โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กกร.เตรียมนัด 4 หน่วยงานหารือเศรษฐกิจ ลุ้นผลเจรจาภาษีสหรัฐ รับยังห่วงเสถียรภาพการเมือง

JS100

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.10 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.33 น. • JS100:จส.100
กกร.เตรียมนัด 4 หน่วยงานหารือเศรษฐกิจ ลุ้นผลเจรจาภาษีสหรัฐ รับยังห่วงเสถียรภาพการเมือง

กกร.ระบุเศรษฐกิจครึ่งปีหลังอ่อนแรง จับตาเจรจาภาษี หวั่นการเมืองขาดเสถียรภาพยิ่งซ้ำเติม เตรียมนัดถก 4 หน่วยงานหารือเศรษฐกิจ เร่งดำเนินการเชิงรุก เข้าพบ ธปท. สภาพัฒน์ คลัง พาณิชย์ ตั้งทิศทางเดินหน้าเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวกัน

นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมด้วยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมร่วมกันว่า กกร. ได้คงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ลงมาอยู่ที่กรอบ 1.5-2.0% โดยระบุว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการประเมินที่สวนทางกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังคงคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ถึง 2.3%

ทั้งนี้ ปัจจัยลบสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนต่ำกว่าที่คาดการณ์ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ เสถียรภาพการเมืองมีความสำคัญ ซึ่งความไม่แน่นอนสร้างผลกระทบต่อเครื่องเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งเรื่องการส่งออก การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐตามแผน

เบื้องต้น กกร. ประเมินว่าหากไทยยังถูกสหรัฐ เรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% เศรษฐกิจจะโตได้ราว 2.0% แต่หากอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 18% GDP จะลดลงมาใกล้เคียง 1.5%

แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีจะขยายตัวถึง 14.9% แต่ กกร. ชี้ว่าเป็นผลจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ช่วงชะลอการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐ 90 วัน จะสิ้นสุดลง และคาดการณ์ว่า การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะหดตัวกว่า 10% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 การส่งออกอาจขยายตัวใกล้เคียง 0% ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต และการจ้างงาน

อีกทั้งยังซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าประเทศคู่ แข่งในภูมิภาค และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ กกร. จึงมีข้อเสนอเร่งด่วนถึง ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

นอกจากนี้ กกร. ยังชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น ปัญหาการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) การนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ยังไม่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เช่น การจ้างงานในประเทศ

กกร.เตรียมเข้าพบ 4 หน่วยงานหลัก ธปท. กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ฯ เพื่อหารือผลักดันเศรษฐกิจไทยในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี พร้อมยอมรับเอกชนยังให้ความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ ยอมรับการส่งออกและเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนสูง

ขณะที่โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นจุดตั้งต้นของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ตามนโยบายรัฐในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบโดยไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2567 มีลูกหนี้ลงทะเบียนแล้ว 1.4 ล้านราย เข้าข่ายร่วมโครงการ 6.3 แสนราย คิดเป็นยอดหนี้ 4.6 แสนล้านบาท

และล่าสุดได้ขยายสู่ระยะที่ 2 โดยปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิมและเพิ่มมาตรการใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมมากขึ้น ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” และมาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” ซึ่งจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้แก่กลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ต้องเร่งคู่ขนานกันไปทั้งในการสร้างรายได้ ผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) เพื่อความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสวัสดิการที่จำเป็น รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้นอกระบบ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพ และไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนเสถียรภาพทางการเมือง เห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องเร่งสร้างเสถียรภาพให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ประชาชนทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในภาคของการผลิตแม้การส่งออกไทยในช่วง 5 เดือนจะมีการเติบโต แต่การผลิตภายในประเทศยังเติบโตน้อยมาก เมื่อดูแล้วส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อการส่งออก ดังนั้น จึงเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเข้ามาดูเรื่องของการสวมสิทธิ เพื่อปกป้องผู้ผลิตและผู้ส่งออกภายในประเทศ พร้อมยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน

อีกทั้งทางอุตสาหกรรมก็ยังให้ความเป็นห่วงในเรื่องของการเจรจาด้านภาษีไทยกับสหรัฐ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อการแข่งขัน ถ้าหากเทียบกับคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ดังนั้น จึงต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

#กกร

Cr:คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...