โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ปธ.ศาลอุทธรณ์" มีคำวินิจฉัย ชี้ประชาชนผู้เสียหายจากปม "ฮั้ว สว." ฟ้องตรง "ศาลอาญาคดีทุจริต" ได้ ไม่ต้องผ่าน ปปช.

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัย ในคดีที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์กูล อดีตผู้สมัคร สว.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี กับพวก (กกต.) รวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เหตุปล่อยให้เกิดการฮั้วเลือก สว.และ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยที่จะนำหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว.ที่ดีเอสไอเสนอมา ประกอบการพิจารณา จึงขอให้สั่งลงโทษนายแสวง พร้อมพวก ตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 72, 75, 77

โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวสาระสำคัญระบุว่า
สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ต.ค.40 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้วหรือโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา) อันเป็นความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 32, 58, 69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) ค

กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมโดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.จำเลยที่ 2 - 8 ดำรงตำแหน่ง กกต. จำเลยทั้ง8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

"เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสว.บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน

เยี่ยงนี้ ย่อมถือได้ว่าการกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง8จงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 32, 58, 69 และ พรป.ว่าด้วยกกต. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38 เป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติแห่ง พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดี"

แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว ในเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการ กกต. จำเลยที่ 2 - 8 เป็น กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 32, 58, 69, 88 ซึ่ง พรป.ว่าด้วย กกต.มาตรา 38 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 8 ให้ถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เคยยื่นฟ้องกกต.ตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ขณะนั้น ที่เห็นว่าในคดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่าไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจะต้องส่งเรื่องผ่าน ป.ป.ช.ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกันฝ่ายจำเลย คือนายแสวงและกกต. ได้ยื่นคำโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นการกล่าวหาเกี่ยว กับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การพิจารณาจึงอาจมิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป แต่อาจอยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำให้ศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวน รวมถึงประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณา วินิจฉัยชี้ขาด

01
02
03
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...