โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้ามภพมาเกิดเป็นคุณหนูใหญ่ผู้จืดจาง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 ต.ค. 2566 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2566 เวลา 10.45 น. • เม่ยเม่ย
คนนอก.. จางเย่วเล่อถูกปฏิบัติให้เป็นคนนอกของครอบครัว ของตระกูลจางมานับสิบปีตั้งแต่คราที่มารดาจากไปในวัยแปดหนาว และ..นางเองชื่นชอบการทำตัวจืดจาง

ข้อมูลเบื้องต้น

จางเย่วเล่อ ชินชา กับการถูกลบเลือนตัวตน

นางมิได้ปรารถนาจะมีตัวตนในหัวใจใครอีก

เพราะแม้จะมีตัวตน แต่นั่นก็ไม่เคยมากพอที่จะเป็นหนึ่งได้

นางเป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว นางเคยเฝ้าปรารถนาอยากมีตัวตนสำหรับใครสักคน อยากเป็นหนึ่ง ไม่อยากเป็นลำดับท้ายที่ไม่เคยมีตัวตน

แต่วันเวลาที่ผ่านมา สั่งสอนตัวนาง ไม่ควรเฝ้าฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งที่นางทำได้คือใช้ชีวิต เพื่อตนเอง อยู่เพื่อตนเอง

ไม่ผูกติดความโกรธ ความแค้น กับผู้ใด

ขอเพียงใครไม่ทำให้นางเดือดร้อนจนเกินไปนัก นางย่อมทนได้

ขอเพียงอย่าล้ำเส้นที่นางขีดไว้ ขอเพียงเท่านั้น

ปล.นางเอกไม่ใช่คนฉลาด ถึงแม้จะข้ามภพมาเกิดอีกครั้ง นางเอกเรื่องนี้ไม่ได้พกสกิลใดๆมา เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าคาดหวังความเก่งกาจ เพราะน้องไม่ได้แม่รี่ซู น้องมีผิดมีพลาด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชีวิต

พล็อตเรื่องท์อยากใช้นิยายเรื่องนี้เล่าสื่อถึงคนที่ปิดกั้นตัวเอง อยากให้เห็นถึงชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง อยากให้เห็นความเปลี่ยนแปลงการเปิดใจของน้

E-Book นิยายเรื่องนี้ค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNzU4NTA0MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2NDk0MCI7fQ

นิยายเรื่องนี้อัพลงจนจบ

หลังปล่อยEBOOK ไรท์จะทยอยติดเหรียญตอนก่อนหน้าที่ลงไปนะคะ

ส่วนตอนใหม่จะเปิดให้อ่านฟรี 24 ชม แล้วติดเหรียญ

****ไรท์อัพถึงบทสุดท้ายจนจบเรื่อง ขออนุญาตปรับราคาเหรียญเพิ่มขึ้นนะคะ

เพราะไรท์ปล่อยขายอีบุ๊ค จึงต้องให้ราคาทั้งสองที่เท่าๆกัน

บทนำ

คนนอก..

จางเย่วเล่อถูกปฏิบัติให้เป็นคนนอกของครอบครัว ของตระกูลจางมานับสิบปีตั้งแต่คราที่มารดาจากไปในวัยแปดหนาว ทิ้งให้นางอยู่ในการดูแลของท่านย่า

มารดาของนางคือฮูหยินเอกของหนึ่งในแม่ทัพของแคว้นต้าเว่ย เป็นภรรยาที่ตบแต่งอย่างถูกต้องของบิดาตั้งแต่ตระกูลจางยังไม่รุ่งเรือง ตั้งแต่บิดายังเป็นนายกองเล็กๆ คนหนึ่ง ภรรยาที่อยู่เคียงข้างบิดามาเสมอ

เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยน

เมื่อมียศฐานะ บรรดาศักดิ์ขึ้นมา หลายสิ่งหลายอย่างแปรผันไปจากเดิม บิดารับฮูหยินรองจากตระกูลฟางที่ได้ชื่อว่าเป็นสี่ตระกูลหลักที่มีอำนาจของแคว้นต้าเว่ย เพื่อช่วยให้ฐานะแม่ทัพของบิดามั่นคงและไม่สั่นไหวในราชสำนักเพราะมีตระกูลฟางหนุนหลัง

มารดาของนางยึดติดกับรักมากมายนัก ย่อมไม่อาจจะเข้าใจในเหตุผลและการตัดสินใจของบิดาผู้นั้น

มารดาไม่เคยยินยอมใจให้บิดารับภรรยารอง

แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้

แม้นว่ามารดาของจางเย่วเล่อจะอยู่ในตำแหน่งฮูหยินเอกอยู่เช่นเดิม แต่ความยึดมั่นในใจถึงความรักของบิดาเสื่อมถอยไปทุกวันเมื่อได้ยินคำเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมจากผู้คนเข้าบ่อยครั้ง

เหลือเพียงความยึดมั่นในรักของตนเองเท่านั้น

จากความอ่อนหวานที่เคยยึดเหนี่ยวใจบิดามาตลอด เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหร้ายขึ้นทุกวัน กราดเกรี้ยวใส่บิดาในยามที่บิดาค้างเรือนของฮูหยินรองผู้นั้น นานวันไปจากที่บิดามักค้างเรือนมารดามากกว่า ได้เปลี่ยนไปค้างอีกเรือนหนึ่งแทน

หากมิใช่จางเย่วเล่อยังคงมีความทรงจำจากอีกภพที่แล้วติดมา นางคงจะเห็นใจมารดามากกว่านี้อีก และโกรธเกลียดฮูหยินรองผู้แย่งชิงบิดาไปจากมารดานางยิ่ง จนอาจจะสูญเสียตัวตนไปเฉกเช่นมารดาอีกคน

นางคงจะชิงชังบิดาที่ทำให้มารดาเสียใจมากกว่าที่เป็น

เพียงแต่นางมิได้มีสติปัญญาเฉกเช่นทารกนับตั้งแต่วันลืมตาดูโลก และชาติก่อนที่นางจะตาย

นางก็คือจางเย่วเล่อ

ใช่แล้วนางข้ามภพมาเกิดใหม่อีกครั้ง แม้จะมีชื่อแซ่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือยุคสมัย นางมาจากยุคสมัยใหม่ ต้องมาใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกคราแรกก็ปวดใจแล้ว

แต่ยิ่งใช้ชีวิตไปนานวันเข้า ยิ่งได้มองเห็นคนที่ได้ชื่อว่าครอบครัวทำตน ยิ่งปวดใจยิ่งกว่า ไม่รู้ว่าชีวิตก่อนนางทำบาปกรรมอะไรจึงได้เกิดมาในครอบครัวที่ไร้ซึ่งความสงบ

ครั้งนี้ได้ชีวิตนี้มองในมุมอีกมุมตั้งแต่แรกเกิด

มุมนี้ก็ไม่แย่สักเท่าใด ได้เห็นมองความเป็นจริง

แม้มารดาจะเสียชีวิตในยามที่นางแปดหนาว นางยังคงใช้ชีวิตต่อไป มีเพียงความเสียใจที่ตกตะกอนในใจ ไม่ใช่ว่านางไม่พยายามช่วยมารดาในชาตินี้ แต่มารดายึดติดกับบิดามากจนเกินกว่าคนปกติ

ไม่สนใจวิธีการ เพียงแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากบิดา

ถึงกับวางยาให้นางป่วยไข้ เพื่อเรียกบิดามาหาก็สามารถกระทำต่อนางได้

กระทั่งวางยาตนเองมารดายังกล้าทำ ผู้ที่ลงมือกับตัวเองยังโหดเหี้ยม

ไม่เรียกว่าโง่งมในรัก ก็คงจะรักมากจนเลอะเลือนเสียสติ แม้จะต้องตายก็ขอให้เขาจดจำนางไว้ อย่าได้ลืมเลือน

ภายในใจของจางเย่วเล่อ ในยามมารดาเสียชีวิต ชีวิตของนางปลอดภัยขึ้นเพราะไม่มีผู้ใดแอบวางยาได้นางอีกแล้ว สิ่งที่ขาดไปคือที่พึ่งทางใจ แม้มารดาจะทำร้ายนางแต่ก็มอบความรักให้นางบ้าง ความรักที่นางเคยโหยหามาตลอดในชาติภพก่อน ชีวิตที่เป็นเพียงเด็กกำพร้า

ตัวของนางเองก็โง่งมไปเช่นกัน แม้จะมีสติปัญญามากกว่าวัย แม้จะยับยั้งใจไว้แล้วว่าไม่ควรรู้สึกผูกพันใจมาก แต่ก็ไม่อาจจะต้านทานความรักที่เฝ้าโหยหาได้

ความรักที่เหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่มารดามอบให้

เพียงหยดเดียวแต่กลับหวานล้ำไปทั้งดวงใจ

พรากเอาสติและจิตนึกคิดนางไป จนมอบใจวางไปทั้งดวง

มอบให้ด้วยความเต็มใจ …

เมื่อมารดาเลือกหนทางความตายให้ตนเอง ชีวิตของเด็กวัยเพียงแปดหนาวจะเคว้งคว้างเพียงใด ไม่มีผู้ใดเข้าใจมันดีไปกว่าตัวของนางเอง

คำถามที่เก็บไว้ในใจ นางอยากถามมารดานัก

“แล้วข้าเล่าท่านแม่”

ท่านแม่รักท่านพ่อจนอยากให้เขาจดจำท่านไปชั่วชีวิต

แล้วข้าเล่า เหตุใดจึงเลือกทอดทิ้งข้า…

“ข้าก็ปรารถนาความรักจากท่าน”

จากวันนั้น…

ชีวิตของจางเย่วเล่อถูกกันไว้อยู่ภายนอกของคำว่าครอบครัว ความเสียใจใดที่เคยมีย่อมผ่านพัดเลือนไป นานตราบเวลาที่ยังคงผ่านเลยไป ความยึดติดใดย่อมค่อยเลือนหายไปตามกาลเวลา

จางเย่วเล่อใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลจางอยู่ในความดูแลของท่านย่า แทนฮูหยินรองที่ถูกยกให้เป็นฮูหยินเอกในคราต่อมา

ชีวิตในจวนแห่งนี้มิได้ลำบาก แต่ก็มิได้มีความสุขสำราญใจ นางใช้ชีวิตโดยการดูสีหน้าของท่านย่า

แม้ผู้เป็นย่าจะได้ชื่อว่าดูแล แต่ทั้งหมดที่นางได้มิได้มากไปกว่าผู้เป็นฮูหยินใหญ่ของตระกูลในยามนี้ ที่มีทั้งกำลังทรัพย์และอำนาจตระกูลเดิมหนุนหลัง

ท่านย่าของนางไม่กล้าที่จะทำสิ่งใดออกนอกหน้า หรือให้ขัดใจสะใภ้ตน จะเชิญอาจารย์มาสั่งสอนวิชาของสตรี ยังมิอาจจะเลือกอาจารย์ที่ดีที่สุด ต้องให้เป็นรองอีกฝ่ายเสมอเพื่อเห็นแก่หน้าตาอีกฝ่าย

ท่านย่าที่ต้องมองสีหน้าลูกสะใภ้ก่อนถึงจะกล้าทำสิ่งใด จะไปคาดหวังให้ปกป้องนางได้อย่างไรกัน

แม้แต่ถึงคราท่านย่าป่วยไข้ จนถึงวาระสุดท้าย ก็มีนางที่อยู่เคียงข้างดูแล

แต่คนที่ท่านย่าเฝ้ารอคอยคือ บุตรชาย และหลานชายที่เกิดจากจางฮูหยินคนปัจจุบัน

เอ่ยสั่งเสียฝากฝังตระกูล ไม่เอ่ยถึงหลานสาวเช่นนางสักครึ่งคำ นางที่ดูแลคนสูงอายุที่อารมณ์ขึ้นลงทุกวัน

นางได้แต่แอบกลอกตาอย่างจนใจ แม้จะเคยได้ยินมาในชาติภพก่อนว่าลักษณะนิสัยของคนยุคโบราณว่าชื่นชอบหลายชายมากกว่าหลานสาว แต่นางไม่คิดว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้

แต่ก็เอาเถอะ นางได้รับบทเรียนมาตั้งแต่ท่านแม่ทอดทิ้งนาง เมื่อพบเจอท่านย่าจึงมิได้มอบใจให้ทั้งดวง จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดกับการจากไปของอีกฝ่ายมากนัก

นางผู้ซึ่งแต่เดิมก็ร่างกายไม่แข็งแรง เพราะมารดาใช้สมุนไพรกับร่างกายเด็กมากเกินไป ทำให้ป่วยไข้บ่อยครั้ง ร่างกายไม่แข็งแรงเช่นผู้อื่น

ผู้คนภายนอกจวนรับรู้แค่ว่าคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพป่วยตั้งแต่วัยเด็ก จนไม่สามารถออกงานเลี้ยงใด หรือออกนอกจวนได้

จางเย่วเล่อ ชาชิน กับการถูกลบเลือนตัวตน

นางมิได้ปรารถนาจะมีตัวตนในหัวใจใครอีก

เพราะแม้จะมีตัวตน แต่นั่นก็ไม่เคยมากพอที่จะเป็นหนึ่งได้

นางเป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว นางเคยเฝ้าปรารถนาอยากมีตัวตนสำหรับใครสักคน อยากเป็นหนึ่ง ไม่อยากเป็นลำดับท้ายที่ไม่เคยมีตัวตน

แต่วันเวลาที่ผ่านมา สั่งสอนตัวนาง ไม่ควรเฝ้าฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งที่นางทำได้คือใช้ชีวิต เพื่อตนเอง อยู่เพื่อตนเอง

ไม่ผูกติดความโกรธ ความแค้น กับผู้ใด

ขอเพียงใครไม่ทำให้นางเดือดร้อนจนเกินไปนัก นางย่อมทนได้

ขอเพียงอย่าล้ำเส้นที่นางขีดไว้ ขอเพียงเท่านั้น

คุณหนูใหญ่

“แม่นัดช่างมาตัดอาภรณ์ยามอุ้ย เจ้าอยากได้แบบใดให้บอกแก่พวกเขา” เสียงมารดาเอ่ยแก่บุตรสาวอย่างใส่ใจ

“ท่านแม่ พี่หญิงใหญ่นางจะเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยหรือไม่เจ้าคะ” เสียงเล็กของจางซืออ้ายคุณหนูรองเอ่ยถามมารดาของตนเองอย่างสงสัย เนื่องด้วยงานเลี้ยงครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าที่ชนะศึกที่หัวเมืองทางเหนือ ซึ่งผู้นำทัพก็เป็นบิดาของนางเอง

“นางคงป่วย ไม่อาจจะเข้าร่วมงานเลี้ยง”

“จะไม่มีปัญหาหรือเจ้าคะท่านแม่ ทางท่านพ่อเล่า ท่านพ่อคงอยากให้นางเข้าร่วม” จางซืออ้ายยังถามต่อ นางเองก็มิปรารถนาที่จะให้ผู้เป็นพี่สาวออกไปพบเจอผู้คนมากนัก ระหว่างพวกนางมิมีความใกล้ชิดสนิทสนมเฉกเช่นผู้เป็นพี่น้อง จางเย่วเล่อแม้จะป่วยจนใบหน้าอาจจะซีดเซียวไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ลดทอนความงามลงได้

จางซืออ้ายเองก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายดึงดูดความสนใจจากผู้คนไป แม้อีกฝ่ายจะเป็นพี่สาวของนางเองก็ตามที

“เชื่อแม่สิ จะไม่มีปัญหาใดตามมาหรอก แต่ไหนแต่ไรท่านพ่อเจ้าก็มิได้สนิทสนมกับนางนัก แล้วพี่สาวเจ้านางไม่ออกงานเลี้ยงมากี่งาน แม้งานเลี้ยงนี้จะจัดขึ้นมาในวังหลวง แต่เรื่องที่นางป่วยไข้คือเรื่องจริง ปัญหาย่อมไม่เกิดกับตระกูลจางหรอก”

ผู้คนในเรือนมิได้รู้ตัวเลยว่าถ้อยคำที่พวกเขาเอื้อนเอ่ยนั้นหญิงสาวผู้ที่ถูกกล่าวถึงล้วนได้ยินมันทั้งสิ้น

“หึ” ใบหน้างาม ไม่มีร่องรอยของความเสียใจหรือน้อยใจแม้เพียงนิด มีเพียงมุมปากที่แค่นยิ้มออกมาราวกับเยาะหยันทุกสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ปัญหาจะไม่เกิดกับพวกเขาตามที่จางฮูหยินพูด

แน่สิจะไม่เกิดกับตระกูลจาง แต่อาจจะเกิดกับนางต่างหากเล่า

จางเย่วเล่อคือตัวนาง ผู้เป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจาง ผู้ซึ่งทำตัวจืดจางให้สมกับที่คนในตระกูลมอบให้ แม้ว่า ครานี้อยากจะจืดจางอีกครา

แต่ก็ไม่อาจจะทำตามที่พวกนางต้องการได้แล้วกระมัง ตัวนางเองก็มีจุดประสงค์เล็ก ๆ ที่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ จึงมิอาจปล่อยให้ผ่านไปโดยใช้อาการป่วยมาเป็นเหตุผลเฉกเช่นทุกครั้ง

ชื่อเสียงของนางที่ผ่านมามักจะไม่มีเรื่องใดที่ส่งผลตามมาร้ายแรง มีเพียงอาการป่วยที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเรียนของสตรีที่ควรร่ำเรียนให้เชี่ยวชาญกลับไม่อาจจะทำได้มากพอ

แต่นางจะไม่แบกรับข้อหาไม่กตัญญูแก่บุพการีที่อาจจะตามมาในภายหลัง หากนางไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงสำคัญของครอบครัว แม้ว่าจะคาดเดาไปในทางแง่ร้ายไว้ก่อนก็เพื่อปกป้องตัวเอง

จางเย่วเล่อ นางป่วย แต่ป่วยไม่ถึงกับขนาดที่จะไปไหนไม่ได้ดังที่คนข้างนอกเข้าใจ

ไปงานเลี้ยงครั้งแรก ครานี้ถือโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตา ชมงิ้วเพิ่มความสำราญใจให้ตัวเองดีกว่า

จางเย่วเล่อเดินผ่านเรือนนั้นไปเพื่อไปพบบิดาที่เรือนหลัก บิดาที่แม้จะไม่ได้มีความสนิทสนมมากนัก

บิดาผู้นี้แม้จะห่างเหิน แต่นางก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของเขาคนนึง หากจะเข้าหาบิดาบ้างถึงจะมีจุดประสงค์ก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดนี่

นางยืนรออยู่หน้าห้องทำงานของบิดารอให้บ่าวรับใช้รายงานการมาขอพบของนาง รออยู่ไม่ถึงหนึ่งจิบชา บิดาก็อนุญาตให้นางเข้าพบได้

“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”

“มานั่งเถอะ ร่างกายเจ้ายังไม่หายดีนัก มีเรื่องใดถึงมาหาข้าที่เรือน” แม่ทัพจางมองบุตรสาวที่มีหน้าตาราวกับถอดแบบมาจากภรรยาเก่า ใบหน้านี้ทำให้เขาไม่อาจจะมองนานไปกว่านี้เพราะพาลนึกไปถึงมารดาของนาง

“ท่านพ่อ ข้าหายดีแล้ว งานเลี้ยงต้อนรับที่จะถึงนี้ ข้าเข้าร่วมได้หรือไม่เจ้าคะ” จางเย่วเล่อเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนเองออกไป ดวงตากลมไม่ละสายตาจากใบหน้าผู้เป็นพ่อที่มักจะฉายความเสียใจเมื่อมองใบหน้าของนางเสมอ

เย่วเล่อเฝ้ารอคำตอบของอีกฝ่าย

“หากร่างกายเจ้าไหว ข้าก็ไม่ห้าม”

“ข้าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เจ้าค่ะ”

“ตามใจเจ้า”

“ขอบคุณท่านพ่อ ข้าขอตัวกลับเรือนก่อนเจ้าค่ะ” จางเย่วเล่อไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยกับผู้เป็นบิดาอีก จึงขอตัวกลับเรือนตนเองไป

หากยังนั่งอยู่ต่อก็จะพาให้อึดอัดใจกันไปเสียเปล่า นางเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกับบิดาผู้นี้มานับตั้งแต่สูญเสียมารดา เพราะอยู่ในการดูแลของท่านย่ามานับแต่นั้น

หากนางนั่งอยู่ต่อ คงได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดที่เผลอแสดงออกมาจากใบหน้าบิดาที่ยามมองหน้านาง

นางยังเป็นเงาของมารดาที่คอยหลอกหลอนให้บิดารู้สึกผิดอยู่เสมอมา ยามได้กลับมายังจวน

เมื่อเรือนของจางฮูหยินรู้ข่าวว่าครั้งนี้จางเย่วเล่อจะเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย จางฮูหยินก็ไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจออกไป

ในฐานะมารดาเลี้ยงจึงได้สั่งให้ช่างตัดอาภรณ์เข้ามาเพื่อให้ลูกเลี้ยงได้เลือกผ้าเพื่อตัดเป็นชุดเพื่อสวมใส่ไปงานเลี้ยงที่จะถึง ทุกอย่างที่ควรทำล้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง

แต่ก็ทำให้คิ้วกระตุกขึ้นมา เมื่อฝั่งของเย่วเล่อแสดงออกมา

“คุณหนูใหญ่ให้ข้ามาแจ้งแก่ฮูหยินใหญ่ว่ามิต้องตามช่างมาตัดชุดให้ นางมีชุดที่จะสวมใส่อยู่แล้ว ไม่ทำให้ตระกูลจางขายหน้าแน่นอน คุณหนูใหญ่บอกว่าขอบคุณในน้ำใจของฮูหยินมากเจ้าค่ะ”

“อืม เจ้าไปเถอะ” จางฮูหยินไล่สาวใช้ประจำตัวของจางเย่วเล่อออกไป

“ฮูหยิน หากคุณหนูใหญ่ไปงานเลี้ยง หากองค์ชายองค์ใดต้องตานาง”

“ต้องตาแล้วอย่างไร พวกเขาล้วนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลักทั้งนั้น” จางฮูหยินมิได้ใส่ใจสักนิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นที่สาวใช้ในเรือนเอ่ยขึ้น

คุณหนูใหญ่ 2

เมื่อถึงวันงานเลี้ยง

จางเย่วเล่อมิได้แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สวยงามไปกว่าจางซืออ้าย แต่ก็มิได้ด้อยค่าตนเองลงเมื่อผู้คนมองมา

นางเลือกแต่งด้วยชุดสีฟ้าอ่อนออกไปทางหม่น ไม่ได้ดูสดใสสมวัยเท่ากับจางซืออ้าย ที่นางเลือกชุดนี้ก็เพื่อให้ไม่เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้คนในงานเลี้ยง ใบหน้ายังคงรักษาความซีดเซียวไว้เฉกเช่นเดิม เพียงแต้มชาดลงบนริมฝีปากเพียงนิด

แม้นางจะมาก่อนเวลาที่นัดหมาย แต่ทุกคนในครอบครัวยามนี้ล้วนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเดินไปถึงบริเวณจุดนัดพบรวมตัว จางเย่วเล่อแม้จะมาไม่สาย แต่นางยังคงรักษามารยาทเอ่ยขออภัยแก่การรอนาง

“เย่วเล่อคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ ขออภัยที่ทำให้ทุกคนต้องรอข้าเจ้าค่ะ” ร่างบอบบางย่อกายคารวะบุคคลสำคัญในตระกูลจางซึ่งคือบิดาและมารดาเลี้ยงของนาง

“มาพร้อมกันแล้วก็ออกเดินทางกันได้แล้ว” บิดาพยักหน้ารับ ไม่ได้ติดใจเพราะบุตรสาวคนโตไม่ได้ทำให้เสียเวลา พวกเขาเพียงมาก่อนเวลาเอง

มารดาเลี้ยงมองสำรวจการแต่งกายของนางอย่างถี่ถ้วน สายตาแหลมคมเมื่อสำรวจจนพอใจจึงละสายตาออกไป

จางเย่วเล่อได้นั่งรถม้ามากับจางซืออ้ายน้องสาวที่แต่งกายงดงามเพื่องานเลี้ยงในคืนนี้ ส่วนบิดาผู้เป็นแม่ทัพขี่ม้าไปนำรำม้าตามนิสัยที่ไม่ชอบนั่งอุดอู้อยู่ในที่แคบ มารดาเลี้ยงนั่งไปกับน้องชายของนาง

ภายในรถม้า

จางเย่วเล่อนั่งจมอยู่กับความคิดของตนเอง ไม่ได้เอ่ยสนทนากับผู้เป็นน้องสาวแต่อย่างใด ด้วยเพราะไม่ได้สนิทสนมกันและนางก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากสนิทสนม ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ปล่อยเวลาผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้ และอีกฝ่ายเองก็คงจะคิดไม่ต่างกับนาง

นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับจางเย่วเล่อ

แต่เหมือนว่าความเงียบที่จางเย่วเล่อชื่นชอบจะอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อน้องสาวของนางเลือกเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“พี่หญิงใหญ่ ท่านพึ่งจะเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงครั้งแรกจะทำสิ่งใดล้วนต้องคิดต้องไตร่ตรองให้ดีนะเจ้าคะ งานเลี้ยงครั้งนี้เต็มไปด้วยราชวงศ์และคนจากตระกูลใหญ่” จางซืออ้ายอดที่จะเอ่ยออกไปไม่ได้ งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญกับนางไม่อาจจะให้ผู้เป็นพี่สาวทำเรื่องผิดพลาดเพียงเพราะไม่เคยเข้าร่วมได้

จางเย่วเล่อมองคนตรงหน้านางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยเสียงเรียบ

ครอบครัวสุขสันต์

“อย่าได้กังวล พี่หญิงใหญ่ไม่ทำให้เจ้าขายหน้า” ใบหน้าจางเย่วเล่อไม่ได้แสดงอารมณ์ไม่พอใจใดออกไป มีเพียงแววตาที่ไม่เรียบเรื่อยเช่นเดิม

คำพูดที่จางเย่วเล่อเอ่ยออกมา หากจะแปลให้ตรงตัวคือเจ้าอย่ามาใส่ใจเรื่องจะของข้า ใส่ใจเรื่องของตนเองไปเถอะ อย่าได้มาวุ่นวายกับข้า

“พี่หญิงใหญ่ว่าเช่นนั้นข้าก็เบาใจ” จางซืออ้ายเข้าใจในความหมายของพี่สาว ใบหน้าหวานเผยความรู้สึกอย่างคนโดนขัดใจ อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่อีกฝ่ายแสดงออกมาชัดเจนว่าไม่ต้องการพูดคุยอีก นางจึงได้นิ่งเงียบไป

ทางด้านของจางเย่วเล่อไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะกล่าวสิ่งใดต่อ นางนั่งอยู่กับตนเองและคิดไปถึงงานเลี้ยงที่กำลังจะไป

เมื่อรถม้าจอดบริเวณที่ต้องเข้างานเลี้ยง

เรียกได้ว่าเวลาของม่านการแสดงกำลังจะเปิด เริ่มต้นขึ้นในงานเลี้ยง

จางเย่วเล่อก้าวลงจากรถม้าไปก่อน โดยมีสาวใช้ประจำตัวของตนเองรอรับอยู่ นางยืนมือให้สาวใช้ประคองลงจากรถม้าอย่างสวยงาม

ผู้คนโดยรอบที่กำลังจะเข้างานเลี้ยงล้วนให้ความสนใจ ตั้งแต่รถม้าประจำตระกูลจางจอดลงที่หน้าพระราชวัง

เมื่อผู้ที่ลงจากรถม้าเป็นท่านแม่ทัพที่พึ่งสร้างชื่อเสียงเพราะชนะการรบกับจางฮูหยินและเด็กชายลงมา

ตามมาติดๆ เป็นคุณหนูที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แม้ผิวพรรณจะดูซีดเซียว แต่ใบหน้าก็ฉายความงามออกมา

“นั่นคุณหนูใหญ่ตระกูลจางหรือ”

“คุณหนูใหญ่ตระกูลจางไม่ใช่ว่าล้มป่วยหรอกหรือ”

“ล้มป่วยอันใดกัน นางอาจจะแค่เพียงร่างกายอ่อนแอ นางจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับสำคัญได้อย่างไร”

เสียงรอบๆ ดังขึ้นพอให้คนที่ถูกเอ่ยถึงพอจะได้ยิน จางเย่วเล่อมีรอยยิ้มบนใบหน้าแตะแต้มเล็กน้อย

เมื่อถึงคราวจางซืออ้ายลงจากรถม้าลง ทำให้เสียงที่ก่อนหน้านี้เอ่ยถึงจางเย่วเล่อเงียบลง ผู้คนให้ความสนใจกับคุณหนูผู้งดงามที่แต่งกายมาอย่างอ่อนหวานสวยงาม ชวนให้ทะนุถนอม

จางซืออ้าย ยิ้มอ่อนหวาน ก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า มือบอบบางที่ให้สาวใช้คอยประคองล้วนแสดงท่าทีงดงาม ยามก้าวเดินเชื่องช้าไม่เร่งรีบ ก่อนจะเดินมารวมกันที่คนในครอบครัวรออยู่

“ข้านึกว่าข้าต้องรอพี่หญิงรองไปจนงานเลี้ยงใกล้เลิก ถึงจะได้เข้าไปในงานเสียอีก” เป็นเสียงจากจางห่าวซวนเด็กชายผู้เป็นทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลจางเอ่ยออกมาไม่ดังนัก ก่อนจะได้รับสายตาดุจากมารดาของตน และแววตาไม่ชอบใจเล็กน้อยจากพี่สาว แต่เด็กชายไม่ทุกข์ร้อนไม่สนใจ

จางเย่วเล่อยิ้มมุมปากน้อยๆ อย่างสนุก น้องชายผู้นี้ยังคงน่าสนใจเสมอ น้องชายที่มักเอ่ยขัดใจพี่สาวของเขา จางห่าวซวนเป็นเด็กที่มีสติปัญญาฉลาด รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร

สำหรับจางเย่วเล่อน้องชายคนนี้ นิสัยดีกว่าน้องสาวมากนัก แต่นางก็มิได้เข้าไปทำตัวเป็นพี่สาวที่แสนดีของอีกฝ่าย แม้เขาจะน่าสนใจ แต่นางไม่ชอบการเป็นรองใคร

นางมิใช่พี่สาวที่มีสายเลือดใกล้ชิดที่สุดของเขา อย่างไรนางก็พ่ายแพ้จางซืออ้าย นางมิคิดเข้าไปแข่งขัน

เมื่อม่านการแสดงถูกเปิดออก

ทุกคนล้วนแต่สวมใส่หน้ากากที่ต้องการให้ผู้คนภายนอกเห็น

แต่ต้องดูกันว่าผู้ใดจะเข้าถึงบทบาทและหลอกตาผู้ชมได้กว่ากัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...