสูง ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก

กลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบรองลงมา (พึ่งพาน้อยกว่า มีแหล่งพลังงานทางเลือก หรือเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่กว่า สามารถรองรับผลกระทบได้ดีกว่า)

สหรัฐอเมริกา: แม้จะมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และสามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นก็ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

สหภาพยุโรป: หลายประเทศในยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียและแหล่งอื่น ๆ นอกตะวันออกกลาง แต่ก็ยังมีการนำเข้าจากภูมิภาคนี้อยู่ การปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปเช่นกัน

รัสเซีย: ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ รัสเซียอาจได้รับประโยชน์ในแง่ของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบนี้ก็จะส่งผลย้อนกลับมารัสเซียเช่นกัน และความต้องการพลังงานจากตลาดโลกอาจลดลง

ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ (นอกตะวันออกกลาง): เช่น แคนาดา, บราซิล, นอร์เวย์, ออสเตรเลีย อาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา

.

สรุป:

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นหายนะทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่างแท้จริง ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียที่ไม่มีทางออกอื่นและประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ในเอเชียจะได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย

หมายเหตุ - ข้อมูลจาก AI

รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้

Facebook คลิก https://www.facebook.com/thunhoonnews

Youtube คลิก https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial

Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_/

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...