โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์เผยเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาอิหร่าน หวังยุติวิกฤตนิวเคลียร์ถาวร

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลได้ยุติลงแล้ว พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ จะเริ่มต้นเจรจากับอิหร่านภายในสัปดาห์หน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างถาวร พร้อมกล่าวอย่างมั่นใจว่านี่คือ "ชัยชนะของทุกฝ่าย"

การแถลงของทรัมป์มีขึ้นระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงเฮก โดยทรัมป์เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมการโจมตีของอิสราเอล โดยใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์ถล่มเป้าหมายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นการ "ล้างบาง" อย่างรุนแรง แม้รายงานเบื้องต้นของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ จะประเมินว่าความเสียหายอาจชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าอิหร่านจะหันกลับไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีก โดยอ้างว่าเตหะรานในขณะนี้ "ต้องการฟื้นฟูประเทศ" มากกว่าที่จะคิดเรื่องเสริมสมรรถนะยูเรเนียม พร้อมระบุว่าแม้การลงนามข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในการเจรจา แต่ส่วนตัวเขา "ไม่คิดว่าจำเป็นขนาดนั้น"

แม้ทรัมป์จะไม่อ้างอิงหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลโดยตรง แต่ทำเนียบขาวก็ได้เผยแพร่ประเมินจากหน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอล ซึ่งเชื่อว่าการโจมตีในครั้งนี้ "ได้ถอยร่นความสามารถของอิหร่านในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปอีกหลายปี"

ในด้านของสหประชาชาติ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (IAEA) ได้ออกมาเตือนว่าการประเมินความเสียหายโดยใช้เพียงมาตรวัดระยะเวลานั้นไม่ใช่ทางออกระยะยาว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ผู้ตรวจสอบนานาชาติกลับเข้าสำรวจไซต์นิวเคลียร์ของอิหร่านโดยตรง เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างแท้จริง

ในมุมของประชาชน ทั้งในอิหร่านและอิสราเอล ต่างก็หายใจโล่งอกหลังการหยุดยิงประกาศใช้ แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคต โดยในกรุงเตหะราน ผู้คนเริ่มกลับเข้าสู่ชีวิตปกติ แม้ยังไม่แน่ใจว่าทางการจะใช้สถานการณ์นี้เข้มงวดกับสิทธิเสรีภาพมากขึ้นหรือไม่ ขณะที่ในเทลอาวีฟ ผู้คนกล่าวถึงความโล่งใจที่เด็กๆ กลับไปโรงเรียนได้ แต่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยล้าจากความตึงเครียดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความขัดแย้งที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีแบบสายฟ้าแลบของอิสราเอลเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของกองทัพอิหร่านและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์จำนวนมากเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธที่ทะลุระบบป้องกันของอิสราเอลได้เป็นครั้งแรก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 28 รายในอิสราเอล ขณะที่อิหร่านมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 627 ราย และบาดเจ็บเกือบ 5,000 ราย แม้จะไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขได้อย่างอิสระเนื่องจากข้อจำกัดด้านสื่อ

อิสราเอลอ้างว่าบรรลุเป้าหมายในการทำลายไซต์นิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านก็อ้างว่าเป็นฝ่ายยุติสงครามได้ด้วยการเจาะระบบป้องกันของอิสราเอล

การที่อิสราเอลสามารถโจมตีเป้าหมายระดับผู้นำของอิหร่านได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ได้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำทางศาสนาในอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องเตรียมหาผู้สืบตำแหน่งสูงสุดแทน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ซึ่งปกครองประเทศมานานถึง 36 ปี

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำสายกลางที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ออกแถลงการณ์ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปภายใน พร้อมกล่าวว่า "สงครามและความเห็นใจที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เป็นโอกาสในการเปลี่ยนมุมมองการบริหารและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน"

แม้จะมีสัญญาณของการปรับท่าที แต่อิหร่านก็ยังแสดงจุดยืนแข็งกร้าว โดยในวันเดียวกันมีการประหารชีวิตชาย 3 คนที่ถูกตัดสินว่าร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองมอสสาดของอิสราเอล และมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 700 คนในช่วงสงคราม ฐานต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับอิสราเอล

ในช่วงสงคราม ผู้นำทั้งทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เคยออกมาพูดเป็นนัยว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่หลังการหยุดยิง ทรัมป์กลับย้ำว่าไม่ต้องการเห็น "การเปลี่ยนระบอบ" เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายมากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...