SpaceX ปิดดีลกู้เงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ระดมทุนซื้อชิป AI หนุนธุรกิจ อีลอน มัสก์
อีลอน มัสก์ เผย SpaceX ปิดดีลระดมทุนด้วยหนี้มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) สำหรับระบบ AI โดยคาดว่าจะได้รับเงินทุนในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2570
26 ตุลาคม 2569 เวลา 07.37 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ กล่าวว่า SpaceX ปิดดีลจัดหาเงินทุนด้วยหนี้มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU ซึ่งใช้ขับเคลื่อนระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ มัสก์กล่าวว่า SpaceX ปิดดีลจัดหาเงินทุนดังกล่าวแล้ว พร้อมระบุว่าบริษัทมีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade และสร้างรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink และธุรกิจปล่อยจรวด
ในโพสต์ถัดมา มัสก์กล่าวเพิ่มเติมว่า เงินทุนดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยหนี้ที่สามารถเรียกชำระคืนก่อนกำหนดได้สำหรับการซื้อหน่วยประมวลผลกราฟิก คาดว่าจะได้รับในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปี 2570
ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานโดยอ้างบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า SpaceX กำลังเจรจากับธนาคารและนักลงทุนเพื่อระดมทุน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับซื้อชิปของ Nvidia
Bloomberg ระบุว่า การจัดหาเงินทุนที่เสนอจะใช้บริษัทเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) เพื่อแยกหนี้ออกจากงบดุลของ SpaceX และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตระดับ Investment Grade ของบริษัทไว้
Bloomberg รายงานด้วยว่า Goldman Sachs เป็นผู้นำการเจรจากับนักลงทุน ซึ่งรวมถึง Apollo Global Management เกี่ยวกับโครงสร้างการจัดหาเงินทุนดังกล่าว
การจัดหาเงินทุนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินทุนมหาศาลของกระแสการเติบโตของ AI ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับชิปขั้นสูงและศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับโมเดล AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
SpaceX ขยายธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยเรียกธุรกิจดังกล่าวว่า “Super Intelligence” หรือ SI
ธุรกิจส่วนนี้กลายเป็นหน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยรายได้ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 9 เท่า เป็น 7.56 พันล้านดอลลาร์ จาก 813 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานผลประกอบการล่าสุดของบริษัท
มัสก์ยังกล่าวด้วยว่า ตลาดตราสารหนี้ได้ปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นส่วนใหญ่สำหรับบริษัทที่ไม่มีรายได้จำนวนมากจากธุรกิจอื่นนอกเหนือจากศูนย์ข้อมูล AI
เขาคาดการณ์ว่า บริษัทที่เรียกว่า “นีโอคลาวด์” (Neocloud) มากกว่า 200 แห่ง ซึ่งให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง จะเผชิญกับความล้มเหลวและการควบรวมกิจการอย่างแพร่หลาย โดยจะมีเพียงบริษัทจำนวนน้อยเท่านั้นที่อยู่รอด
อ้างอิง : cnbc.com