“อิหร่าน” อนุมัติในหลักการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” นักวิเคราะห์ชี้โอกาสเกิดจริงต่ำ
"อิหร่าน" อนุมัติในหลักการ "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก นักวิเคราะห์ชี้โอกาสเกิดจริงต่ำ หวั่นกระทบตัวเองหนักกว่าคู่แข่ง ขณะตลาดจับตาความเสี่ยงพลังงานระลอกใหม่
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 13.39 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในความเคลื่อนไหวสำคัญหลังจากสหรัฐโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน รัฐสภาอิหร่านมีรายงานว่าได้อนุมัติในหลักการให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก แม้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศ
ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ จุดชนวนให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับราคาพลังงานโลกที่อาจพุ่งสูง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น สหรัฐถึงขั้นเรียกร้องให้จีนเข้ามาช่วยกดดันอิหร่านไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า อิหร่านมีแนวโน้มจะไม่ปิดช่องแคบจริง เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อประเทศตัวเองอย่างหนัก
แวนด้า ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านพลังงาน Vanda Insights ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ต่ำมากอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบ จะเสี่ยงทำให้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นศัตรู และยังเสี่ยงเผชิญความขัดแย้งโดยตรงกับประเทศเหล่านั้น
ที่สำคัญ การปิดช่องแคบยังจะกระทบกับตลาดน้ำมันในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของอิหร่าน และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเป็นสัดส่วนสำคัญ
“ไม่มีอะไรที่อิหร่านจะได้จากการปิดช่องแคบนี้ นอกจากทำร้ายตัวเอง” ฮารี กล่าว
ด้าน แอนดรูว์ บิชอป หุ้นส่วนอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายของบริษัทที่ปรึกษา Signum Global Advisors เห็นด้วย โดยระบุว่า อิหร่านไม่ต้องการทำให้จีนไม่พอใจ และการปิดช่องแคบจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตและส่งออกน้ำมันของอิหร่านเองตกเป็นเป้าโจมตี ในช่วงเวลาที่ความตั้งใจของสหรัฐ และอิสราเอลต่อการตอบโต้ถือว่าไม่ต้องสงสัยเลย
เคลย์ตัน ซีเกิล นักวิจัยอาวุโสด้านความมั่นคงพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งศูนย์วิจัย CSIS กล่าวว่า “จีนพึ่งพาการไหลของน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างมาก ไม่ใช่แค่อิหร่านเท่านั้น ดังนั้นความมั่นคงของจีนเองก็ต้องการให้สถานการณ์ในภูมิภาคสงบลง และให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบเป็นไปอย่างปลอดภัย”
จนถึงขณะนี้ศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center) ระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณของภัยคุกคามต่อเรือพาณิชย์ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐยังคงเดินทางผ่านช่องแคบได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับระยะสั้น
ผลกระทบหากเกิดการปิดช่องแคบ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือทางทะเลเพียงเส้นทางเดียวจากอ่าวเปอร์เซียสู่มหาสมุทร เปิดทางให้การขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เรียกช่องแคบนี้ว่าจุดคอขวดด้านน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
บิชอป จาก Signum ชี้ว่าหากอิหร่านต้องการใช้ช่องแคบเป็นเครื่องมือกดดัน จะไม่ถึงขั้นปิดทั้งหมด แต่จะใช้วิธีเขย่าความมั่นคงของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ เพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระดับปานกลาง ซึ่งจะกระทบสหรัฐโดยตรง แต่ยังไม่รุนแรงพอจะจุดชนวนให้สหรัฐตอบโต้หนัก
แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ปิโตรเลียมของ GasBuddy โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ราคาน้ำมันในสหรัฐอาจพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.35-3.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จากราคาเฉลี่ย 3.139 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในสัปดาห์ที่ 16 มิถุนายน หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบจริง อาจใช้เรือขนาดเล็กก่อกวนการเดินเรือบางส่วน หรืออาจใช้ทุ่นระเบิดในการปิดเส้นทางอย่างสมบูรณ์
ขณะที่ S&P Global Commodity Insights รายงานว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงแต่การส่งออกน้ำมันของอิหร่านเองจะได้รับผลกระทบ แต่การส่งออกของประเทศอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
การปิดช่องแคบอาจทำให้น้ำมันกว่า 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน หายไปจากตลาดโลก ส่งผลให้โรงกลั่นในภูมิภาคประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และกระทบต่อซัพพลายของเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ
นอกจากน้ำมันแล้ว การส่งออกก๊าซธรรมชาติก็จะได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะก๊าซจากกาตาร์ ซึ่งส่งออกก๊าซ LNG ประมาณ 77 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 20% ของตลาด LNG โลก
S&P เสริมว่าทางเลือกในการขนส่งน้ำมันและก๊าซทางบกมีจำกัดมาก โดยท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและ UAE มีความสามารถในการขนส่งน้ำมันเพียง 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ธนาคารเครือจักรภพแห่งออสเตรเลีย (CBA) ชี้ว่าแทบไม่มีทางเลือกอื่นในการหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
แรงกดดันต่อราคาพลังงาน
จากสถานการณ์ที่ตึงเครียด Goldman Sachs ประเมินว่าตลาดน้ำมันสะท้อนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk premium) ที่ประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในขณะนี้ หากปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบลดลง 50% เป็นเวลา 1 เดือน และยังคงลดลง 10% อีก 11 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์มีแนวโน้ม "พุ่งขึ้นชั่วคราว" ไปที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ 78.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 75.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อ้างอิง : www.cnbc.com