ทำไมเราไม่อยากออกกำลังกาย? เมื่อสภาพแวดล้อม ร่างกาย และจิตใจ ส่งผลให้เหนื่อยเกินกว่าจะขยับตัว
ชีวิตคนส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการตื่นไปทำงานแต่เช้า บางคนฝ่าฟันรถติดหลายชั่วโมงหรือต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมายบนรถขนส่งสาธารณะ ก่อนเริ่มต้นทำงานต่ออีก 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ต่อด้วยการเผชิญกับสถานการณ์เช่นเดียวกับตอนเช้าเพื่อเดินทางกลับบ้านอีกครั้ง
เพียงพริบตา หนึ่งวันของใครหลายคนก็หมดไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ได้ทำอย่างอื่น โดยเฉพาะ ‘การออกกำลังกาย’ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเกือบท้ายที่สุดและหลายครั้งเราก็เหนื่อยจนเกิดความรู้สึก “ไม่อยากออกกำลังกาย”
ความรู้สึกไม่อยากออกกำลังกายนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกว่าเราขี้เกียจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงสภาพร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลให้เรารู้สึกเช่นนั้น
เดิมทีความขี้เกียจถือเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เพื่อบอกให้เราพักผ่อนและเก็บพลังงานเอาไว้ ยิ่งเมื่อเราเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่ในแต่ละวัน เมื่อกลับถึงบ้านจึงรู้สึกอยากพักผ่อนมากกว่า และการวางแผนจัดการเวลาสำหรับการออกกำลังก็มีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น การเดินทางไปยิมหรือสถานที่สำหรับการออกกำลังกาย หรือค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าวิ่งหรือค่าสมัครสมาชิกฟิตเนสต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางชีวภาพที่ส่งผลให้ร่างกายของเราอ่อนเพลีย เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ รวมไปถึงสภาวะทางจิตใจต่างๆ ที่เป็นผลมาจากระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ฮอร์โมน ปัญหาการหายใจ ภาวะซึมเศร้าหรือความเครียดต่างๆ
แม้ทั้งหมดนี้อาจทำให้หลายคน ‘เหนื่อย’ เกินกว่าจะออกกำลังกายและรู้สึกว่ามันยาก แต่หากเราเข้าใจความรู้สึก ‘ไม่อยากออกกำลังกาย’ นี้มากขึ้น มันอาจช่วยให้เราสามารถนำ ‘การออกกำลังกาย’ กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง
เวลาของเราหายไปกับอะไร
แม้จะมีคำพูดที่ว่า “ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน” แต่ในความเป็นจริงแล้วต่างคนต่างมีภาระหน้าที่และฐานะแตกต่างกัน เช่น หลายคนอาจต้องหมดเวลาไปกับการทำงานนอกเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือต้องเสียเวลารอรถเมล์เพราะประหยัดกว่ารถไฟฟ้า เวลาที่วางแผนไว้ใช้สำหรับการออกกำลังกายจึงเหลืออยู่ไม่กี่นาทีและบางวันก็ไม่มีเวลาเลย จนอาจเกิดพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นอกจากนี้ ด้วยโครงสร้างของกรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ในเมือง ทำให้หลายคน โดยเฉพาะคนที่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑลต่างต้องเสียเวลาการเดินทางหลายชั่วโมงต่อวัน และเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายต่างๆ เช่น ยิมหรือสนามกีฬา ได้อย่างจำกัด
การวางแผนตารางชีวิตจึงเป็นสิ่งยุ่งยากที่หลายคนต้องบริหารจัดการและอุปสรรคสำคัญคือภาระหน้าที่หรือร่างกายที่เราอาจควบคุมได้ยาก เช่น เวลาในการทำงาน การเดินทางหรือวันที่ปวดท้องประจำเดือนมากจนออกกำลังกายไม่ไหว
“มันเหนื่อยเพราะงาน ด้วยความที่เราออกกำลังกายทุกวันเป็นกิจวัตร ในวันที่งานเยอะก็ทำให้เราหงุดหงิดที่เราไม่ได้ทำสิ่งที่เราทำมาทุกวัน” เกร็ก พนักงานออฟฟิศวัย 33 ปี กล่าว
“รู้สึกว่าความขี้เกียจคือสิ่งที่ทำให้เราไม่อยากออกกำลังกายมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่เว้นการออกกำลังกายไปสักพักหลายสัปดาห์ เช่น ติดงานหรือไปต่างจังหวัด เพราะการออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของเรา เป็นกิจกรรมที่เราให้ความสำคัญและพยายามหาเวลาให้ ถ้าช่วงไหนไม่ได้ออกกำลังกายก็พยายามหาเวลาชดเชย ทำให้เราต้องฉุดตัวเองให้กลับมาอยู่ในรูทีนเดิม แบบไปเถอะ” จิน พนักงานออฟฟิศ วัย 30 ปี
วินัยในการออกกำลังกายถือเป็นสิ่งสำคัญที่ยากจะรักษาไว้และต้องวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับร่างกายของตัวเองด้วย แม้นี่จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้
การออกกำลังกายในภาพจำของใครหลายคนอาจนึกถึงการไปสนามกีฬาหรือยิมสักแห่งที่ดูจริงจัง แต่ความจริงแล้วการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เช่น การเดินหรือขึ้นบันไดก็ถือเป็นการออกกำลังกายไม่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไป และยังเหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายให้ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากจนเกินไป
นอกจากนี้ การสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายที่ชัดเจนยังเป็นส่วนสำคัญให้หลายคนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่ง ‘สุขภาพ’ คือสิ่งที่ทำให้หลายคนเริ่มหันมาออกกำลังกายมากขึ้น
ปลา กราฟิกดีไซเนอร์ วัย 29 ปี เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการออกกำลังกายของเธอเป็นเพราะกินมากเกินไปจนน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นทำให้เธอไม่มีความสุข และด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เธอต้องหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
“ช่วงแรกๆ รู้สึกกดดันที่ต้องออกกำลังกาย เพราะมีคนอื่นที่ดูผอมไว เช่น 3 เดือนลด 10 กิโลกรัม แต่พอเราทำไม่ได้ก็รู้สึกกดดัน แต่ความจริงแล้วการลดเร็วไม่ได้แปลว่าดี มันลดส่วนไหนก็ไม่รู้ การออกกำลังกายจึงยากในช่วงแรกที่เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและแนวคิดตัวเอง เช่น การออกกำลังกายไม่ใช่แค่อดอาหารหรือออกกำลังกายหนักๆ แต่ต้องหาสมดุลกับการออกกำลังกายระยะยาวด้วย”
ในยุคที่โลกโซเชียลมีคำแนะนำการออกกำลังกายเต็มไปหมด หลายคนอาจต้องเผชิญกับความกดดันต่างๆ หรือเราอาจทำไม่ได้เท่ากับคนอื่น แต่การเริ่มต้นเรียนรู้การออกกำลังกายและเข้าใจร่างกายของตัวเองก็นับเป็นก้าวสำคัญที่เราจะเริ่มรู้สึกให้การออกกำลังกายกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเรา
เมื่อการออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ‘เพื่อน’ จึงสำคัญกว่าที่คิด
การเปิด YouTube และออกกำลังกายตามคลิปอยู่ที่บ้านอาจเป็นวิธีที่ประหยัดและง่ายที่สุดสำหรับการออกกำลังกายคนเดียวในพื้นที่อาศัยคับแคบในกรุงเทพฯ แต่การรักษาความต่อเนื่องในการออกกำลังกายที่ต้องเป็นประจำทุกวัน หลายคนอาจเจอกับความรู้สึก ‘เบื่อ’ ในการทำท่าเดิมซ้ำไปซ้ำมาในทุกวัน
ความรู้สึกนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่หลายคนพบเจอและมีหลากหลายวิธีที่คลายความเบื่อนี้ไปได้ เช่น การเปลี่ยนกิจกรรมไปออกกำลังกายในรูปแบบอื่นสลับกันไป หรือการหาเพื่อนที่ช่วยส่งพลังบวกและจูงใจให้เราอยากไปออกกำลังกายมากขึ้น
“เราเป็นคนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กเพราะที่บ้านทำกิจการสนามแบดมินตันเลยชอบตีแบด แต่เราไม่ชอบเล่นกีฬาที่เหงาหรือเล่นคนเดียว เราเคยไปฟิตเนสแล้วต้องเดินบนลู่วิ่งคนเดียว ทำให้ไม่ค่อยมีวินัย แต่พอเล่นกับเพื่อนหรือคนที่ช่วยผลักดันเรา เราก็จะเล่น” เนม คุณแม่มือใหม่วัย 35 ปี กล่าว
เนม เล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาออกกำลังกายจริงจังคือช่วงอายุ 26 ปี เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายและน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากออกกำลังกายก็ทำให้ร่างกายของเธอกลับมาแข็งแรงขึ้น
“ช่วงก่อนท้องเราก็ไปเล่นต่อยมวย ทำให้ร่างกายกลับมาฟิตมาก ช่วงที่เราท้องก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่เราไม่ได้รู้สึกอุ้ยอ้าย ยังเดินได้ และหลังคลอดก็ฟื้นตัวเร็ว แต่หลังจากคลอดแล้วเรารู้สึกหงุดหงิดบ้างเพราะยังออกกำลังกายไม่ได้และนอนน้อยลง แต่ต้องควบคุมอาหารเพื่อให้เพียงพอกับการให้นมลูกและลดน้ำหนักไปด้วย ซึ่งมันยาก”
“เวลาเราพูดว่าต้องแบ่งเวลาในการออกกำลังกาย มันก็พูดง่ายเนอะ แต่มันก็ต้องทำจริงๆ ยิ่งเวลามีลูก ทุกนาทีมีค่า ในช่วงที่ลูกหลับเราต้องทำทุกอย่างให้เสร็จ ในอนาคตเราวางแผนว่าหลังจาก 6 เดือนจะกลับไปต่อยมวยเพื่อร่างกายตัวเอง” เนมเล่า
แม้การมีเพื่อนออกกำลังกายจะเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ที่จูงใจให้เราไม่รู้สึกเบื่อและสนุกขึ้น แต่การนัดเพื่อนที่มีเวลาว่างไม่ตรงกันหรืออาศัยอยู่ห่างไกลกันก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คอมมูนิตี้นี้เกิดขึ้นได้ยาก เราจึงไม่สามารถพึ่งพาได้เพียงตัวช่วยเดียว ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ช่วยให้หลายคนกลับมาออกกำลังกาย
เช่น การเข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายที่มักจัดกิจกรรมเป็นประจำ, การฟังเพลงหรือดูหนังระหว่างทำกิจกรรมเพื่อช่วยให้สนุกกับการออกกำลังกายไปด้วย, การเล่นเกมออกกำลังกาย, การให้รางวัลตัวเองเมื่อทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือแม้กระทั่ง ‘การพักผ่อน’ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นและกลับมาออกกำลังกายได้อีก
ความรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากออกกำลังกายที่หลายคนอาจจะกำลังเป็นอยู่ อาจทำให้เรารู้สึกเครียด กดดันและยอมแพ้กันไปบ้าง แต่หากเราเข้าใจว่าทั้งหมดนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากร่างกาย สภาพจิตใจและสภาพแวดล้อมของเราเอง ความขี้เกียจออกกำลังกายที่ว่านั้นก็อาจมีทางบรรเทาลงได้
แม้จะเป็นเพียงการเดินให้มากขึ้นหรือเคลื่อนไหวร่างกายสักนิดสักหน่อยก็ถือเป็นก้าวแรกไปสู่ร่างกายที่แข็งแรงแล้ว
บทความต้นฉบับได้ที่ : ทำไมเราไม่อยากออกกำลังกาย? เมื่อสภาพแวดล้อม ร่างกาย และจิตใจ ส่งผลให้เหนื่อยเกินกว่าจะขยับตัว
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ทำไมเราไม่อยากออกกำลังกาย? เมื่อสภาพแวดล้อม ร่างกาย และจิตใจ ส่งผลให้เหนื่อยเกินกว่าจะขยับตัว
- จากอรัญประเทศถึงช่องบกและเส้นเขตแดนที่ไม่เคยมีอยู่จริงของคนชายแดน
- เมื่อสหรัฐฯ ตัดงบด้านมนุษยธรรม ไทยอาจต้องให้ผู้หนีภัยได้ทำงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath