โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามรอย "รถราง" ระบบขนส่งมวลชนแรกสุดในกรุงเทพฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.ย 2565 เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2565 เวลา 10.18 น.
รถรางในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2541)

เมื่อร้อยกว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 5 สยามเคยมี “รถราง” ใช้เป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรถรางถือว่าเป็นระบบขนส่งมวลชนแรกสุดที่นำมาใช้ในบางกอก (กรุงเทพฯ)

โดยรถรางสายแรกในสยามใช้ม้าลาก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นรถรางที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในภายหลัง ซึ่งมาพร้อมกับการใช้ไฟฟ้าในยุคแรกของสยาม (ในพระบรมมหาราชวัง อาคารราชการ ถนนสาธารณะในบางพื้นที่)

รถรางถือเป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะชนิดแรกของสยาม ก่อนระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่น ๆ อย่าง รถไฟ รถเมล์

ในหนังสือ The Modern Tramway เล่มที่ 18 ฉบับที่ 212 เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1955 บอกเล่าประวัติศาสตร์ของรถรางในสยามเอาไว้ดังนี้

“…บางกอกเมืองหลวงของสยาม มีระบบรถรางซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1893 ซึ่งถือว่าเป็นรถรางไฟฟ้าแห่งแรกในเอเชีย จากดั้งเดิมที่เคยใช้ม้าและลาลากรถ ก็ถูกแทนที่โดยรถตู้ทำด้วยไม้ระบบพลังงานไฟฟ้าขนาดกำลังยี่สิบแรงม้า ระบบไฟฟ้าที่ใช้สำหรับรถรางนี้เป็นระบบที่ดำเนินการโดยบริษัท Short Electric Railway Company เมือง Cleveland ประเทศสหรัฐอเมริกา

บางกอกซึ่งในขณะนั้นมีพลเมืองประมาณเก้าแสนคน มีรถรางถึง 7 สาย ด้วยกัน โดยวิ่งไปยังจุดต่าง ๆ ดังนี้ 1. บางคอแหลม 2. สามเสน 3. ดุสิต 4. บางซื่อ 5. หัวลําโพง 6. สีลม 7. ปทุมวัน

รถรางทุกสายเป็นแบบรางเดี่ยว โดยมีทางหลีกในระยะช่วง 1/4 ไมล์ รางมีขนาดกว้าง 1 เมตร และรางรถส่วนมากยังอยู่ในพื้นถนนลาดยาง มีบางช่วงเท่านั้นที่ฝังอยู่บนถนนคอนกรีต และได้มีการให้สิทธิให้รถรางที่วิ่งทางขวาไปก่อน ในขณะนั้นมีตู้รถรางทั้งหมดรวม 54 โบกี้ รถตู้ที่เป็นมอเตอร์แบบคู่มี 28 ตู้ และรถหัวขบวนซึ่งเป็นตัวลาก 62 คัน แต่ละคันมี 40 แรงม้า สามารถจุคนได้ 60 คน โดยแบ่งเป็นที่นั่ง 36 คน ที่ยืน 24 คน

นอกจากนั้นยังมีตัวถังโบกี้รถรางที่มีที่นั่งโดยสาร 2 แบบคือ แบบเปิดโล่ง และแบบที่มีกระจกปิด ทุกโบกี้จะมีทางขึ้น 2 ทาง ตัวถังรถรางส่วนมากผลิตในไทย จะมีก็เพียง 5 โบกี้ที่ส่งมาจากอังกฤษ สีของรถรางส่วนใหญ่มี 4 แบบซึ่งประกอบด้วย 2 สีคู่กันคือ เหลืองกับน้ำตาล เหลืองกับเขียว เหลืองกับแดง และดำกับเขียวอ่อน

วันที่ 30 กันยายน ปี ค.ศ. 1968 รถราง 2 สายสุดท้ายของบางกอกถูกยกเลิกไป และถูกแทนที่ด้วยรถเมล์…

กำเนิดของรถรางที่ใช้ม้าลากในสยาม ได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี ค.ศ. 1889 และต่อมาได้พัฒนาไปสู่ระบบไฟฟ้า ซึ่งเริ่มเมื่อปี 1892 ซึ่งในประเด็นนี้ ข้อมูลบางแห่งได้บอกว่ารถรางไฟฟ้าสายแรกของบางกอกนั้น (บางคอแหลม) เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1893 ระยะทางของรถรางทั้งหมด 7 สาย มีความยาวทั้งสิ้น 48.7 กิโลเมตร คือ บางคอแหลม 9.2 ก.ม. สามเสน 11.3 ก.ม. ดุสิต 11.5 ก.ม. บางซื่อ 4 ก.ม. หัว ลำโพง 4.4 ก.ม. สีลม 4.5 ก.ม. และสุดท้าย ปทุมวัน 3.8 ก.ม. เนื่องจากระบบรถรางสมัยนั้นเป็นระบบรางเดียว ดังนั้นทุก ๆ 500 เมตร จึงต้องมีรางสับหลีก เพื่อให้รถรางวิ่งสวนมาหลบหลีกกันได้โดยสะดวก

ในบางกอกมีท่ารถรางอยู่ 4 แห่งคือ ที่สะพานดำ สะพานเหลือง บางกระบือ และบางคอแหลม ทั้งนี้โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนท่าช้าง

จำนวนตู้รถรางทั้งหมดในบางกอก ขณะนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของแต่ละหน่วยงานนั้นแตกต่างกันออกไป แต่จากข้อมูลเท่าที่สืบค้นได้ ประมาณว่ามีทั้งหมด 206 ตู้ ในจำนวนนี้แยกได้เป็นตู้รถรางขนาดสองเครื่องยนต์จำนวน 62 ตู้ พร้อมตู้ลากเข้าคู่กันอีก 62 ตู้ รถรางตู้เดี่ยวหนึ่งเครื่องยนต์จำนวน 54 ตู้ และรถตู้แฝดหนึ่งเครื่องยนต์ท้ายต่อกันจำนวน 28 ตู้

ในตู้รถรางทุกตู้จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญคือ มอเตอร์ขนาด 40 แรงม้าหนึ่งตัว การที่สภาพพื้นที่เป็นที่ราบไม่มีความต่างระดับ ทำให้พลังงานในการขับเคลื่อนต่ำ จึงทำให้รถรางวิ่งช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ได้มีการสร้างตัวรถมาตรฐานแบบห้าตอน (five-bay body) โดยต้รถรางจะมีหน้าต่างที่เปิดโล่งด้านข้าง และกั้นด้วยไม้เป็นซี่ตามยาว ตู้รถรางในบางกอกโดยทั่วไป มีที่นั่งขนานตามทางยาวกับตัวตู้สำหรับ 26 ที่นั่ง มีที่ว่างตรงกลางให้ผู้โดยสารยืนได้ 34 คน ช่วงสองตอนข้างหน้าจะกันไว้เป็นที่นั่งผู้โดยสารชั้นหนึ่ง

ปลายปี ค.ศ. 1950 รถตู้แบบเครื่องยนต์เดี่ยวได้รับการประกอบตัวถังใหม่ โดยชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบถูกนำเข้ามาจากบริษัทโอลด์เบอรี่ เบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ รถตู้เหล่านี้ได้มีการติดหน้าต่างกระจกทั้งคัน ส่วนมากจะใช้ตู้โดยสารแบบบริลล์ 21 อี แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้แบบ Peckham cantilever สำหรับสีของตัวถังรถรุ่นใหม่นี้โดยทั่วไปจะมีสีเหลือง-แดง และมีแถบคาดสีขาว

ช่วงกลางปี ค.ศ. 1950 นี้เอง ภายหลังจากที่กิจการรถรางถูกโอนจากการไฟฟ้าบางกอก (Bangkok Electric Works) ไปอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้านครหลวง (The Metropolitan Electric Authority/ MEA) ผู้บริหารของการไฟฟ้านครหลวงได้แสดงความประสงค์ที่จะยกเลิกกิจการรถรางและให้มีรถเมล์วิ่งแทน อย่างไรก็ดี จนกระทั่งถึงช่วงปี ค.ศ. 1961-1962 รถรางทั้งหมดถูกแทนที่โดยบริษัทรถเมล์เอกชน จะเหลือก็เพียง 2 สายรอบกรุงเก่าเท่านั้น ซึ่งได้ดำเนินกิจการต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1968

หลังจากนั้นเหลือรถรางเฉพาะแบบตู้เดียวเพียง 16 ตู้ ปริมาณรถรางที่ให้บริการในจำนวนน้อยเช่นนี้ ประกอบกับความช้าของการขับเคลื่อนไม่ทันใจผู้ใช้บริการ เนื่องจากในสมัยนั้นเมืองไทยมีรถมอเตอร์ไซค์ใช้แล้ว เมื่อการจราจรหนาแน่นขึ้น และรถรางต้องวิ่งตัดผ่านถนนต่าง ๆ ทำให้ยิ่งเกิดความล่าช้า การตัดสินใจจะยกเลิกระบบรถรางจึงมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1968 โดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตามข้อเสนอของการไฟฟ้านครหลวง ที่ให้เหตุผลว่า รถรางทั้ง 2 สายที่เหลือนั้นประสบการขาดทุนโดยเฉลี่ยเดือนละ 7,000 บาท ทั้งที่มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์รถรางเอาไว้ 2 ตู้ แต่ก็ได้ขายรถทั้งหมดในราคาตู้ละ 8,000 บาท…”

นอกจากจะมีรถรางวิ่งในบางกอก (กรุงเทพฯ) แล้ว ยังมีรถรางวิ่งไปถึงปากน้ำ สมุทรปราการอีกด้วย แต่ก็ถูกยกเลิกไปเมื่อ ค.ศ. 1954 อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้านครหลวงก็เคยเปิดบริการรถรางที่ลพบุรีด้วย เมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1955 รวมระยะทาง 5.75 ก.ม. โดยใช้ตู้รถรางเก่าจากบางกอก โดยรถรางลพบุรีดำเนินกิจการอยู่เพียง 7 ปีก็ถูกยกเลิกเมื่อ ค.ศ. 1962

ทั้งนี้ มีความพยายามที่จะดำเนินกิจการรถรางไฟฟ้าในจังหวัดอื่นด้วย เช่น เชียงใหม่ โคราช และสงขลา แต่ก็ไม่ปรากฏผลสำเร็จ

จาก ค.ศ. 1968 เป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฏรถรางไฟฟ้าวิ่งในเมืองไทยอีกต่อไป รวมเวลา 75 ปี เป็นอันจบบทบาทระบบขนส่งมวลชนแรกสุดของไทย

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ณพล. (ธันวาคม, 2541). รถรางไฟฟ้าบางกอก. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 20 : ฉบับที่ 2.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กันยายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...