โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชัวร์ก่อนแชร์ : 4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 15.45 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 08.45 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บทความนี้เรียบเรียงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : AI)โดมีเนื้อหาหลักจากคลิปวิดีโอ

18 กรกฎาคม 2568

ตามที่มีการแชร์เตือนว่า 4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล มีทั้งทำให้ลำไส้แย่ลง เพิ่มอัตราภาวะหัวใจหยุดเต้น เสี่ยงไตบกพร่อง ฟันผุ กระดูกพรุน และกระดูกเสื่อมก่อนวัยนั้น

บทสรุป : จริงบางส่วน ไม่ควรแชร์

ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบกับ อาจารย์ ดร.พิมพ์อร สุขแล้ว สาขาอาหาร โภชนาการ และการกำหนดอาหาร ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

(สัมภาษณ์เมื่อ 15 กรกฎาคม 2568)

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล… ดีจริงหรือแค่คิดไปเอง ? เจาะลึก 4 เรื่องที่แชร์มาที่เราต้องชัวร์ก่อนแชร์

ในยุคที่เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง “น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล” ได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่นแต่ไม่อยากรู้สึกผิดกับปริมาณน้ำตาล อย่างไรก็ตาม บนโลกโซเชียลก็มีการแชร์ข้อมูลเตือนภัยถึงผลเสียที่อาจซ่อนอยู่ในเครื่องดื่มชนิดนี้เช่นกัน ตกลงแล้วความจริงเป็นอย่างไร ? บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 4 เรื่องที่แชร์กัน โดยมีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมายืนยันว่าเรื่องไหน “จริง” หรือ “ไม่จริง”

เรื่องที่แชร์มา 1 : ทำลายแบคทีเรียในลำไส้ เสี่ยงดื้ออินซูลินและเบาหวาน

  • จริงแค่บางส่วน : มีงานวิจัยที่พบว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลบางชนิด เช่น ซูคราโลส (Sucralose) แซ็กคาริน (Saccharin) หากใช้ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาวเพื่อยืนยันผลที่ชัดเจน ส่วนประเด็นเรื่องภาวะดื้ออินซูนและเบาหวานนั้น แม้สารให้ความหวานจะไม่ได้ให้พลังงานโดยตรง แต่ก็อาจสร้างผลกระทบทางอ้อม คือทำให้ผู้บริโภคติดรสหวานและชะล่าใจไปกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแคลอรีสูงอย่างอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะอ้วนและเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินได้ในที่สุด

เรื่องที่แชร์มา 2 : เพิ่มอัตราภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

  • ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน : แม้จะมีงานวิจัยที่พยายามเชื่อมโยงการบริโภคเครื่องดื่มชนิดนี้กับโรคหัวใจ แต่ก็ยังไม่มีการค้นพบกลไกที่อธิบายได้อย่างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจเป็นผลกระทบทางอ้อมเช่นเดียวกับข้อแรก คือการบริโภคที่นำไปสู่ภาวะอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด

เรื่องที่แชร์มา 3 : น้ำอัดลมมีฟอสฟอรัสสูง เสี่ยงไตทำงานบกพร่อง

  • เป็นความจริง (แต่ไม่ใช่แค่ในน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล) : น้ำอัดลมทุกชนิด (ทั้งแบบมีและไม่มีน้ำตาล) มีส่วนประกอบของ “กรดฟอสฟอริก” ซึ่งทำให้มีปริมาณฟอสเฟตสูง สำหรับผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณฟอสฟอรัส จึงไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมทุกประเภท แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพไตปกติ การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะไม่ได้น่ากังวล

เรื่องที่แชร์มา 4 : น้ำอัดลมมีฟอสฟอรัสสูงทำลายแคลเซียม เสี่ยงกระดูกพรุนและฟันผุ

  • เป็นความจริง : ข้อนี้ถือเป็นผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะไปรบกวนสมดุลแคลเซียมในร่างกาย และเร่งการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ นอกจากนี้ กาเฟอีนที่มักมีอยู่ในน้ำอัดลมก็มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้นไปอีก การดื่มเป็นประจำจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้น

บทสรุป : กินได้ แต่ต้องมีสติ

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำอัดลมปกติในแง่ของการลดปริมาณน้ำตาลและแคลอรี แต่ก็ไม่ใช่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่สามารถดื่มได้ทุกวันโดยไม่ต้องกังวล การบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ดื่มเป็นประจำ และที่สำคัญคือต้องไม่ชะล่าใจคิดว่า “น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลแล้วจะไปกินอย่างอื่นเพิ่มได้”

ทางเลือกที่ดีที่สุดในการดับกระหายและดีต่อสุขภาพในระยะยาวก็ยังคงเป็นการ “ดื่มน้ำเปล่า” ส่วนน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลนั้น ให้เก็บไว้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นในบางโอกาสเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย : พีรพล อนุตรโสตถิ์
ตรวจสอบบทความโดย : ชยานิษฐ์ ผ่องใส

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ : 4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...