โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

SOCIETY: โดยทั่วไปแล้ว ในปัจจุบัน มีความเชื่อกันในหมู่ทั้งคนเลี้ยง นักเพาะพันธุ์และนักฝึกสุนัขว่า สุนัขคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่บนโลกนี้ได้โดยปราศจากมนุษย์ เพราะตั้งแต่หมาป่า ‘วัฒนาการ’ มาเป็

BrandThink

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.26 น.

โดยทั่วไปแล้ว ในปัจจุบัน มีความเชื่อกันในหมู่ทั้งคนเลี้ยง นักเพาะพันธุ์และนักฝึกสุนัขว่า สุนัขคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่บนโลกนี้ได้โดยปราศจากมนุษย์ เพราะตั้งแต่หมาป่า ‘วัฒนาการ’ มาเป็นหมาบ้านเมื่อราว 20,000 ปีก่อน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมันก็ทำให้พวกมันต้องพึ่งพามนุษย์ พวกมัน ‘ล่า’ ไม่เป็นอีกแล้ว อย่างมากที่สุดพวกมันทำได้แค่ ‘กินของเหลือ’ จากมนุษย์แบบพวกหมาข้างถนน

…ความเชื่อนี้กลับต้องสั่นคลอน หลังจากมีหมาดัชชุนด์สัญชาติออสเตรเลียชื่อ ‘วาเลอรี่’ สามารถเอาตัวรอดอยู่ในเกาะแห่งหนึ่งเพียงลำพังได้นานถึงปีกว่า หลังจากพลัดหลงกับครอบครัวตอนไปเที่ยว และมันไม่ได้รอดแบบอดอยาก ตอนคนไป ‘ช่วย’ มันหนักขึ้นราว 2 กิโลกรัม และมีกล้ามทั้งตัวเป็นมัดๆ

พูดง่ายๆ เวลาเพียงปีกว่าได้เปลี่ยน ‘หมาไส้กรอก’ เป็น ‘หมาป่า’ เต็มตัวที่สามารถดำรงชีพในป่าได้

หลังจากคนไป ‘ช่วย’ เจ้าวาเลอรี่มาในเดือนเมษายน 2025 มันก็เลยมีการถกเถียงว่า หรือจริงๆ มนุษย์มีความ ‘เข้าใจผิด’ กันหมดว่าหมาบนโลกนี้มันต้องการหรือพึ่งพาอาศัยมนุษย์ เพราะถ้าหมาทุกตัวเป็นอย่างวาเลอรี่ ถึงมนุษย์หายไปจากโลก พวกมันก็น่าจะอยู่กันเองได้ ‘ตามธรรมชาติ’

คำถามนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ National Geographic สื่อสายธรรมชาติชื่อดังได้เอาคำถามนี้ไปถาม ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ คำตอบที่ได้น่าสนใจมาก

ในทางชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุนัข เชื่อว่า สุนัขทุกตัวมี ‘สัญชาติญาณนักล่า’ ที่หลับไหลอยู่ในตัวเอง แบบที่เรียกว่าถึงกินอาหารเม็ดมาตลอดชีวิต แต่พอถึงเวลาไม่มีอะไรกินจริงๆ หมาเลี้ยงก็กลายเป็น ‘นักล่า’ ได้ ซึ่งจะเป็นได้ดีแค่ไหนก็อาจแล้วแต่สรีระ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่าต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งที่ว่า หมาจะรอดในธรรมชาติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเจอตัวอะไรกินหรือไม่ ซึ่งว่ากันตรง ถ้าพื้นที่ที่มันอยู่ตามธรรมชาติมีแต่สัตว์นักล่าโหดๆ ตัวใหญ่ๆ หมาตัวใหญ่ๆ แบบพันธุ์ใหญ่ที่สุดที่มีมาบนโลกก็เรียกว่า ‘รอดยาก’

กลับกัน ในพื้นที่ที่ไม่มีนักล่าที่โหดขนาดนั้น หรือไม่มีสัตว์นักล่าตัวใหญ่กว่า จริงๆ หมาขนาดกลาง ‘น่าจะ’ เอาตัวรอดได้ดีสุด

เหตุผลก็เหมือนเหตุผลที่สัตว์นักล่าขนาดยักษ์สูญพันธุ์ เพราะขนาดตัวที่ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งเป็นเป้าโจมตี บางทีก็โดนสัตว์ตัวเล็กกว่ารุมได้ (อย่าลืมว่ามนุษย์ก็เคยล่าแมมมอธเป็นอาหารมาแล้ว) ตรงกันข้าม สัตว์ขนาดกลางที่มีลูกล่อลูกชน รู้จักหลบหลีก ก็เอาตัวรอดได้ง่ายกว่า เช่นเจ้าวาเลรีที่รอดใน ‘เกาะจิงโจ้’ ได้ บนเกาะก็ไม่ได้ปราศจากนักล่า มันมีงูเต็มไปหมด แต่ความเป็นหมาตัวเล็กที่คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญจึงคิดว่ามันน่าจะหนีงูรอดมาได้เรื่อยๆ

เหตุผลอีกประการก็คือ สัตว์ตัวเล็ก จะหาอาหารได้ง่าย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเจ้าวาเลอรี่ก็น่าจะรอดด้วยการกินแมลง หรือสัตว์เล็กๆ หรือแม้แต่การกินพืชบางชนิดเพื่อความอยู่เช่นกัน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้จากมุมของหมาตัวเล็กๆ ตัวนี้ ธรรมชาติไม่ใช่แค่พื้นที่น่ากลัว แต่คือบุฟเฟต์ที่กินได้ไม่จำกัด (ไม่แปลกที่วาเลอรี่กลับมาแล้วจะ ‘อ้วนขึ้น’) ซึ่งนี่คือจุดแข็งของหมานั่นเอง

ถ้าจะสรุปอย่างให้เห็นภาพชัดเจน คงจะต้องอธิบายว่า ในขณะที่หมาป่าต้องกินเนื้อสัตว์เพื่ออยู่รอด แต่เมื่อนักล่าเหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็น ‘หมาบ้าน’ ระบบทางเดินอาหารก็เปลี่ยนไปหมด ในทางชีววิทยา มีการยอมรับกันแน่นอนว่าหมาบ้านไม่ได้กินอาหารเหมือนหมาป่า และหมาบ้านสามารถย่อยพืชเป็นสารอาหารได้ดีกว่าด้วย เพราะพวกมัน ‘กินอาหารได้เหมือนมนุษย์’ เนื่องจากการจะเป็นหมาบ้านนั้น พวกมันต้องวิวัฒนาการมากับการกิน ‘ของเหลือจากมนุษย์’ มาเป็นหมื่นปีด้วย

ดังนั้นการ ‘กินได้หลากหลาย’ คือจุดแข็งของหมาบ้านที่คนมักจะลืมกันไป และนั่นคือความสามารถระดับสุดยอดแล้วในการเอาตัวรอดตาม ‘ธรรมชาติ’

สำหรับคนที่คิดว่ามนุษย์เป็นเพียงที่พึ่งเดียวของหมาก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตูบน่าจะ ‘อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์’ แน่นอนถ้าพูดในเชิง ‘เผ่าพันธุ์’

แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเรามองพวกมันเป็น ‘ลูก’ แล้ว การที่ ‘ลูก’ สามารถอยู่รอดบนโลกนี้ได้โดยไม่ต้องมีเรา มันก็ควรจะเป็นเรื่องน่าดีใจมากกว่าเศร้าใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...