“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดลบ จับตาประชุมแบงก์ชาติทั่วโลก-งบบิ๊กเทค
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดลบ ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ แม้ราคาน้ำมัน Brent อ่อนตัวจากจุดสูงสุดรอบ 6 เดือน นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 07.59 น. ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายอย่างระมัดระวัง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง โดยนักลงทุนเตรียมรับมือกับสัปดาห์สำคัญที่มีทั้งการประชุมธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก และการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 1.0% มาอยู่ที่ 115.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าคณะผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์เดินทางไปยังกรุงเตหะรานของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อร่วมผลักดันความพยายามลดความตึงเครียดในภูมิภาค โดยประสานงานกับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน Brent ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังจากพุ่งขึ้น 6.2% ในสัปดาห์ก่อน และปิดตลาดรายสัปดาห์ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2565 เนื่องจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในซาอุดีอาระเบียสร้างความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานทั่วโลก ส่วนราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 102.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้า ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 0.8% หลังจากร่วงลง 4.0% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง 0.4% หลังปรับตัวลงเกือบ 19% นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ส่วนดัชนี MSCI Asia Pacific ไม่รวมญี่ปุ่น อ่อนตัวลง 0.1%
การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลางทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และจำกัดโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
Bruce Kasman หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์โลกของ JPMorgan ระบุว่า สัญญาณสำคัญจากธนาคารกลางทั่วโลกที่กำลังรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปีนี้ คือวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดาคาดว่าจะเริ่มต้นวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางอังกฤษและสวีเดนอาจเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายน
สำหรับ Fed ตลาดคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แต่ให้น้ำหนักถึง 80% ต่อโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการคาดการณ์ต่อ BOJ และ ECB
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนกันยายนจะอยู่ที่ 3.1% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบเป็นอัตรารายปี โดยได้รับแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งจากการลงทุนจำนวนมากในศูนย์ข้อมูล (Data Center)
นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ประเมินว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แต่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงมาจากราคาน้ำมันล่วงหน้าที่สูงกว่าประมาณการของ Goldman Sachs โดยมีสาเหตุหลักจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งกับอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้น
หากวิกฤตราคาพลังงานรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าที่คาด อาจทำให้คณะกรรมการ Fed กังวลมากขึ้นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะขยายวงไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ
นอกเหนือจากการประชุมธนาคารกลางแล้ว นักลงทุนยังจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการลงทุนมหาศาลใน AI สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนได้ตามความคาดหวังหรือไม่
สัปดาห์นี้ บริษัทประมาณหนึ่งในสามของดัชนี S&P 500 มีกำหนดประกาศผลประกอบการ รวมถึง Alphabet บริษัทแม่ของ Google, Microsoft และ Amazon ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscalers นอกจากนี้ ผลประกอบการของ Intel และ Sandisk ยังอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
นักวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ดังนี้
- Microsoft คาดมีรายได้ 90,600 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) ที่ 4.73 ดอลลาร์
- Amazon คาดมีรายได้ 202,000 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ประมาณ 1.97 ดอลลาร์
- Alphabet คาดมีรายได้ 128,000 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 3.00 ดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่มูลค่าหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง แม้ตลาดพันธบัตรจะฟื้นตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนกลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้งในวันศุกร์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.0% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 5.36% ในช่วงต้นเดือน
สำหรับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดัชนี S&P 500 Futures และ Nasdaq Futures ปรับขึ้น 0.2% ขณะที่ EURO STOXX 50 Futures ของยุโรปเพิ่มขึ้น 0.2% และ DAX Futures ของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 0.1%
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเคลื่อนไหวที่ระดับ 157.00 เยนต่อดอลลาร์ หลังแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนเงินยูโรทรงตัวที่ 1.1204 ดอลลาร์ ท่ามกลางความระมัดระวังของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในฝรั่งเศส แม้ประเทศจะรอดพ้นจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเมื่อสัปดาห์ก่อน
ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษทรงตัวที่ 1.3346 ดอลลาร์ ก่อนที่ John Healey รัฐมนตรีคลังคนใหม่ของอังกฤษ จะเสนอแผนงบประมาณฉบับแรกในวันพุธนี้ ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
ด้านตลาดบราซิล นักลงทุนเตรียมประเมินผลกระทบจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังศาลการเลือกตั้งของบราซิลประกาศว่า Luiz Inacio Lula da Silva ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เขาได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ประเทศ โดยเงินเรียลบราซิลยังไม่เริ่มซื้อขายในช่วงเวลาทำการของตลาดเอเชีย
สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 4,001 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากร่วงลงมากกว่า 4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยยังคงเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
ภาพรวมตลาดการเงินโลกในสัปดาห์นี้จึงยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทิศทางนโยบายการเงิน และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี
อ้างอิง : reuters.com