โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Acromegaly คืออะไร? รู้จักโรคแปลก ไม่ใช่อ้วน แต่อวัยวะโตขึ้นผิดปกติ หลายคนเป็นไม่รู้ตัว!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
รู้จัก Acromegaly โรคแปลก หลังมือเบสวง CHALA DEEN เปิดใจป่วยโรคหายาก เผยขอบคุณหมอทักกลางคอนเสิร์ต

รู้จัก Acromegaly โรคฮอร์โมนเกิน มือเท้าใหญ่ขึ้น มือเบสวง CHALA DEEN ป่วยโรคหายาก เผยหมอทักกลางคอนเสิร์ต

แหวนวงเดิมเริ่มคับ รองเท้าคู่เก่าใส่ไม่สบาย หรือใบหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ฟอร์ด พงศ์ธร ผดุงขวัญ อายุ 30 ปี มือเบสวง CHALA DEEN ซึ่งเปิดใจว่า แพทย์ที่พบกันในงานคอนเสิร์ตแนะนำให้ตรวจหาโรค Acromegaly หรืออะโครเมกาลี ก่อนนำไปสู่การตรวจพบเนื้องอกต่อมใต้สมองและเข้ารับการผ่าตัด เรื่องนี้ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าโรคชื่อไม่คุ้นหูนี้คืออะไร สังเกตอย่างไร และอันตรายแค่ไหน

จากคำทักในคอนเสิร์ต สู่การตรวจพบโรคที่ไม่เคยรู้จัก

ตามเรื่องราวที่คุณฟอร์ดเล่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นในงานคอนเสิร์ตวันที่ 7 มิถุนายน หลังแสดงเสร็จ มีแพทย์เดินเข้ามาแนะนำให้ลองตรวจหาโรคอะโครเมกาลี พร้อมเขียนโน้ตฝากทีมงานของวงไว้ด้วย เขายอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อน จึงค้นหาข้อมูลและตัดสินใจไปโรงพยาบาลในเดือนกรกฎาคม

คุณฟอร์ดเล่าว่าผลตรวจ IGF-1 สูงกว่าปกติ แพทย์จึงตรวจ MRI และวางแผนรักษา ก่อนเข้ารับการผ่าตัดส่องกล้องผ่านจมูกเพื่อนำเนื้องอกขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตรออก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังผ่าตัดยังต้องติดตามระดับฮอร์โมนและอาการกับแพทย์ ส่วนแพทย์ที่ทักในวันนั้นได้ติดต่อกลับมาทางข้อความอินสตาแกรมแล้ว โดยขอไม่เปิดเผยตัวตน

Acromegaly คือโรคอะไร ทำไมมือ เท้า และใบหน้าจึงเปลี่ยน?

อะโครเมกาลีเป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมีโกรทฮอร์โมน หรือ Growth Hormone (GH) มากเกินไปเป็นเวลานาน ฮอร์โมนนี้กระตุ้นให้ตับและเนื้อเยื่อสร้าง IGF-1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เมื่อมีมากเกินไป กระดูกบางส่วนและเนื้อเยื่อจึงหนาหรือขยายใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะมือ เท้า และใบหน้า

ในผู้ใหญ่ที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกปิดแล้ว โรคนี้มักไม่ทำให้สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านขนาดและความหนาของอวัยวะต่าง ๆ หากภาวะโกรทฮอร์โมนเกินเกิดก่อนแผ่นการเจริญเติบโตปิด อาจทำให้เด็กสูงผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า Gigantism ทั้งสองภาวะจึงเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนชนิดเดียวกัน แต่เกิดในช่วงการเจริญเติบโตที่ต่างกัน

ภาพจากเพจ FB Drama-addict

สาเหตุส่วนใหญ่คือเนื้องอกต่อมใต้สมอง เป็นมะเร็งหรือไม่?

สาเหตุส่วนใหญ่ของอะโครเมกาลีคือเนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดที่สร้างโกรทฮอร์โมนมากเกินไป โดยทั่วไปเป็นเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ใช่มะเร็งก็ยังต้องรักษา เพราะฮอร์โมนที่สูงต่อเนื่องส่งผลต่อหลายระบบ และก้อนเนื้องอกอาจกดเบียดโครงสร้างใกล้เคียงได้ เช่น บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น

อาการ Acromegaly สังเกตอย่างไร?

ความเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นช้า ๆ หลายปี จนผู้ป่วยหรือคนที่พบกันทุกวันไม่ทันสังเกต บางคนเริ่มเอะใจจากขนาดแหวนหรือรองเท้าที่เปลี่ยนไป มากกว่าความรู้สึกเจ็บป่วย อาการที่พบได้มีดังนี้

  • มือและเท้าใหญ่ขึ้น: แหวนวงเดิมคับ ต้องเพิ่มขนาดรองเท้า หรือรองเท้าแคบลงโดยเฉพาะด้านกว้าง
  • ใบหน้าค่อย ๆ เปลี่ยน: คิ้วหรือหน้าผากนูนเด่น ขากรรไกรล่างยื่น จมูกและริมฝีปากใหญ่ขึ้น หรือฟันห่างขึ้น
  • ผิวหนา มัน และเหงื่อออกมาก: บางคนสังเกตว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปด้วย
  • เสียงทุ้มลง ลิ้นโต หรือนอนกรน: อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย
  • ปวดข้อ ชามือ หรือมืออ่อนแรง: อาจเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อที่หนาขึ้นและการกดทับเส้นประสาท
  • ปวดศีรษะหรือมองเห็นผิดปกติ: โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกกดเบียดบริเวณใกล้เคียง
  • อ่อนเพลียหรือมีความผิดปกติของฮอร์โมนอื่น: เช่น ประจำเดือนผิดปกติ หรือสมรรถภาพทางเพศลดลง

การเปรียบเทียบภาพถ่ายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาจช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น แต่มือใหญ่ คางเด่น หรือน้ำหนักมากเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ สิ่งที่ควรใส่ใจคือการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีหลายอาการร่วมกัน หากสงสัยควรพบแพทย์เพื่อประเมิน แทนการตัดสินจากรูปลักษณ์ของตนเองหรือผู้อื่น

อันตรายแค่ไหน หากปล่อยไว้ไม่รักษา?

ผลกระทบของอะโครเมกาลีไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปร่าง เพราะโกรทฮอร์โมนและ IGF-1 ที่สูงเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผู้ป่วยบางรายมีปัญหาข้อหรือเส้นประสาทที่กระทบการใช้ชีวิต ขณะที่เนื้องอกอาจทำให้ลานสายตาแคบลงหรือรบกวนการสร้างฮอร์โมนอื่นของต่อมใต้สมอง

หากควบคุมโรคไม่ได้ อาจกระทบทั้งคุณภาพชีวิตและอายุขัย แต่การวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แพทย์จึงดูแลทั้งระดับฮอร์โมน ขนาดเนื้องอก และโรคร่วมไปพร้อมกัน ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการประเมินหัวใจ ระดับน้ำตาล การนอนหลับ และตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ตามความเหมาะสม

ตรวจอย่างไร? IGF-1 ไม่ใช่โกรทฮอร์โมนตัวเดียวกัน

เมื่อสงสัยโรค แพทย์มักเริ่มจากการตรวจเลือดวัด IGF-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนการออกฤทธิ์ของโกรทฮอร์โมน ไม่ใช่การวัด GH โดยตรง โดยต้องเทียบกับช่วงอ้างอิงตามอายุและพิจารณาร่วมกับอาการ หากผลยังไม่ชัดเจน แพทย์อาจตรวจซ้ำหรือทดสอบการกดระดับ GH หลังดื่มสารละลายกลูโคส

จากนั้นจึงพิจารณา MRI ต่อมใต้สมองเพื่อหาตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก รวมถึงตรวจลานสายตาหรือฮอร์โมนอื่นหากมีข้อบ่งชี้ การพบค่า IGF-1 สูงจึงต้องให้แพทย์แปลผลในบริบทของแต่ละคน ไม่ควรสรุปจากตัวเลขเพียงค่าเดียว และไม่จำเป็นว่าคนที่มือใหญ่ทุกคนต้องตรวจ MRI ทันที

รักษาอย่างไร ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่?

เป้าหมายการรักษาคือควบคุม GH และ IGF-1 ให้เหมาะสม จัดการเนื้องอก และลดภาวะแทรกซ้อน สำหรับผู้ที่มีเนื้องอกต่อมใต้สมองที่สามารถผ่าตัดได้ การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกแรก แต่แผนรักษาขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง การลุกลามของก้อน และสุขภาพของผู้ป่วย บางรายต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน

  • ผ่าตัด: หลายกรณีสามารถเข้าทางจมูกและโพรงอากาศสฟีนอยด์เพื่อไปยังต่อมใต้สมอง โดยอาจใช้กล้องส่องช่วยผ่าตัด
  • ยา: ใช้ลดการหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน เช่น ในรายที่ผ่าตัดไม่ได้หรือระดับฮอร์โมนยังสูงหลังผ่าตัด
  • รังสีรักษา: พิจารณาในบางรายที่ยังควบคุมโรคไม่ได้ โดยผลต่อระดับฮอร์โมนอาจต้องใช้เวลา

รักษาแล้วหายไหม รูปร่างจะกลับเหมือนเดิมหรือเปล่า?

ผู้ป่วยบางรายเข้าสู่ภาวะโรคสงบหลังผ่าตัด ขณะที่บางรายต้องรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นต่อเนื่อง อาการจากเนื้อเยื่อบวมและความผิดปกติบางอย่างอาจดีขึ้นเมื่อควบคุมฮอร์โมนได้ แต่กระดูกที่ขยายใหญ่แล้วมักไม่กลับสู่ขนาดเดิมทั้งหมด จึงควรเริ่มรักษาตั้งแต่ตรวจพบเพื่อจำกัดความเปลี่ยนแปลงและภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม

แม้ผ่าตัดแล้วก็ยังต้องติดตามกับแพทย์ เพราะต้องประเมินระดับฮอร์โมน การทำงานของต่อมใต้สมอง และการกลับเป็นซ้ำของโรค การผ่าตัดผ่านจมูกจึงไม่ได้หมายความว่าจบการรักษาทันที ผู้ป่วยควรไปตามนัดและติดตามโรคร่วมอย่างต่อเนื่อง

เปลี่ยนทีละนิด แต่ไม่ควรมองข้าม

เรื่องราวของคุณฟอร์ดชี้ให้เห็นว่า บางโรคอาจค่อย ๆ เปลี่ยนร่างกายโดยที่เจ้าตัวยังรู้สึกแข็งแรง หากแหวนหรือรองเท้าคับขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าเปลี่ยนจากเดิม ร่วมกับเหงื่อออกมาก ปวดข้อ ชามือ หรือนอนกรน ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจส่งต่อไปยังอายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ Acromegaly เป็นโรคที่รักษาและควบคุมได้ การรู้ทันความเปลี่ยนแปลงจึงช่วยให้เข้าสู่การดูแลได้เร็วขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...