โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

'ท๊อป Bitkub' ชี้โลกเข้าสู่ K-Shaped Economy แนะไทยเร่งสร้าง 'Trust-Tech' รับเศรษฐกิจยุคใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 ต.ค. เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. เวลา 12.57 น.

เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โครงสร้างใหม่ที่การเติบโตไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง ขณะที่เทคโนโลยี และเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างผลิตภาพสูง ทำให้ประเทศ และธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ และวางตำแหน่งประเทศให้แตกต่างจากการแข่งขันด้านต้นทุน เพื่อรับมือกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the trap จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" หัวข้อ ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะ K-Shaped Economy หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ราว 3.7-3.8% แม้จะฟื้นตัวจากปีก่อนที่เติบโตเพียง 2.2%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากกลุ่ม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่เศรษฐกิจดั้งเดิมหรือ Old Economy ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยธุรกิจจำนวนมากของไทยยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม

ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีใหม่ และธุรกิจแห่งอนาคต เช่น AI เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ โลกเสมือน บล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิต และแข่งขันด้วยต้นทุน กำลังเผชิญกับความท้าทาย และข้อจำกัดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการเลือกผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศต่างๆ จะไม่ได้เลือกคู่ค้าจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาว

โดยแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มจำนวนคู่ค้า ขณะเดียวกันมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าหลักในเชิงลึก และมองหาโอกาสใหม่จากตลาดภายในประเทศหรือภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศหันมาใช้นโยบายปกป้องตลาดภายในมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย หากยังคงแข่งขันด้วยจุดขาย “ราคาถูก และคุณภาพดี” จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน ดังนั้นไทยควรเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของประเทศต่างๆ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการค้า และการลงทุน

ทั้งนี้จุดแข็งของไทยมาจากความสามารถทำธุรกิจกับหลายฝ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจ และมีจุดเด่นด้านการบริการ การต้อนรับ และความคุ้มค่าระหว่างราคา และคุณภาพ จึงสามารถใช้ “Trust” เป็นจุดขายของประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมถึงการผลักดันให้อาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน AI กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางแพลตฟอร์มครั้งสำคัญ เทียบเท่ากับการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในอดีต โดยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทุกอุตสาหกรรม และทุกอาชีพจะต้องนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากร และบุคลากรน้อยลง

โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังจะขยายจาก AI บนหน้าจอไปสู่ Physical AI และ AI Agent ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสื่อสาร และทำธุรกรรมกับ AI อื่นได้ ขณะที่ 3D Printing จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน โดยในอนาคตชิ้นส่วนบางประเภทไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สามารถส่ง Digital File และผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที ช่วยลดระยะเวลา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ในอนาคตมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับผู้ถือครองทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพารายได้จากแรงงานไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีที่สร้าง Capital Income ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมระบบภาษี และสวัสดิการให้รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงพิจารณาการจัดตั้ง Sovereign Wealth Fund เพื่อให้ประเทศสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีระดับโลก

สำหรับไทยการแข่งขันด้านเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมุ่งไปทุกระดับ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมีประชากรอายุน้อยกว่า และมีศักยภาพในการผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ไทยจึงควรเลือกสนามที่ตัวเองมีความได้เปรียบ แทนที่จะพยายามแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม

โดยจุดแข็งที่ควรนำมาต่อยอด ได้แก่ การบริการ และการต้อนรับ สุขภาพ การแพทย์ Wellness อาหาร และทรัพยากรชีวภาพ โดยเฉพาะแนวโน้ม Global Aging ที่ประชากรทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยสามารถนำจุดแข็งด้าน Hospitality มาผสมผสานกับบริการทางการแพทย์ และ Wellness เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ไทยควรยกระดับจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อมูล Genomics และ Microbiome มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ขณะที่ตลาดจีนยังเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีฐานะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้า และบริการที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์

ขณะที่ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วย Mass Production แต่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ และเอกลักษณ์ของสินค้าเป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของจีน

นอกจากนี้อีกปัจจัยสำคัญการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายคน สินค้า บริการ และระบบชำระเงินเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคจำนวนมหาศาล และเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ Traditional FDI ไปสู่ Digital FDI มากขึ้น

ขณะที่ภาครัฐต้องปรับรูปแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนจากมาตรฐานเดียวไปสู่ Customized Policy พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อแข่งขันดึงดูดเงินทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใช้มาตรการดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับทักษะของแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการแจกจ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การประมวลผล คลาวด์ และระบบดิจิทัลที่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึง Digital FDI เข้ามาในประเทศ

นอกจากนี้ทักษะสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการไม่ใช่เพียงความรู้ด้าน AI แต่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง หรือ Agency เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ และบริการที่สร้างมูลค่า ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และห่วงโซ่มูลค่าใหม่

อย่างไรก็ดี ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันในทุกสนาม แต่เป็นการเลือกใช้จุดแข็งของประเทศให้ถูกที่ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ โดยมี “Trust” เป็นฐานสร้างความเชื่อมั่น และ “Tech” เป็นเครื่องมือสร้างผลิตภาพ และ New S-Curve เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดเงินทุน Talent และโอกาสทางเศรษฐกิจจากโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

เปิดไทม์ไลน์ Bitkub-Maxbit ยันไม่มีเอี่ยว Shuffle แจงระบบตรวจจับความเสี่ยงสกัดเงินไหลเว็บพนันได้ไม่ 100%

THE STANDARD

“ดีเอสไอ“ เร่งเก็บข้อมูล Shuffle จ่อประสาน Bitkub พบธุรกรรมโยงลูกค้า 49 ราย มูลค่า 100 ล้านบาท

Manager Online

สุชาติกำชับกรมอุทยานฯ ครบรอบ 24 ปี มอบ 8 นโยบายเร่งจัดที่ดินป่าอนุรักษ์ ลุย ONE MAP จบปัญหาพื้นที่ทับซ้อนยืดเยื้อ 10 ปี

THE STANDARD
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...