โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ให้ชัด!จุดยืนเขตแดน-ขุมทรัพย์ใต้ทะเล “อยู่”หรือ”ไป”ข้อครหาไม่ติดตัว

ไทยโพสต์

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 20.23 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมเป็นต้นมา หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาที่แนวต้นพญาสัตบรรณ พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด เพราะกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตลอดแนว โดยเฉพาะของฝั่งกัมพูชาที่ยังตรึงคงกำลังมากกว่า 10,000 นาย ซึ่งมีความเข้มข้น 4 จุด คือ เขาสัตตะโสม ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ช่องจอม และมีการเพิ่มกำลังเข้ามาอีก 1 ชุด เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา

ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ได้เสริมกำลังเข้าถ่วงดุล เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ นับตั้งแต่กัมพูชาเริ่มซึมกำลังเข้ามาตั้งแต่เดือน เม.ย. และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชานำกำลังกลับที่ตั้งเดิม ลดการเผชิญหน้าระหว่างทหาร 2 ฝ่าย มุ่งหวังให้สถานการณ์กลับไปสู่จุดเดิม

มาตรการปิดด่านเป็น “ไพ่ใบแรก” ที่กองทัพเสนอขึ้นไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณา ภายใต้ข้อระวังในการสื่อสารกับสังคมโลก ผ่านคำสั่งของกองกำลังชายแดนที่ออกมาในเรื่องของมาตรการควบคุมการเปิด-ปิดในแต่ละจุด ยกเว้นมาตรการที่กระทบด้านมนุษยธรรม มุ่งหวังให้ฝ่ายกัมพูชากลับมาสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด

แต่ท่าทีของนายกฯ ฮุน มา เนต ยังคงแข็งกร้าวยื่นคำขาดให้ไทยเปิดด่านก่อน หลังจากที่ ต่างฝ่ายต่างตอบโต้กันคนละหมัด โดยเลือกชกในจุดที่แต่ละฝ่ายเสียเปรียบ แต่ปรากฏว่าบางกรณีรัฐบาลกัมพูชาก็ประเมินแค่ผลกระทบที่เป็นขุมทรัพย์ส่วนตัวเท่านั้น จึงเลือกปิดด่านอื่นที่คิดว่ามีผลกระทบน้อยกับตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ประชาชนคนกัมพูชาที่อาศัยใกล้ด่านชายแดนกลับได้รับผลกระทบไปเต็มๆ

อย่างกรณีของด่านช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี กัมพูชาประกาศคุมปิดก่อน ทั้งที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือคนกัมพูชาที่มีชุมชนใกล้ด่านชายแดน ต้องพึ่งพาสินค้าอุปโภค บริโภค จากตลาดฝั่งไทย สามารถเข้ามาซื้อ-ขายได้สะดวกกว่า เมื่อฝั่งกัมพูชาประกาศปิดแดนเสียเอง ประชาชนต้องเข้าไปซื้อสินค้าที่ไกลจากชายแดนถึง 10 กม.

นอกจากนั้นนายกฯ กัมพูชายังเปิดประเด็นถึงประเทศที่ 3 ที่แสดงความประสงค์ยื่นมือเข้ามาเป็น “คนกลาง” ไกล่เกลี่ย ปัญหา ในสถานการณ์ที่กัมพูชากำลังถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ จากการเปิดข้อมูลของยูเอ็นว่า กัมพูชาเป็นพื้นที่ “สแกมเมอร์ ฮับ” และการที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทฟอกเงิน ที่หลานฮุน เซน ถือหุ้น ภายใต้ท่าทีของ “จีน” ที่ยังสงบนิ่งจากความขัดแย้งครั้งนี้

การยกระดับมาตรการต่างๆ ของไทย ยังเป็นดีกรีในช่วงต้นของ “สงครามจิตวิทยา” ที่บีบให้กัมพูชากลับเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาให้ได้ พร้อมๆ ไปกับการใช้นานาชาติร่วมกดดันในการกวาดล้างสแกรมเมอร์ไปพร้อมกัน โดย "แพทองธาร ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี อนุมัติดำเนินการตามที่กองทัพเสนอ หลังจากที่กลับจากการเยือนพื้นที่ “ฐานมรกต” และได้รับฟังข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

หากไม่มี “คลิปเสียง” เป็นตัว “เปลี่ยนเกม” นายกฯ อิ๊งค์ก็ยังต้องพะวงอยู่กับ “บุญคุณรุ่นพ่อ” ที่มีมาแต่เก่าก่อน มาตรการที่เคยติดเบรก-แช่แข็งไว้ ตั้งแต่การกวาดล้างกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ เลยมาถึงมาตรการปิดด่านคงถูกแขวนไว้เหมือนเดิม

ที่สำคัญคือ ข้อครหาที่ถูกมองว่า “ขายชาติ” เพราะในการเจรจาแบบส่วนตัวนั้นเต็มไปด้วย “ความเมือง” ที่เอ่ยอ้างถึงคนซึ่งมีหน้าที่รักษาปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประกอบกับภาพความสนิทสนมของ 2 ตระกูลผ่านตัวพ่ออย่าง “ทักษิณ-ฮุน เซน” ที่กอดกันกลมหลังจากฮุน เซน มาเยี่ยมทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ส่งผลให้สังคมไม่ไว้วางใจในตาชั่งผลของรัฐบาลภายใต้การนำของบุตรสาวทักษิณ ว่าจะทำให้ประโยชน์ชาติเอียงไปอีกฝั่งหนึ่งหรือไม่ โดยเฉพาะความมุ่งหวังในเรื่องการแบ่งขุมทรัพย์พลังงานในอ่าวไทยของกัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือกับฝั่งไทย

ซึ่งในช่วงหนึ่งก็เหมือนกับว่ารัฐบาลจะผลักดันการเจรจาดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปโดยยกเรื่องเขตแดนไว้ก่อน แต่กลุ่มต่อต้านที่ออกมาต่อต้านเริ่มเคลื่อนไหวหนักขึ้น ขณะที่เอ็มโอยู 44 ต้องการให้ได้ข้อยุติเรื่องเขตแดนทางทะเลก่อนจึงจะมีการเจรจาเรื่องผลประโยชน์กัน ขณะที่บางฝ่ายมองว่า เอ็มโอยูเป็นกับดักที่ทำให้การขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันเป็นอุปสรรค

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์โดยภาพรวมแล้วเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะดันทุรังเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลต่อ ทำให้ประเด็นของการเดินหน้าตั้งคณะกรรมการ JBC ที่ต้องหาคนนั่งเป็นประธานเงียบหายไป โดยรัฐบาลหันหัวเรือไปหาเม็ดเงินก้อนใหม่จากการผลักดันเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มี “กาสิโน” อยู่ด้วยแทน

เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประเมินกันว่า “ฮุน เซน” อาจจะทวงเรื่องนี้หลายครั้ง แต่รัฐบาลไทยไม่ขยับตามเสียงเรียกร้อง เนื่องด้วยปัจจัยหลายประการที่ไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งเป็นช่วงที่ไทยกำลังเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจากสหรัฐ มีการบรรลุข้อตกลงในเรื่องของการซื้อน้ำมันจากสหรัฐ

สำหรับประเด็นเขตแดนทางบก มีข้อกล่าวหาจาก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ที่อ้างว่านายภูมิธรรมเซ็นรับรองให้ทหารกัมพูชาเข้าปราสาทตาเมือนธมในการประชุมจีบีซี นายภูมิธรรมออกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า “ยังไม่ได้เซ็นอะไร” และยืนยันว่าทุกกระบวนการดำเนินไปตามบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 43 ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) โดยรอการอนุมัติจากสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

พร้อมจุดยืนของไทยคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องปรับกำลังและเปิดด่านพร้อมกัน ไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ เพราะอาจกลายเป็นความสับสนและถูกกล่าวหาว่าเป็นการยั่วยุ โดยต้องกำหนดวัน เวลา และดำเนินการไปพร้อมกันทั้งหมด ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการก่อน

ปมประเด็นเขตแดน และขุมทรัพย์ในอ่าวไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหมิ่นเหม่ที่จะถูกข้อครหาเรื่อง “ขายชาติ” จึงเป็นสิ่งที่นายกฯ แพทองธาร และรัฐบาลต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง พร้อมต้องแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่า มีจุดยืนอย่างไรภายใต้เอ็มโอยู 43-44 ที่ยังเป็นกรอบการปฏิบัติที่ 2 ชาติใช้อยู่ พร้อมทั้งสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่ารัฐบาลมีแนวทางอย่างไร

ที่สำคัญต้องแสดงให้เห็นภาวะผู้นำในเชิงรุกในการรักษาผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะจนแต้มทางการเมือง เพราะถูกผู้นำเฒ่าวางกับดักแฉความไม่เป็นเอกภาพของไทยอย่างที่ผ่านมา.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...