โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เจ้าสัวธนินท์ชี้ ‘ไทย’ ต้องรีบร่วม CPTPP ย้ำ ‘ไม่มีเหตุผล’ ที่ไม่เข้าร่วม! ชี้นโยบายกีดกันจากทรัมป์จะอยู่ไม่นาน

THE STANDARD

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 09.31 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 09.31 น. • thestandard.co
เจ้าสัวธนินท์ชี้ ‘ไทย’ ต้องรีบร่วม CPTPP ย้ำ ‘ไม่มีเหตุผล’ ที่ไม่เข้าร่วม! ชี้นโยบายกีดกันจากทรัมป์จะอยู่ไม่นาน

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกมาแสดงให้ความเห็นว่าว่าท่ามกลางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่กำลังสั่นคลอนระบบการค้าโลก ประเทศไทยควรเข้าร่วม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) โดยทันที เพื่อรับประโยชน์จากความร่วมมือกับเศรษฐกิจอื่นๆ

“ประเทศไทยควรเข้าร่วมทันที ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เข้าร่วม” เจ้าสัวธนินท์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ระหว่างงาน Nikkei’s Future of Asia conference ในกรุงโตเกียว

CPTPP เป็นข้อตกลงการค้าที่มีสมาชิก 12 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม, ออสเตรเลีย และอีก 8 ประเทศ โดยมีจีนและอินโดนีเซียได้ยื่นสมัครเข้าร่วมแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2025 ลงเหลือ 1.3% ถึง 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2.3% ถึง 3.3%

ประธานอาวุโสเครือ CP ผู้เชื่อมั่นในหลักการค้าเสรีว่าจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง “ผมเชื่อว่าผู้คนจะร่ำรวยขึ้นหากทุกประเทศช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือกัน” เขากล่าว พร้อมมองว่านโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์นั้น “กำลังสวนกระแสโลก และเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ การกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะอยู่ได้ไม่นาน”

นอกจากนี้ เจ้าสัวธนินท์ยังย้ำว่าภาคเอกชนควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ความสัมพันธ์กับจีน และมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

นอกเหนือจาก CPTPP แล้ว เจ้าสัวธนินท์ยังกล่าวถึงแนวคิดการสร้างระบบการค้าแห่งเอเชีย (Asian trading system) ภายใต้การนำของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ญี่ปุ่น และจีน

“หากญี่ปุ่น จีน และอาเซียนสามารถสร้างกรอบการค้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ การเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องภาษีและประเด็นอื่นๆ ก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น ความคิดริเริ่มนี้จะนำไปสู่ความพยายามที่จะปรับโครงสร้างระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ในที่สุด”

ขณะเดียวกันในมุมมองของเจ้าธนินท์ สถานการณ์ปัจจุบันยังสร้างโอกาสให้กับญี่ปุ่น “ภาษีที่สูงของสหรัฐฯ กำลังสร้างความได้เปรียบให้กับญี่ปุ่น” เขากล่าว โดยเปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ที่สหรัฐฯ เคยกังวลกับเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น แต่ตอนนี้กลับหันไปให้ความสำคัญกับจีนเป็นหลัก ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกจับตามอง

นอกจากนี้ เจ้าสัวธนินท์ยังชี้ว่าญี่ปุ่นมีสินค้าเกษตรชั้นเลิศ อาทิ เนื้อวัวโกเบ หมูคุโรบุตะ องุ่นชายน์มัสคัต และมะม่วง แต่ปริมาณการผลิตยังน้อย หากญี่ปุ่นเพิ่มการผลิตสินค้าเหล่านี้ ก็จะสามารถรุกตลาดโลกได้

สำหรับกลุ่ม CP เอง เจ้าสัวธนินท์เผยว่าบริษัทเล็งเห็นศักยภาพในเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ซึ่งมีอนาคตสดใส และต้องการลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นเพื่อเร่งพัฒนาธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นหลายเท่า

แม้ว่า CP จะเพิ่งประกาศยุติข้อตกลงการลงทุนร่วมกับ Itochu แต่ยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ไว้ และต้องการที่จะร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ในญี่ปุ่นเพิ่มเติม รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่ CITIC บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลจีนที่ CP Group เข้าไปลงทุนในปี 2015 จะเข้ามาลงทุนในญี่ปุ่นด้วย

ภาพ: ฐานิส สุดโต/THE STANDARD

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...