โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดเบื้องหลังนักแข่ง F1 ชีพจรพุ่ง สนามสิงคโปร์เดือด เจอความร้อน 60°C

Amarin TV

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดเบื้องหลังความทรหด นักแข่ง Formula 1 ชีพจรพุ่ง เหตุสภาพอากาศในสิงคโปร์เดือดจัด สนามแข่งเจอความร้อนทะลุ 60°C

ลองจินตนาการถึงการขับรถสปอร์ตด้วยความเร็วระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมกับต้องรับแรงเหวี่ยงมหาศาลที่กดทับร่างกาย แต่ความจริงที่โหดร้ายกว่านั้นคือคุณไม่ได้กำลังนั่งอยู่รถที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่กำลังติดอยู่ใน "เตาอบเคลื่อนที่" ที่ร้อนระอุถึง 60 องศาเซลเซียส ร้อนยิ่งกว่าห้องซาวน่า และอบอวลไปด้วยความชื้นทะลุ 90%!

รถแข่ง F1 จะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากต้องตัดน้ำหนักส่วนเกินเพื่อความเร็วสูงสุด รวมถึงพื้นที่ในห้องนักขับจำกัดเกินกว่าจะติดตั้งระบบทำความเย็น และทีมแข่งจำเป็นต้องทุ่มพลังงานทั้งหมดไปกับการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ แทนที่จะแบ่งมาใช้กับคอมเพรสเซอร์แอร์ แถมยังถูกห้อมล้อมด้วยเครื่องยนต์พลังสูงและท่อไอเสียที่แผ่ไอความร้อนระอุ

นี่คือภาพความจริงอันโหดร้ายที่นักขับฟอร์มูล่าวัน (F1) ต้องเผชิญ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันสนาม Singapore Grand Prix ถูกประกาศสถานะเป็น ‘Heat Hazard’ เตือนภัยความร้อนที่อันตรายอย่างเป็นทางการเป็นปีที่สองติดต่อกัน

ท่ามกลางไฟต์บังคับที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงเต็มจากอุบัติเหตุและรถเซฟตี้คาร์ นักขับเหล่านี้ไม่ได้แค่แข่งกับคู่แข่งในสนามเท่านั้น แต่พวกเขากำลังแข่งกับ "ความเป็นความตาย" จากภาวะร่างกาย overheating จนสูญเสียเหงื่อและน้ำหนักตัวไปมากถึง 3 ถึง 4 กิโลกรัมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!

ถึงขนาดที่อดีตแชมป์และนักขับแถวหน้าเคยช็อกและถึงขั้นเห็นภาพหลอนมาแล้ว จนกลายเป็นประเด็นเดือดว่าเราควรบังคับใช้ "เสื้อกั๊กทำความเย็น" ดีไหม? ในเมื่อฝั่งนักแข่งระดับท็อปอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแท็พเพน ถึงกับส่ายหัวบอกว่ามันเกะกะและไม่จำเป็น ขณะที่บางคนเคยเจอประสบการณ์สยองระบบพังจนน้ำร้อน 50 องศาฯ วนเข้าตัวจนเกือบช็อกคาพวงมาลัย!

SPOTLIGHT ชวนอ่าน เบื้องหลังสนามแข่งระดับโลกซ่อนความทรหดเอาไว้ขนาดไหน? ตามไปส่องการทดลองสุดโหดที่จำลองความร้อนนรกนี้ในบทความฉบับเต็ม

บทเรียนจากอดีตและความเจ็บปวดของนักแข่ง

ความร้อนระดับวิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะที่ผ่านมามันเคยฝาก "แผลเป็น" และภาพจำอันน่ากลัวมาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้วในสิงคโปร์ กรังปรีซ์ สองนักขับจากค่ายเมอร์เซเดสอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน และ จอร์จ รัสเซลล์ ถึงกับต้องหามส่งไปรักษาอาการเพลียแดดกันยกแพ็ก

โดยเฉพาะ รัสเซลล์ ที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดแตะ 42 องศาเซลเซียส แถมยังมีอาการแพนิกขั้นรุนแรง จนกล้องสารคดี Netflix Drive to Survive จับภาพวินาทีที่เขากำลังหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในอ่างน้ำแข็งได้อย่างชัดเจน หรือถอยหลังไปอีกนิดอย่าง โลแกน ซาร์เจนต์ (กาตาร์ 2023) ที่โดนฮีทสโตรกเล่นงานจนต้องขอถอนตัวกลางคัน เอสเตบาน โอคอน ที่อ้วกใส่หมวกกันน็อกคาเรซ หรือแม้แต่ แลนซ์ สโตรลล์ ที่เกือบหมดสติคารถมาแล้ว

จากความโหดหินนี้เอง ทำให้เกิดศึกทางความคิดครั้งใหญ่ระหว่างเหล่านักขับเรื่อง "เสื้อกั๊กทำความเย็น" (Cooling Vests) ที่ FIA บังคับให้ทีมต้องเตรียมไว้ให้ แต่ให้สิทธิ์นักขับเลือกได้ว่าจะใส่หรือไม่ แต่ถ้าไม่ใส่ ต้องยอมแบกน้ำหนักถ่วงรถเพิ่ม 5 กิโลกรัมแทน

ฝั่งทีมสนับสนุนอย่าง จอร์จ รัสเซลล์ ออกมาหนุนหลังสุดตัว เพราะเขารู้ซึ้งดีว่าร่างกายที่ร้อนจัดทำให้เสียเวลาต่อรอบไปมหาศาลแค่ไหน แถมยังเคยคุยกับ อเล็กซ์ อัลบอน หลังเรซที่กาตาร์ ซึ่งอัลบอนบอกว่าตอนนั้นเขา “รู้สึกเหมือนกำลังเห็นภาพหลอน” หายใจไม่ออก และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกายเย็นลง

แต่ในทางกลับกัน ตัวพ่อสายแข็งอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแท็พเพน กลับส่ายหัวแรง ๆ และขอโน้ตไว้เลยว่า "ไม่จำเป็น" พร้อมบ่นอุบว่าเสื้อกั๊กพวกนี้มี “สายไฟงี่เง่า” มาเกะกะจำกัดการเคลื่อนไหว แถมต่อให้บอกว่าใช้งานได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง เขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะเวิร์กจริง

ฟากดาวรุ่งพุ่งแรงจากเมอร์เซเดสอย่าง คิมิ อันโตเนลลี ยิ่งเข็ดขยาดหนักเข้าไปใหญ่ เพราะเคยมีประสบการณ์สุดช้ำที่ออสติน เมื่อปั๊มน้ำเกิดเจ๊งกลางคัน ทำให้น้ำร้อนเปรี้ยงถึง 50 องศาฯ วนเข้าตัวตลอดทั้งเซสชัน จนเขาโดนพิษฮีทสโตรกเล่นงานจนเกือบช็อกหลังลงรถ ทำให้อันโตเนลลีประกาศกร้าวเลยว่า ขอยอมไปฟิตซ้อมร่างกายหนัก ๆ เพื่อสู้กับความร้อนด้วยตัวเองดีกว่าจะไปพึ่งอุปกรณ์พวกนี้

มาตรการความปลอดภัยและกฎเหล็ก "แบกน้ำหนัก"

เมื่อความร้อนกลายเป็นฆาตกรเงียบ ทาง FIA จึงงัดมาตรการ ‘Heat Hazard’ มาใช้ โดยบังคับตรวจสอบระบบระบายความร้อน และออกกฎเหล็กสุดแสบว่า ใครไม่ยอมใส่เสื้อกั๊กทำความเย็น จะต้องโดนปรับแบกน้ำหนักถ่วง (Ballast) ในรถเพิ่มอีก 5 กิโลกรัมทันที

เพื่อพิสูจน์ความโหดนี้ จึงมีการจำลองการทดสอบจริงในห้องควบคุมความร้อนของมหาวิทยาลัยโรแฮมป์ตัน แบบเดียวกับที่นักขับระดับท็อปใช้ซ้อม งานนี้นอกจากจะต้องติดเซ็นเซอร์สารพัดจุดแล้ว แค่ปั่นจักรยานจำลองรอบความเร็วสูงไม่นาน ชุดแข่งก็หนักอึ้งเหมือนโดนเอาผ้าห่มถ่วงน้ำหนักมาคลุมร่าง

ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาสะพรึง เมื่อผ่านไปแค่ 20 นาที น้ำหนักตัวลดฮวบไปครึ่งกิโล อุณหภูมิแกนกลางพุ่งสูงขึ้น และ อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งกระฉูดจาก 78 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 207 BPM!

ศาสตราจารย์เลวิส เฮลซี หัวหน้าแล็บ ถึงกับออกปากเตือนว่า อุณหภูมิที่พุ่งขึ้นมาเต็ม ๆ หนึ่งองศานี้รุนแรงมาก และหากเพิ่มไปแตะ 39 องศาฯ เมื่อไหร่ จะเข้าสู่โซนอันตรายทันที ทั้งสมองเบลอ สมาธิหลุด และสร้างความเครียดขั้นวิกฤตให้แก่หัวใจ ย้ำชัดว่าสนาม F1 เดือด ๆ แบบนี้คือการเอาชีวิตเข้าแลก

การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่บททดสอบความเร็วบนแทร็กเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมสุดโหดนี้ได้กลายเป็นบททดสอบขีดจำกัดความเป็นมนุษย์ที่อันตรายสุดขั้วสำหรับเหล่าเหล่านักแข่งแล้ว และความอันตรายนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องนักขับเท่านั้น เพราะสำหรับทีมงานริมพิทและแฟน ๆ ผู้เข้าชมที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนตับแตกและความชื้นทะลักระดับนี้ ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงและต้องรับมือกับความทรหดไม่แพ้กันเลยทีเดียว!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...