เปิดกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ทำไมเอกชนจดทะเบียนพันธุ์ใหม่ได้?
กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เปิดโอกาสให้งานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์
การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ระยะเวลาในการทดลอง และเงินลงทุน ก่อนจะได้พันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีกฎหมายรองรับสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงบริษัทเอกชน สามารถยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด
สาระสำคัญของกฎหมายไม่ได้มุ่งให้บริษัทใดครอบครองพืชชนิดหนึ่งทั้งหมด แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์ใหม่ที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์และได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดข้อยกเว้นเพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้พัฒนาพันธุ์ เกษตรกร และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมพืช
กรณีกะเพราแก้วจุรี 01–04 ที่บริษัท ซีพีแรม จำกัด หรือ CPRAM พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายพัฒนากะเพราให้เหมาะสมกับการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร
เอกชนจดทะเบียนพันธุ์พืชได้ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขชัดเจน
หัวใจของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อยู่ที่การรับรองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย หน่วยงาน หรือภาคเอกชนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย
โดย มาตรา 15 กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนไว้ รวมถึงนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้บริษัทเอกชนสามารถเป็นผู้ขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่มาตรา 16 และ 17 ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในผลงานที่เกิดจากการจ้างและการปรับปรุงพันธุ์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ลงทุนวิจัยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ เพราะพันธุ์พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนต้องผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย
มาตรา 11 และ 12 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะประจำพันธุ์ ความสม่ำเสมอ ความคงตัว และความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิม รวมถึงเงื่อนไขการนำส่วนขยายพันธุ์ออกใช้ประโยชน์ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียน
นอกจากนี้ ความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ต้องเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์ เช่น การเพาะปลูก การบริโภค หรือการแปรรูป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาพืชสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร
สิทธิคุ้มครองงานวิจัย ไม่ใช่สิทธิครอบครองพืชทั้งชนิด
เมื่อพันธุ์พืชใหม่ผ่านการตรวจสอบและได้รับการจดทะเบียน ผู้ทรงสิทธิจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 32 และ 33 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์ เช่น การผลิต การจำหน่าย การนำเข้า และการส่งออก
แต่กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิครอบครองพืชชนิดนั้นทั้งหมด ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น
ที่สำคัญ มาตรา 33 ยังมีข้อยกเว้น 6 กรณี รวมถึงการใช้พันธุ์พืชเพื่อการวิจัย การกระทำที่ไม่ได้มุ่งประโยชน์ทางการค้า และการเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตเองไว้ใช้ปลูกต่อภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
หลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชมีทั้งมาตรการรองรับการลงทุนด้านการวิจัยและข้อกำหนดสำหรับการใช้ประโยชน์ของเกษตรกร
กะเพราแก้วจุรี ตัวอย่างการใช้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่พัฒนากะเพราแก้วจุรี 01–04 ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นตัวอย่างการใช้กลไกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
โครงการเริ่มดำเนินการในปี 2563 เพื่อพัฒนากะเพราที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยใช้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์และการทดลองปลูก ก่อนกะเพราทั้ง 4 พันธุ์ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองครบในปี 2567
นางสาวธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า กะเพราแก้วจุรีเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้มีใบขนาดใหญ่ เหมาะกับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารของบริษัท โดยไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้ประชาชนทั่วไป แต่ดำเนินการเพาะปลูกผ่านเครือข่ายเพื่อส่งผลผลิตเข้าโรงงาน
ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรยืนยันว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนในการปลูกกะเพราพันธุ์ทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย เกษตรกรยังสามารถเลือกใช้กะเพราพันธุ์อื่นได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากซีพีแรม
สำหรับการเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป กรมวิชาการเกษตรระบุว่า บริษัทได้ดำเนินการขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชตามขั้นตอนแล้ว
กฎหมายรองรับการพัฒนาพันธุ์พืชไทยในระยะยาว
พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสร้างหลักประกันทางกฎหมายให้แก่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน
การเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนขอจดทะเบียนพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ เป็นช่องทางรองรับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน กฎหมายยังกำหนดเงื่อนไขการได้รับสิทธิ ขอบเขตการคุ้มครอง และข้อยกเว้นในการใช้ประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน
กรณีกะเพราแก้วจุรีจึงช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างการคุ้มครองผลงานปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่กับการถือสิทธิเหนือพืชที่มีอยู่ทั่วไป โดยบริษัทสามารถขอรับความคุ้มครองพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นตามกฎหมาย ส่วนประชาชนและเกษตรกรยังคงใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์อื่นได้ตามปกติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง