โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Bangkok Art Biennale 2026 เปิดพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เล่าคติเทวราชา เครื่องราชบรรณาการ ถึงโจรกรรมศิลปะลูฟวร์

Sarakadee Lite

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

กลับมาอีกครั้งทุก 2 ปีกับ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2026 (BAB) โดยในปีที่ 5 นี้มาในธีม “นางฟ้าผจญมาร (Angels & Mara)” ที่ล้อกับชื่อกรุงเทพฯ หรือ The City of Angels พร้อมชวนสำรวจความย้อนแย้งของโลกและชีวิตร่วมสมัย ผ่านความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ดูเหมือนอยู่คนละขั้ว ทั้งความเชื่อกับเทคโนโลยี ความทรงจำกับการเปลี่ยนแปลง และตัวตนของมนุษย์กับสังคม จัดแสดงผลงานกว่า 200 ชิ้น จากศิลปิน 72 คนทั่วโลก ใน 11 สถานที่ทั่วกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 – 28 กุมภาพันธ์ 2570

สำหรับเส้นทางศิลปะบนเกาะรัตนโกสินทร์ Sarakadee Lite ชวนปักหมุดที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลับมาเป็นสถานที่จัดแสดงอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 พร้อมนำผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินแปดคน มาจัดแสดงภายใน พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย อดีตท้องพระโรงสำหรับพระมหาอุปราชเสด็จออกขุนนางหรือรับแขกเมือง รวมทั้งเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของวังหน้า ผู้ชมจะได้ชมศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนแนวคิดตามธีม Bangkok Art Biennale 2026 ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่คติเทวราชา เครื่องถ้วยกระเบื้องที่สะท้อนรสนิยมชาวสยาม จนไปถึงเครื่องราชบรรณาการระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

Square (Siamese Triangle) โดย หลิวเจี้ยนฮัว

จากคติเทวราชาถึงประวัติศาสตร์เครื่องถ้วยจีนในสยาม

เริ่มต้นตั้งแต่ก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง ชวนสังเกตภาพจิตรกรรมโบราณด้านหลังพระทวารคู่กลางของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เป็นภาพ ปลาหลีฮื้อ หรือ ปลาไน ว่ายทวนกระแสน้ำในแม่น้ำฮวงโห ก่อนกระโดดข้ามประตูมังกรและแปลงร่างเป็นมังกรห้าเล็บ สัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ ภาพนี้สื่อถึงความเพียรพยายามในการก้าวข้ามอุปสรรค เขียนด้วยเทคนิคลายกำมะลอที่ใช้ทั้งทองคำและสี โดยสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างจีนในไทยสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพหรือวังหน้าในรัชกาลที่ 3

ส่วนบริเวณกลางพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยจัดแสดงผลงานศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่ (site-specific installation) ชื่อ “Square (Siamese Triangle)” โดย หลิวเจี้ยนฮัว (Liu Jianhua) ศิลปินจีน ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นใหม่สำหรับ Bangkok Art Biennale 2026 โดยต่อยอดจากผลงาน Square (ค.ศ. 2014) ที่จัดวางชิ้นงานพอร์ซเลนเคลือบสีทองลักษณะคล้ายแอ่งของเหลวบนแผ่นเหล็กทรงสี่เหลี่ยม ก่อนปรับให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเพื่อสอดคล้องกับรูปทรงของ พระที่นั่งบุษบกเกริน หรือ บุษบกราชบัลลังก์ ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระทวารคู่กลาง ขณะที่พื้นผิวพอร์ซเลนมันวาวยังสะท้อนภาพจิตรกรรมบนเพดานสีชาดและหมู่ดาวสีทอง เกิดเป็นบทสนทนาระหว่างศิลปะร่วมสมัยกับประวัติศาสตร์และความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

“พระที่นั่งบุษบกเกรินตกแต่งด้วยไม้แกะสลักรูปยักษ์ ครุฑ และเทพนม เป็นสัญลักษณ์ของเทวราชประทับบนบัลลังก์ ส่วนจิตรกรรมบนเพดานใช้สีและองค์ประกอบเชิงนามธรรมสื่อถึงท้องฟ้าที่เปิดสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทางภัณฑารักษ์ได้ติดต่อศิลปินให้ออกแบบงานที่สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ของสถานที่นี้ โดยชิ้นงานเซรามิกเคลือบโลหะมันวาว รูปทรงคล้ายปรอทเหลวที่กำลังไหล ยังสื่อถึง ‘หยดน้ำตา’ เพื่อถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ อธิบายนอกจากนี้การเลือกใช้พอร์ซเลนจากเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นมาสร้างสรรค์งานศิลปะยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์การค้าขายและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีนที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายที่ราชสำนักสยามได้สั่งผลิตเครื่องถ้วยจากช่างจีนด้วยการนำรูปแบบและลวดลายไทยมาผสมผสานกับเทคนิคเครื่องเคลือบของจีน โดยมีเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญ ก่อนที่เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทองจะได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อีกทั้งยังสอดรับกับคอลเลกชันเครื่องปั้นดินเผาของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถาวรในห้องข้างๆ อีกด้วย

ผลงานจำลองชุดเครื่องเพชรที่ถูกโจรกรรมในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ โดย ธีรพล สีสังข์

เครื่องราชบรรณาการกับการโจรกรรมศิลปะล้ำค่าในฟงแตนโบลและลูฟวร์

ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยยังมีตู้จัดแสดงรูปปั้นจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับฝรั่งเศสรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อทั้งสองราชสำนักส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างกัน ก่อนความสัมพันธ์จะเสื่อมถอยลงหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงปลายสมัยอยุธยาปี 2231 จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สยามได้ส่งคณะราชทูตไปฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 2404 เพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากจักรพรรดิและจักรพรรดินีเออเฌนี

Returning Memories (มงกุฎ ร. 4) โดย ธีรพล สีสังข์

เครื่องมงคลราชบรรณาการที่ส่งไปในครั้งนั้นมีมากกว่า 100 รายการ โดยหนึ่งในชิ้นสำคัญและมีมูลค่าสูงที่สุดคือ “พระมหาพิชัยมงกุฎจำลอง” ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองด้วยทองคำทั้งองค์ ประดับเพชร 233 เม็ด ทับทิม 2,298 เม็ด มรกต 46 เม็ด และไข่มุก 9 เม็ด อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2558 เกิดเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่ห้องจีนภายในพิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตนโบล เมื่อคนร้ายขโมยงานศิลปะไป 15 ชิ้น รวมถึงพระมหาพิชัยมงกุฎจำลองและเครื่องมงคลราชบรรณาการอีก 5 ชิ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้

เพื่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และการโจรกรรมดังกล่าว ศิลปินไทย ธีรพล สีสังข์ จึงสร้างประติมากรรม “Returning Memories (มงกุฎ ร. 4)” ด้วยการเล่นกับแนวคิด “การจำลอง” ผ่าน “ของจำลอง” โดยนำเส้นทองแดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.08 ถึง 1 มิลลิเมตร มาขด ขมวด ถัก และสานอย่างประณีตเป็นรูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับพระมหาพิชัยมงกุฎจำลองที่สูญหายโดยใช้เวลาสร้างสรรค์ร่วม 2 เดือน ผลงานจัดแสดงด้วยการแขวนบนเส้นลวดที่แทบมองไม่เห็นจากระยะไกล ราวกับมงกุฎกำลังลอยอยู่ในอากาศ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความไม่แน่นอนและการเลือนหายของสิ่งต่างๆ ตามกาลเวลา

ผลงานจำลองเครื่องประดับเพชรของจักรพรรดินีเออเฌนีที่ถูกโจรกรรม

“ผมพยายามทำรูปทรงให้เหมือนจริงมากที่สุดในสเกล 1 : 1 โดยค้นคว้าขนาดของพระมหาพิชัยมงกุฎจำลองจากอินเทอร์เน็ต แต่ปรับลวดลายไทยเป็นลายดอกไม้ให้ร่วมสมัยขึ้น จากนั้นใช้เส้นทองแดงมีขนาดเล็กและสีที่แตกต่างกันมา ขด ขมวด ถัก สาน แต่ละชิ้นส่วนด้วยอุปกรณ์ที่หาได้ใกล้ตัว เช่น ขึ้นโครงหลักโดยใช้ฝาหม้อหุ้มผ้าและถักโครงก่อนนำมาประกบกัน ส่วนประกอบชิ้นเล็กใช้เส้นทองแดงพันบนไม้จิ้มฟันหรือไม้เสียบลูกชิ้นให้เป็นรูปสปริง ตรงยอดแหลมก็ใช้กระดาษทำเป็นกรวยและถักเส้นทองแดงวนไปเรื่อยๆ ส่วนการสร้างพื้นผิวตาข่ายละเอียดจะใช้ ‘ฟืม’ (ส่วนหนึ่งของกี่ทอผ้าแบบพื้นบ้าน) ช่วยดึงเส้นทองแดงทั้งแนวตั้งและแนวนอนให้เกิดเป็นเลเยอร์” ธีรพล ผู้จบการศึกษาด้านศิลปะไทยจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายถึงเทคนิคการสร้างสรรค์ที่มีรากฐานจากการเติบโตในครอบครัวที่นิยมทอผ้าและสานภาชนะไว้ใช้เอง

อีกหนึ่งคอลเลกชันของธีรพลคือการจำลองเครื่องเพชรชั้นสูงของราชสำนักฝรั่งเศสแปดชิ้น ที่ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ใจกลางกรุงปารีส เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 โดยคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุเพียงไม่กี่นาที ในจำนวนนี้มีเครื่องประดับของจักรพรรดินีเออเฌนี พระมเหสีของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ได้แก่ มงกุฎและเข็มกลัดเพชร ซึ่งสะท้อนความวิจิตรของงานเครื่องประดับฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ธีรพลยังจำลองมงกุฎของจักรพรรดินีเออเฌนีอีกหนึ่งชิ้น โดยมงกุฎองค์จริงประดับลวดลายอินทรีทองคำ เพชร และมรกต ถูกพบใกล้จุดเกิดเหตุและคาดว่าคนร้ายทำตกไว้ระหว่างหลบหนี

ผลงานจำลองเครื่องประดับเพชรของจักรพรรดินีเออเฌนีที่ถูกโจรกรรม

มงกุฎเพชรของจักรพรรดินีเออเฌนีที่หายไปในเหตุโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีส่วนยอดประดับไข่มุกทรงลูกแพร์ขนาดใหญ่ 17 เม็ด สำหรับผลงานจำลองธีรพลปั้นโครงไข่มุกแต่ละเม็ดด้วยดินเหนียว แล้วถักหุ้มด้วยเส้นทองแดงขนาดเล็ก เมื่อดินแห้งจึงนำชิ้นงานไปแช่น้ำให้ดินละลายให้เหลือเพียงโครงถักทองแดงที่คงรูปเป็นไข่มุก ก่อนนำไปประกอบเข้ากับโครงมงกุฎซึ่งดัดขึ้นรูปจากเส้นทองแดงขนาดใหญ่กว่าเพื่อให้แข็งแรงและคงรูป

ผลงานจำลองมงกุฎของจักรพรรดินีเออเฌนีที่คนร้ายทำตกไว้ระหว่างหลบหนี

“ไทม์ไลน์ของพระมหาพิชัยมงกุฎจำลองและเครื่องเพชรอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์เดียวกัน คือสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และจักรพรรดินีเออเฌนี ผมจึงสร้างผลงานทั้งสองชุดขึ้นมาและจัดแสดงเคียงข้างกัน โดยแขวนผลงานทุกชิ้นไว้บนเส้นลวด ซึ่งอาจสื่อถึงทั้งความแข็งแรงที่แฝงด้วยความเปราะบาง ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และการไม่ยึดติดกับสิ่งเร้า ขณะเดียวกันก็ชวนตั้งคำถามว่า แม้สิ่งของจะมีมูลค่าสูงและได้รับการเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่คิดว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลกก็ยังอาจถูกโจรกรรมได้เช่นกัน” ธีรพลอธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังการจัดแสดงผลงานทั้งสองชุด

The Bellow โดย วายุพัด รัตนเพชร

เทวดาในวันที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับมนุษย์

อีกหนึ่งผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ Bangkok Art Biennale 2026 คือประติมากรรมปูนปลาสเตอร์ “The Bellow” โดย วายุพัด รัตนเพชร ประกอบด้วยประติมากรรมรูปศีรษะเทวดาหน้าฝรั่งสวม ลอมพอก หรือเครื่องสวมศีรษะทรงสูงปลายเรียวแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของขุนนางสยามในสมัยอยุธยา จำนวนสามชิ้น ถ่ายทอดภาพเทวดาในท่าที่กำลังตะโกนด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราดเพื่อสื่อถึงความไม่สมบูรณ์แบบหรือศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์ตามอย่างในอุดมคติ หากแต่มีอารมณ์และความรู้สึกไม่ต่างจากคนทั่วไป ทั้งความโกรธ ความรัก ความเกียจคร้าน และความเหนื่อยล้า ราวกับเป็นมนุษย์จากโลกคู่ขนาน

การเติบโตในครอบครัวที่พ่อและแม่ทำงานในสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และได้วิ่งเล่นอยู่ในโรงปั้นตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้วายุพัดได้ซึมซับศิลปะไทยผ่านการเป็นลูกมือช่วยสร้างอนุสาวรีย์และฝึกปั้นงานศิลปะภายใต้การดูแลของครูช่างหลายท่าน ประกอบกับความสนใจในศิลปะตะวันตกคลาสสิก ศิลปะไทยประเพณี และคติความเชื่อของเอเชียตะวันออก รวมทั้งการเรียนจบด้านประติมากรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาจึงนำองค์ประกอบจากศิลปะดั้งเดิมมาตีความและสร้างสรรค์ใหม่ในบริบทร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์

The Bellow ที่วัดโพธิ์

ประติมากรรมเทวดากำลังตะโกน (แต่ไร้เสียง) ใส่ผู้ชมยังจัดแสดงใกล้กับวิหารพระนอนในวัดโพธิ์ ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ขณะที่อีกหนึ่งผลงานในวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารถ่ายทอดภาพเทวดาตกสวรรค์ ร่วงลงกลางบ่อน้ำใกล้เขามอ

Angel โดย ซุนหยวน และ เผิงหยู่

ทูตสวรรค์ผู้สูญเสียความเป็นนิรันดร์

สำหรับผลงานที่มีชื่อตรงกับธีมของ Bangkok Art Biennale 2026 มากที่สุดคือ “Angel” (ค.ศ. 2008) โดยสองศิลปินชาวจีน ซุนหยวน (Sun Yuan) และ เผิงหยู่ (Peng Yu) เป็นประติมากรรมขนาดเท่าคนที่สร้างขึ้นอย่างสมจริงด้วยไฟเบอร์กลาส ซิลิกาเจล และเส้นผมมนุษย์ ให้เป็นทูตสวรรค์ชราสวมเสื้อคลุมสีขาวนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นราวกับเพิ่งร่วงหล่นลงมาจากฟ้า

ผลงานชิ้นนี้ท้าทายภาพจำของทูตสวรรค์ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความงาม ความศักดิ์สิทธิ์ การดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ และการอยู่เหนือความเสื่อมสลายของร่างกาย ด้วยการนำเสนอร่างที่ชราภาพ ใบหน้าเหี่ยวย่น เส้นผมสีขาว อ่อนแรง ดูสิ้นหวัง และปีกที่ดูเป็นเนื้อหนังคล้ายปีกไก่มากกว่าปีกเทวดาที่งดงามในอุดมคติ สะท้อนการใช้ตรรกะย้อนแย้งและอารมณ์ขันร้ายอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินทั้งคู่ ซึ่งดึงสิ่งสูงส่งลงมาสู่โลกสามัญให้ต้องเผชิญความตายเช่นเดียวกับมนุษย์ พร้อมตั้งคำถามถึงความเสื่อมถอยของศรัทธาและการสูญเสียอำนาจของสิ่งที่เคยได้รับการยกย่อง

Bangkok Art Biennale 2026

ผลงานนี้จัดแสดงครั้งแรกในนิทรรศการกลุ่ม The Revolution Continues: New Chinese Art ณ Saatchi Gallery กรุงลอนดอน ในช่วงปลาย พ.ศ. 2551 แต่กลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ใน พ.ศ.2558 เมื่อภาพของงานถูกเผยแพร่พร้อมข่าวปลอมว่า “ทูตสวรรค์ตัวจริงตกลงมาที่กรุงลอนดอน” ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2551 และเพิ่งกลับมาจัดแสดงในกรุงปักกิ่ง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าภาพผลงานศิลปะที่สมจริงจนยากจะแยกแยะจากสิ่งมีชีวิตสามารถถูกนำออกจากบริบทและกลายเป็นข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียได้

“แม้งานชิ้นนี้จะสร้างมา 10 กว่าปีที่แล้ว แต่เราอยากได้มาร่วมในงานปีนี้ เพราะตรงกับคอนเซปต์ นางฟ้าผจญมาร (Angels & Mara) ที่ชวนสำรวจขั้วตรงข้ามและเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างความดีงามกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ความถูกต้องกับความผิด และพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสองขั้ว” อภินันท์กล่าว

Fact File

  • Bangkok Art Biennale 2026 จัดแสดงระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 – 28 กุมภาพันธ์ 2570 ณ 11 สถานที่ทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) วัดอรุณฯ วัดประยุรฯ มิวเซียมสยาม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วัน แบงค็อก เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ
  • รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.bkkartbiennale.com

The post Bangkok Art Biennale 2026 เปิดพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เล่าคติเทวราชา เครื่องราชบรรณาการ ถึงโจรกรรมศิลปะลูฟวร์ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...