โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

1 สมุนไพรฉายา "ยาดีใกล้ตัว" ชงดื่มง่าย วิจัยชี้ลดไขมัน-น้ำตาลในเลือด!

sanook.com

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ดื่มน้ำขิงทุกวันดีจริงไหม? งานวิจัยเผยประโยชน์ต่อร่างกาย แต่บางอย่างหลายคนเข้าใจผิด

น้ำขิงมีประโยชน์อะไรบ้าง? เปิด 7 เรื่องที่ควรรู้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดน้ำหนักได้จริงไหม?

น้ำขิงมีประโยชน์อะไรบ้าง? ตรวจสอบงานวิจัยเรื่องขิงลดน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนัก บรรเทาปวดประจำเดือน พร้อมวิธีทำน้ำขิงและข้อควรระวังก่อนดื่ม

ในครัวของหลายบ้านมักมีสมุนไพรชนิดหนึ่งติดไว้เสมอ นั่นคือ ขิง พืชที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร รวมถึงชงเป็นเครื่องดื่มอย่าง "น้ำขิง" หรือ "ชาขิง" ซึ่งดื่มได้ทั้งแบบอุ่นและเย็น

ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนานในตำรับยาพื้นบ้านของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ปัจจุบันยังได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีสารประกอบสำคัญ เช่น จินเจอรอล (Gingerols) และโชกาออล (Shogaols) ซึ่งมีคุณสมบัติทางชีวภาพหลายด้าน

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การดื่มน้ำขิงช่วยลดน้ำตาลในเลือด เร่งการเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก บำรุงผิว และชะลอวัย แต่ประโยชน์เหล่านี้ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด และการดื่มน้ำขิงทุกวันจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย?

สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจก่อนคือ งานวิจัยจำนวนมากใช้ขิงผงหรือสารสกัดขิงในปริมาณที่กำหนด ไม่ใช่น้ำขิงชงดื่มทั่วไป ดังนั้น ผลการศึกษาจึงไม่สามารถนำมาสรุปได้ว่าการดื่มน้ำขิงหนึ่งแก้วจะให้ผลเทียบเท่ากัน

น้ำขิงคืออะไร? ทำไมจึงได้รับความนิยม?

น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มที่เตรียมจากเหง้าขิงสดหรือขิงแห้ง โดยนำมาหั่นเป็นชิ้นหรือทุบพอแตก แล้วแช่ในน้ำร้อนหรือต้มเพื่อให้กลิ่นและสารบางส่วนละลายออกมาในน้ำ

ขิงมีสารสำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะจินเจอรอลซึ่งพบในขิงสด และโชกาออลที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อขิงผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือทำให้แห้ง สารเหล่านี้เป็นกลุ่มสารที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ

นอกจากนี้ น้ำขิงอุ่นยังเป็นเครื่องดื่มที่สามารถใช้ทดแทนเครื่องดื่มหวานได้ หากเลือกดื่มโดยไม่เติมน้ำตาลหรือเติมเพียงเล็กน้อย จึงอาจช่วยลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน

7 ประโยชน์ของน้ำขิง มีอะไรบ้าง?

1. น้ำขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้

หนึ่งในประโยชน์ของขิงที่มีการศึกษาในมนุษย์มากที่สุดคือการบรรเทาอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก

ศูนย์สุขภาพเสริมและบูรณาการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCCIH) ระบุว่า อาหารเสริมขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ได้ในบางกรณี แต่ผลต่ออาการอาเจียนยังไม่ชัดเจนเท่ากัน

สำหรับอาการคลื่นไส้จากการเดินทาง การผ่าตัด หรือเคมีบำบัด หลักฐานยังไม่สอดคล้องกันทั้งหมด จึงไม่ควรใช้ขิงทดแทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย การจิบน้ำขิงอุ่นอาจช่วยให้บางคนรู้สึกสบายขึ้น แต่หากมีอาการอาเจียนรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรพบแพทย์

2. ขิงอาจมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อกล่าวอ้างที่ได้รับความสนใจมากคือการดื่มน้ำขิงเพื่อลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลสูงหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

งานวิเคราะห์อภิมานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Systematic Reviews เดือนมิถุนายน 2026 ได้รวบรวมการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม 13 ฉบับในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รวมผู้เข้าร่วมมากกว่า 800 คน

ผลการศึกษาพบว่า การได้รับขิงในรูปแบบอาหารเสริมมีความสัมพันธ์กับการลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารเฉลี่ยประมาณ 16.27 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และลดค่า HbA1c เฉลี่ยประมาณ 0.41 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าผลการศึกษามีความแตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างการทดลอง และความเชื่อมั่นของหลักฐานยังอยู่ในระดับจำกัด จึงยังไม่สามารถแนะนำให้ใช้ขิงเป็นวิธีรักษาเบาหวานหลักได้

ดื่มน้ำขิงตอนเช้าช่วยลดน้ำตาลได้ดีกว่าหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่หนักแน่นยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงในตอนเช้าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าช่วงเวลาอื่น และยังไม่มีข้อสรุปว่าการชงขิงสดทั่วไปให้ผลเทียบเท่าขิงผงหรือสารสกัดที่ใช้ในการทดลอง

ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรหยุดยาหรือปรับขนาดยาด้วยตัวเองเพื่อหันมาดื่มน้ำขิง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขิงเข้มข้นร่วมกับยา

3. อาจช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

ขิงเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาด้านการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน โดยเฉพาะอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ซึ่งเป็นอาการปวดที่ไม่ได้เกิดจากโรคทางนรีเวชอื่น

งานทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานในปี 2024 พบว่าการใช้ขิงอาจช่วยลดทั้งความรุนแรงและระยะเวลาของอาการปวดประจำเดือนได้เมื่อเทียบกับยาหลอก

งานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า ผลของขิงต่อระดับความปวดไม่ได้แตกต่างจากยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs อย่างมีนัยสำคัญในข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ แต่ไม่ควรตีความว่าขิงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาทุกชนิด เพราะการศึกษายังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพหลักฐานและข้อมูลความปลอดภัย

ทั้งนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ศึกษาขิงในรูปแบบที่กำหนดปริมาณชัดเจน ไม่ได้ยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงธรรมดาจะช่วยลดปวดประจำเดือนได้ในระดับเดียวกัน

4. อาจช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและอาการไม่สบายท้องบางชนิด

ขิงถูกใช้ในตำรับยาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืด และคลื่นไส้มานาน โดยมีการศึกษาสารประกอบในขิงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร

การศึกษาขนาดเล็กบางฉบับพบว่าขิงอาจช่วยให้กระเพาะอาหารเคลื่อนอาหารออกไปยังลำไส้ได้เร็วขึ้น แต่ยังมีข้อมูลจำกัดว่าผลนี้ช่วยให้อาการอาหารไม่ย่อยดีขึ้นอย่างชัดเจนในผู้ป่วยทุกกลุ่มหรือไม่

การดื่มน้ำขิงอุ่นในปริมาณพอเหมาะอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รู้สึกสบายท้องเมื่อดื่ม แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาหากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง อาเจียนบ่อย หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

ที่สำคัญ ขิงอาจทำให้บางคนมีอาการแสบร้อนกลางอกหรือกรดไหลย้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าขิงเหมาะกับผู้ป่วยกรดไหลย้อนทุกคน

5. ขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้หมายความว่าป้องกันมะเร็งได้

สารประกอบในขิง เช่น จินเจอรอลและโชกาออล ได้รับความสนใจจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านการต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบบางประเภท

งานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองบางส่วนยังศึกษาผลของสารสกัดขิงต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ยังไม่สามารถนำมายืนยันว่าการดื่มน้ำขิงทุกวันช่วยป้องกันมะเร็งในมนุษย์ได้

ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่าการดื่มน้ำขิงช่วยป้องกันมะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งชนิดอื่น จึงยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอให้ใช้เป็นคำแนะนำด้านการป้องกันโรค

การลดความเสี่ยงมะเร็งควรให้ความสำคัญกับการไม่สูบบุหรี่ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม

6. น้ำขิงช่วยลดน้ำหนักและเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ?

น้ำขิงมักถูกนำมาแนะนำเป็นเครื่องดื่มลดพุงหรือช่วยเร่งการเผาผลาญ เพราะมีสารประกอบที่ถูกศึกษาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญพลังงานและไขมัน

อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์อภิมานจากการทดลองแบบสุ่ม 36 ฉบับ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2025 พบว่าการเสริมขิงไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักตัวหรือดัชนีมวลกาย (BMI) อย่างมีนัยสำคัญโดยรวม แม้จะพบการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในตัวชี้วัดบางอย่าง เช่น เส้นรอบเอวและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าการดื่มน้ำขิงช่วยเผาผลาญไขมันจนทำให้น้ำหนักลดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายร่วมด้วย

แต่หากเลือกดื่มน้ำขิงแบบไม่เติมน้ำตาลแทนชาเย็น น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มหวานอื่น ๆ ก็อาจช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มในแต่ละวัน และเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมน้ำหนักได้

7. ขิงอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและระบบเผาผลาญบางด้าน

นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาผลของขิงต่อระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตด้วย

งานวิเคราะห์อภิมานปี 2026 ที่ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการเสริมขิงสัมพันธ์กับการลดระดับไตรกลีเซอไรด์เฉลี่ยประมาณ 17.10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และลดความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ยประมาณ 1.62 มิลลิเมตรปรอท

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเดียวกันไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตัวชี้วัดบางประเภท เช่น คอเลสเตอรอลรวมและ LDL และผู้วิจัยระบุว่าผลที่พบยังมีความสำคัญทางคลินิกค่อนข้างจำกัด

จึงไม่ควรสรุปว่าการดื่มน้ำขิงสามารถป้องกันโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองได้โดยตรง การดูแลสุขภาพหัวใจยังต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรักษาความดันโลหิต และการจัดการปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

น้ำขิงช่วยบำรุงผิว ชะลอวัย และทำให้ผมดกดำจริงไหม?

นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว บทความเกี่ยวกับขิงจำนวนมากยังกล่าวถึงการบำรุงผิวและเส้นผม เช่น ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ลดริ้วรอย ลดสิว กระตุ้นการงอกของเส้นผม และรักษารังแค

แม้สารบางชนิดในขิงจะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอว่าการดื่มน้ำขิงเป็นประจำจะทำให้ผิวขาวขึ้น ลดริ้วรอย หรือกระตุ้นให้เส้นผมงอกใหม่ได้จริง

นอกจากนี้ การนำขิงสดหรือสารสกัดขิงเข้มข้นมาทาบนใบหน้าและหนังศีรษะโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย จึงไม่ควรใช้ขิงรักษาสิว ผิวไหม้แดด หรือปัญหาหนังศีรษะด้วยตนเองโดยไม่มีคำแนะนำที่เหมาะสม

สำหรับการดูแลผิวและเส้นผม ควรเน้นการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน พักผ่อนอย่างเพียงพอ ป้องกันแสงแดด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวมากกว่า

วิธีทำน้ำขิงสด ชงดื่มเองง่าย ๆ ที่บ้าน

การทำน้ำขิงไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบราคาแพง สามารถใช้ขิงสดที่ซื้อจากตลาดทั่วไป และปรับความเข้มข้นตามรสชาติที่ชอบได้

ส่วนผสม

  • ขิงสดประมาณ 10-15 กรัม หรือขิงหั่นบาง 4-6 แว่น ขึ้นอยู่กับขนาด
  • น้ำสะอาด 300-350 มิลลิลิตร
  • น้ำผึ้งเล็กน้อยตามชอบ หรือไม่เติมเลยก็ได้
  • มะนาวเล็กน้อยตามชอบ

วิธีทำ

  • ล้างขิงให้สะอาด: ล้างดินและสิ่งสกปรกออกจากเหง้าขิง หากต้องการใช้ทั้งเปลือกควรขัดล้างให้ทั่วถึง หรือปอกเปลือกออกตามความสะดวก
  • หั่นขิงเป็นแว่น: ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือทุบพอแตก เพื่อช่วยให้กลิ่นและรสชาติออกมาในน้ำ
  • เติมน้ำร้อน: ใส่ขิงลงในแก้วหรือภาชนะทนความร้อน เติมน้ำร้อนประมาณ 300-350 มิลลิลิตร แล้วแช่ไว้ประมาณ 5-10 นาที
  • เลือกวิธีต้มได้: หากต้องการรสเข้มข้นขึ้น สามารถนำขิงลงต้มกับน้ำประมาณ 3-5 นาที แล้วพักให้เย็นลงก่อนดื่ม
  • ปรุงรสตามชอบ: อาจเติมน้ำผึ้งหรือมะนาวเล็กน้อย แต่หากต้องการควบคุมน้ำตาลและพลังงาน ควรเลือกดื่มแบบไม่เติมความหวาน

สูตรข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างการชงเครื่องดื่มเพื่อรับประทานทั่วไป ไม่ใช่สูตรรักษาโรคหรือปริมาณขิงที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดหรือลดน้ำหนักได้

น้ำขิงควรดื่มตอนไหนดีที่สุด เช้าหรือก่อนนอน?

หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำขิงตอนเช้าจะช่วยเร่งการเผาผลาญและลดน้ำตาลในเลือด ขณะที่การดื่มก่อนนอนอาจช่วยให้ผ่อนคลายและหลับสบายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการดื่มน้ำขิงช่วงเวลาใดให้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่ากัน จึงสามารถเลือกดื่มตามความสะดวกและการตอบสนองของร่างกายได้

ผู้ที่ดื่มขิงแล้วรู้สึกแสบท้องอาจเลือกดื่มหลังอาหารแทนขณะท้องว่าง ส่วนผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอกเมื่อดื่มก่อนนอน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงดังกล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก การเลือกดื่มน้ำขิงไม่หวานแทนเครื่องดื่มน้ำตาลสูงมีความสำคัญมากกว่าการกำหนดว่าต้องดื่มตอนเช้าหรือกลางคืน

ใครบ้างที่ควรระวังการดื่มน้ำขิง?

แม้ขิงจะเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย แต่การรับประทานขิงในปริมาณมากหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขิงอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาบางชนิด

1. ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก

ขิงอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือท้องเสียได้ในบางคน หากมีอาการหลังดื่มน้ำขิงควรลดปริมาณหรือหยุดดื่ม

2. ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด

ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงในรูปแบบอาหารเสริมเข้มข้น เพราะอาจมีความเสี่ยงด้านปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพร แม้หลักฐานเกี่ยวกับผลต่อการเลือดยังมีข้อจำกัด

3. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและใช้ยาลดน้ำตาล

ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขิงเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด เพราะจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำตาลและพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

4. หญิงตั้งครรภ์

งานวิจัยบางส่วนพบว่าขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ และการใช้ขิงในปริมาณที่ศึกษาบางรูปแบบดูเหมือนมีความปลอดภัย แต่หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ขิงเป็นอาหารเสริมเพื่อรักษาอาการ

ไม่ควรสรุปว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องห้ามรับประทานขิง โดยความเหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณ รูปแบบที่ใช้ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน

5. ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีหรือโรคประจำตัวสำคัญ

ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี หรือโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาหลายชนิด ควรสอบถามแพทย์ก่อนใช้ขิงในปริมาณสูงหรือรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ไม่ควรเหมารวมว่าการใช้ขิงเป็นเครื่องปรุงอาหารปกติมีความเสี่ยงเท่ากับอาหารเสริมทุกกรณี

ข้อควรรู้ก่อนดื่มน้ำขิงเป็นประจำ

  • ไม่จำเป็นต้องดื่มเข้มข้น: น้ำขิงที่เผ็ดจัดหรือมีขิงปริมาณมากไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากขึ้นเสมอไป
  • ระวังน้ำตาลที่เติมเพิ่ม: น้ำขิงสำเร็จรูปบางชนิดมีน้ำตาลสูง ควรตรวจสอบฉลากก่อนซื้อ
  • ไม่ควรดื่มร้อนจัด: ควรพักเครื่องดื่มให้อยู่ในอุณหภูมิที่ดื่มได้สบาย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการลวกช่องปากและหลอดอาหาร
  • ใช้ขิงสดที่มีคุณภาพ: หลีกเลี่ยงขิงที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือเน่าเสีย
  • ไม่ใช้แทนยา: น้ำขิงไม่สามารถใช้แทนยารักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือการรักษาโรคอื่นตามมาตรฐานได้

สรุป ดื่มน้ำขิงทุกวันดีจริงไหม?

น้ำขิงเป็นเครื่องดื่มจากสมุนไพรใกล้ตัวที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะเมื่อชงแบบไม่เติมน้ำตาล ขิงมีสารประกอบสำคัญอย่างจินเจอรอลและโชกาออล ซึ่งได้รับความสนใจจากการศึกษาด้านสุขภาพหลายประเภท

ประโยชน์ที่มีหลักฐานสนับสนุนบางส่วน ได้แก่ การบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาการปวดประจำเดือน ส่วนผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดนั้นมีงานวิจัยที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาขิงในรูปแบบอาหารเสริม และยังไม่สามารถยืนยันผลที่เท่ากันจากน้ำขิงชงดื่มทั่วไป

สำหรับคำกล่าวอ้างว่าน้ำขิงสามารถเร่งการเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก ป้องกันมะเร็ง บำรุงผิว หรือกระตุ้นเส้นผมให้ยาวเร็ว ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันอย่างชัดเจน

ดังนั้น หากชอบดื่มน้ำขิงก็สามารถเลือกดื่มในปริมาณพอเหมาะตามสภาพร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องดื่มวิเศษที่รักษาโรคได้ทุกชนิด และควรดูแลสุขภาพร่วมกับการรับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...