วราวุธสั่งแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม จับมือ ปปง. ดันความผิดสิ่งแวดล้อมเข้ากฎหมายฟอกเงิน
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อขยายผลเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดไปจนถึงกลุ่มนอมินี พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 ชุดลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ
ภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการจัดการของเสียอย่างผิดกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าหารือกับ พล.ต.ท. เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
ภาสกรระบุว่า การดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการผ่านตัวแทน บุคคล หรือนิติบุคคลที่ถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง (นอมินี) ตลอดจนการถ่ายโอนทรัพย์สินและผลประโยชน์จากการกระทำผิด ซึ่งที่ผ่านมาพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดตามตัวผู้รับผิดชอบมาชดใช้ค่าใช้จ่ายในการบำบัดและฟื้นฟูพื้นที่ ส่งผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อเร่งแก้ไขความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ทางด้านสำนักงาน ปปง. ได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยจะมีการเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
คาดว่าร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดในช่วงกลางปี 2570 เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรม ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง และติดตามทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย หากพบพฤติการณ์การกระทำผิดที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานอื่นที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว เช่น ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายศุลกากร เจ้าหน้าที่ก็สามารถพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินได้ทัน
ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการตรวจสอบโรงงานประเภทลำดับที่ 105 และ 106 โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุมร้อยละ 100 ทั่วประเทศ เริ่มต้นจากพื้นที่เร่งด่วนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดปราจีนบุรี และสมุทรปราการ โดยมีการระดมชุดปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 50 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามการประกอบกิจการ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ก่อนจะขยายผลการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป
ภาสกรกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงาน ปปง. เตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน บูรณาการการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาควบคู่กับมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สิน พร้อมทั้งวางระบบส่งต่อข้อมูล สำนวนคดี และพยานหลักฐาน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบโรงงาน การดำเนินคดี ไปจนถึงการตัดวงจรผลประโยชน์ของผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม