Pimco เตือนบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐ มีโอกาสแตะ 6% หากแรงขายยังไม่จบ
บริษัทบริหารกองทุนตราสารหนี้ยักษ์ใหญ่Pimco เผยมุมมองล่าสุดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงของตลาด มีโอกาสพุ่งขึ้นแตะระดับ 6% ซึ่งจะทำสิติเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2000 เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และตลาดยังวิตกต่อหนี้ภาครัฐของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น
แดน อิวาสซิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Pimco เปิดเผยกับไฟแนนเชียลไทม์สว่า "มีความเป็นไปได้ในระยะใกล้" ที่อัตราผลตอบแทนจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับปัจจุบันที่ 5.29% โดยเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การที่เฮดจ์ฟันด์ทยอยปิดสถานะขาดทุนในตลาดพันธบัตร
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐถือเป็นมาตรวัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก โดยในปีนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเกือบ 1.20 จุดเปอร์เซนต์แล้ว โดยล่าสุดซื้อขายต่ำกว่าระดับ 5.34% เล็กน้อย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน
อิวาสซิน กล่าวกับ FT เมื่อวันศุกร์ว่า บอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้นแรงจากระดับปัจจุบัน “มีความเป็นไปได้” โดยเฉพาะจากปัจจัยเชิงลบทางเทคนิคและการถูกบังคับปิดสถานะของเฮดจ์ฟันด์และนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ
“เป็นไปได้อย่างแน่นอน แม้จะมองจากมุมการซื้อขายระยะสั้น เพราะความเคลื่อนไหวบางส่วนที่เราเห็นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงลบทางเทคนิค การถูก stop-out ของเฮดจ์ฟันด์บนแพลตฟอร์ม และนักลงทุนรายอื่นๆ ที่ใช้เลเวอเรจ มันไปถึงระดับนั้นได้อย่างแน่นอน” อิวาสซิน กล่าว
ผู้บริหาร Pimco เตือนด้วยว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นต่อ จะสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและหุ้นกู้
หากบอนด์ยีลด์ขึ้นถึง 5.5% หรือสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะทำให้ “ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอ่อนแอลงพอสมควร ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น”
ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในปีนี้ หลังต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่กระแส AI ยังช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนเตรียมรับยุคที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา จึงปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ทำสถิติเพิ่มขึ้นรายไตรมาสในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนก.ย. "มากที่สุดนับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษนี้"
ที่มา: Reuters