โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Quiet Firing’ บีบให้พนักงานรู้สึกไร้ค่า จนลาออกไปเอง แนวคิดที่ทำให้บริษัทไม่ต้องจ่ายชดเชย

TODAY

อัพเดต 12 ก.ย 2565 เวลา 05.49 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2565 เวลา 02.30 น. • workpointTODAY

ไม่นานมานี้ มีเทรนด์ใหม่มาแรงอย่าง ‘Quiet Quitting’ ที่ได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้าง ทั้งจากบอร์ดเว็บไซต์ต่างประเทศ รวมถึงในกลุ่มคนทำงานบ้านเราเองด้วย

‘Quiet Quitting’ คือแนวคิดที่บอกว่า การทำงานหนักไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ไม่ผิดอะไรที่จะปล่อยให้ตัวเองได้รีแล็กซ์ ทำงานตามขอบเขตที่จำเป็นตาม Job Description บ้าง ซึ่งวิธีคิดดังกล่าวก็ได้รับการเผยแพร่จนกลายเป็นไวรัลโดยแอคเคานต์ติ๊กต่อก @zaidleppelin

ใจความของคลิปไวรัลนั้นบอกว่า ไม่เป็นไรเลยที่เราจะทำงานน้อยลงบ้าง หากการทุ่มเททำงานอย่างหนักไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น ซึ่ง Quiet Quitting ก็ไม่ได้บอกให้เราเป็นคนขี้เกียจ ไร้ความผิดชอบ ทิ้งงานกลางทางแต่อย่างใด เพียงแต่อย่าให้การทำงานมาเบียดขับลดทอนความสุขในพาร์ตอื่นๆ ของชีวิตมากเกินไปเท่านั้นเอง

แต่หลัง Quiet Quitting เป็นเทรนด์ได้ไม่นาน ก็เกิดขั้วตรงข้ามอย่าง ‘Quiet Firing’ ขึ้น ซึ่งนัยและความหมายของคำนี้ก็ดูจะรุนแรงและโหดร้ายกับคนทำงานมาก

เพราะในขณะที่ Quiet Quitting เกิดขึ้นเพื่อหักล้างค่านิยมทำงานหนัก Quiet Firing กลับเป็นพฤติกรรมของนายจ้างที่กำลังบีบให้คนทำงานทนไม่ไหวและลาออกไปเอง

[ ไม่มีค่า ไม่ได้รับการมองเห็น ไม่มีโอกาสเติบโต ]

Quiet Firing แปลตรงตัวคือการไล่ออกอย่างเงียบๆ โดยที่นายจ้างไม่ต้องทำการเลิกจ้าง ประกาศ Layoff อย่างเป็นทางการ หรือจ่ายค่าชดเชยใดๆ เลย เพราะ Quiet Firing จะบีบให้คนทำงานรู้สึกดิ่ง ไร้คุณค่าที่สุดจนตัดสินใจลาออกเอง

ตัวอย่างของการไล่ออกเงียบๆ มีตั้งแต่การปฏิเสธที่จะปรับเพิ่มฐานเงินเดือนให้กับพนักงานคนดังกล่าวแม้จะทำงานที่บริษัทมานานมากแล้ว กีดกันและไม่เปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพหรือเติบโตในองค์กร เมินเฉยและไม่ให้ความสำคัญกับงานที่พวกเขาทำ

จนนานวันเข้าเมื่อพนักงานถูกมองข้ามบ่อยๆ อยู่ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า รู้สึกไม่แมตช์กับองค์กรอีกต่อไป ก็จะตัดสินใจยื่นใบลาออกเอง

เอลลา วอชิงตัน (Ella Washington) นักจิตวิทยาองค์กรและที่ปรึกษาด้านความหลากหลายให้ความเห็นว่า การไล่ออกอย่างเงียบๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมักมีต้นตอจากหัวหน้าที่ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากตัวพนักงาน รวมถึงไม่ได้สร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ภายในทีมที่ดีอีกด้วย

หัวหน้าทีมหลายคนมักจะหลงลืมไปว่า หน้าที่ในการกำหนดแนวทาง และการโค้ชชิ่งคนทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่า พวกเขากลับรู้สึกว่าการสอนงานเป็นหน้าที่พิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามา เมื่อหัวหน้าละเลยการสอนงาน พนักงานไม่สามารถทำตามสิ่งที่บริษัทคาดหวังได้ ก็ทำให้เกิดการบีบให้คนออกไปเอง

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก McKinsey & Co. ยังพบว่า การขาดโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจลาออก ตามมาด้วยประเด็นของหัวหน้าหรือผู้นำที่ไม่ใส่ใจ

ซึ่งในงานชิ้นนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เกิดขึ้นนั้น เงินเดือนอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดที่ทำให้พนักงานอยู่กับองค์กรไปนานๆ แม้ว่าหัวหน้าจะไม่ดีอย่างไร แต่หากเงินเดือนยังเป็นที่น่าพึงพอใจพนักงานก็เลือกที่จะอยู่ต่อมากกว่า

ตรงกันข้ามกับช่วงที่การระบาดใหญ่จบลงแล้ว ผู้คนเริ่มคิดถึงความก้าวหน้า การได้รับการมองเห็น และเรื่องของการให้คุณค่ามากขึ้น หากหัวหน้าไม่ดี ไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญกับตนเอง พนักงานก็เลือกที่จะออกมามากกว่าทนอยู่โดยคิดเพียงเรื่องของตัวเลขอย่างในอดีต

นอกจากการเมินเฉยแล้ว Quiet Firing ยังมาในอีกรูปแบบด้วย คือการให้งานรับผิดชอบเยอะๆ เกินกว่าโหลดงานที่จะรับไหวได้ ทำให้พนักงานรู้สึกเหนื่อย Burnout ฟีดแบ็กไปก็ไม่ได้รับการตอบกลับ ทางเดียวที่จะหลุดออกจากวงจรนี้ได้จึงเป็นการหาลู่ทางใหม่ๆ นั่นเอง

ซึ่งทั้งหมดก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นวิธีการที่เอารัดเอาเปรียบ ใจร้ายกับคนทำงานอย่างถึงที่สุด นอกจากประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงจากการถูกทำให้รู้สึกแย่แล้ว สุขภาพจิตของคนทำงานเองก็อาจจะพังไปพร้อมๆ กันเลยด้วย

[ จับได้ว่าโดน Quiet Firing อยู่ พนักงานทำอะไรได้บ้าง? ]

ถ้ากำลังสงสัยว่า สิ่งที่บริษัททำนั้นเข้าข่าย Quiet Firing อยู่รึเปล่า อแมนด้า ฮัดสัน (Amanda Hudson) ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ให้ความเห็นว่า อันดับแรก อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าสิ่งที่นายจ้างทำคือการไล่ออกอย่างเงียบๆ

ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปให้เริ่มต้นด้วยบทสนทนาก่อน โดยเป็นการคุยด้วยบทสนทนาแบบปลายเปิด มากกว่าไปด้วยการเสนอข้อโต้แย้งทันที ลองชวนคุยคร่าวๆ ก่อนว่า ด้วยการอธิบายว่าตอนนี้คุณกำลังรู้สึกอย่างไร และสิ่งที่คุณคิดเป็นความตั้งใจของเขาจริงๆ ไหม

ที่สำคัญ ในการพูดคุยทุกครั้งต้องมีการบันทึกหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถย้อนกลับมาดูได้ อย่างการส่งอีเมลสรุปการพูดคุยเป็นต้น

เพราะหากอนาคตเกิดเหตุการณ์ Quiet Firing ขึ้นมาจริงๆ ตัวพนักงานเองก็จะมีหลักฐานในการเรียกร้อง หรือหากถึงขั้นมีข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องตัวเราเองก็จะได้ใช้สิ่งนี้ในการยืนยันข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ด้วย

ส่วนในมุมของบริษัทเองผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ตอนนี้มีหลายแห่งที่กำลังกังวลเกี่ยวกับเทรนด์ ‘Quiet Quitting’ ซึ่งจริงๆ แล้วองค์กรควรหันมาใส่ใจและโปร่งใสกับคนทำงานให้มากขึ้น โฟกัสที่ปรากฏการณ์ ‘Quiet Firing’ จะดีกว่า

เพราะในระยะยาวการบีบคนให้ออกด้วยวิธีนี้ไม่ได้ส่งผลดีกับองค์กรและตัวคนทำงานเลย โดยเฉพาะกับหัวหน้าทีมที่มีความใกล้ชิดกับคนทำงานระดับ Staff มากที่สุด ที่ต้องทำหน้าที่ในการสอนงาน โค้ชชิ่ง บอกสิ่งที่จำเป็นกับพนักงาน แต่หัวหน้ากำลังทำอะไรอยู่ถึงทำให้บริษัทตัดสินใจใช้วิธีการแบบนี้กับคนทำงาน

ฉะนั้น องค์กรต้องโฟกัสให้ถูกจุด ต้องจริงใจกับคนทำงานด้วย

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-09-02/quiet-quitting-backlash-spotlights-bosses-quiet-firing-employees

https://www.businessinsider.com/what-is-quiet-firing-workers-quiet-quitting-debate-2022-8

https://nypost.com/2022/09/02/being-quietly-fired-more-common-than-quiet-quitting-expert/

https://www.canadianbusiness.com/ideas/what-is-quiet-firing-signs/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...