โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว)โจวเฟิ่งเจี๋ย ทะลุมิติมาเลี้ยงคุณชายน้อยท้ายจวน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 เม.ย. 2567 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2567 เวลา 02.47 น. • Katerose__
โจว เฟิ่งเจี๋ยหลุดเข้าร่างสาวใช้คนหนึ่งในจวนแม่ทัพ นางต้องเลี้ยงคุณชายที่ถูกทิ้งอยู่ท้ายจวนคนเดียว ก่อนอื่นต้องหาโสมให้เจอสักหัว ว่าแต่ต้นโสมมันเป็นต้นยังไงวะเนี่ย

ข้อมูลเบื้องต้น

โจวเฟิ่งเจี๋ย หลุดเข้ามายังโลกใบหนึ่งหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว เข้ามาอยู่ในจวนท่านแม่ทัพของแคว้นฝู รับหน้าที่ดูแลคุณชายรองที่ถูกทิ้งให้อยู่ท้ายจวน นางไม่มีมิติ ไม่มีพลัง แม้แต่ดวงตัวเอกยังไม่มี ต้องใช้ความรู้ที่สั่งสมมาจากโลกก่อนทั้งหมด

เฟิ่งเจี๋ยตั้งใจว่านางจะทำให้อี้หานน้อยเติบโตขึ้นด้วยความรู้และความสุขก่อนเด็กน้อยจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วังวนของนิยาย ทั้งยังต้องรักษาชีวิตของนางและคุณชายเอาไว้จากคนผู้หนึ่ง คราแรกคิดว่าตนเองเป็นตัวเอกอย่างไรเสียก็คงไม่มีวันตกตาย

อนิจจานางมิใช่คนแรกที่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ คนแรกที่เข้ามาตกตายไปแล้วเพราะถูกยาพิษของคนผู้นั้น หนทางแห่งวิถีสโลไลฟ์ในฝันจะเป็นอย่างไรกันหนอ แล้วบุรุษผู้นี้จะหยุดพาคุณชายวิ่งเล่นเมื่อใดอาหารที่ข้าทำจะเย็นหมดแล้ว

เกิดใหม่

ความมืดมิดตลอดค่ำคืนอันหนาวเหน็บเพียงไม่นานก็ผ่านพ้นไป เหลือไว้แต่กลิ่นอายความเย็นที่ยังคงลอยละล่องไปทั่วผืนดินในยามเช้าตรู่ของอีกวัน ผู้คนตื่นจากหลับฝัน ต่างออกไปทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็ง บ้างก็รู้สึกว่าเป็นวันที่สุข บ้างก็รู้สึกว่าเป็นวันที่ทุกข์สำหรับใครหลายๆ คน

ทางฟากฝั่งทิศตะวันออกของผืนแผ่นดิน อันเป็นที่ตั้งรกรากของแคว้นฝู ปกครองโดยองค์จักรพรรดิรูปงาม เป็นเทพเทวดาผู้ให้พรแก่ปวงชน ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมนามว่า ฝูฮุ่ยหลิง และฮองเฮาพระนามว่า หลิวเฟยหนีว์ พร้อมด้วยบรรดาสนมอีกนับร้อยในวังหลัง

แคว้นฝูขึ้นชื่อได้ด้านการศึก มีแม่ทัพใหญ่ที่เก่งกาจปกป้องชายแดนทั้งสามทิศไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกรานนับตั้งแต่สงครามสามทิศเมื่อสิบปีมาแล้ว

ด้านการส่งออกนั้นส่งออกเกลือเป็นหลัก โดยมีอาณาเขตการผลิตเกลือเพียงแค่หนึ่งส่วนของแคว้นเท่านั้นหากแต่สามารถสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำเข้า
ราชสำนักแต่นานมา ผู้เป็นใหญ่ปกครองชาวเมืองอย่างเป็นธรรม ไม่ลุ่มหลงในสตรีฉุดดึงลูกชาวบ้านที่ถูกตาเข้าไปบำเรอในวังหลวงเหมือนอย่างสามแคว้นที่ได้ยินเรื่องราวมา ชาวเมืองน้อยใหญ่อยู่ดีมีสุขกันมากโข

แต่กระนั้นสองตาก็ไม่อาจมองได้ทั่วฟ้า บางพื้นที่ไม่อาจหลบหลีกความอดอยากได้เพราะเจ้าเมืองคดโกง ครั้นจะส่งสารขอความช่วยเหลือไปที่เมืองหลวงก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกคนชั่วได้ พื้นที่ห่างไกลจึงยังคงลำบากลำบนกันอยู่ประปราย

จนเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เกิดภัยพิบัติเสียหลายอย่าง ทั้งน้ำป่าไหลหลาก ถล่มนาข้าวพืชผักชาวบ้านแหลกเป็นจุณ พายุหิมะถล่มบ้านเรือนและผู้คนบริสุทธิ์ต้องตกตายกันไปเสียหลายพันคน กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของแคว้นฝูให้รอบข้างหัวเราะเยาะไปเสียแล้ว ผู้คนจึงอดอยากมากขึ้น ยิ่งพื้นที่ห่างไกลแล้วเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดบางบ้านถึงกับต้องนำลูกมาขายอย่างน่าอดสู

ป่าไม้เขียวชอุ่มเรียงรายตามสองข้างทาง เสียงนกแมลงร้องประสานเสียงกันดังระงมไปทั่วทั้งป่าตลอดทาง เสียงเหยียบย่ำเป็นจังหวะของม้าแก่สองตัวที่กำลังวิ่งตรงไปตามที่ผู้บังคับต้องการ หนทางข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าผู้อยู่ข้างในรถม้าจะต้องเจอกับดีร้ายนรกสวรรค์อย่างไรก็ไม่อาจหันหลังกลับได้แล้ว ไม่ใช่เพราะว่าสายเกินไปจะตัดสิน แต่ไม่มีสิทธิตัดสินใจเลยต่างหาก

รถม้าซอมซ่อมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยอยู่ถึงหกนาง ทุกคนล้วนแต่ถูกขายเป็นทาสจากพื้นที่ห่างไกลเพื่อจุดหมายเดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือเมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวอ้วนท้วนที่นั่งอยู่ข้างหน้าสุดฝั่งขวา ใบหน้าที่มีผ้าเก่าๆ คลุมไว้มิดชิดไม่อาจเห็นได้ว่าคนผู้นี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร

รู้เพียงว่าเป็นเด็กอ้วนอัปลักษณ์ตามที่บิดาบอกกับพ่อค้าทาสเอาไว้ พวกนางล้วนได้ยินเต็มสองหูรีบขยับถอยห่างออกมา เว้นที่นั่งว่างด้านหน้าให้แก่นางแล้วขยับไปเบียดกันเหมือนกลัวความอ้วนจะลามไปติดร่างกายดั่งโรคร้าย ไม่แปลกดั่งที่คิดเอาไว้ ผู้ใดกันจะชมชอบหญิงอัปลักษณ์ แค่ได้ยินก็พร้อมถอยห่าง เป็นสิ่งอัปมงคลตามที่คนในสมัยนี้เข้าใจกัน

โจวเฟิ่งเจี๋ย ก้มหน้ามองมือหยาบกร้านนิ่งๆ ไม่เอ่ยอันใดออกมา ตั้งแต่ถูกผู้เป็นบิดาขายให้กับพ่อค้าทาสที่ผ่านทางมาอย่างไม่ต้องใช้เวลาคิดเหมือนขายไก่ขายปลาเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น เบื้องลึกเบื้องหลังก่อนหน้านั้นเธอไม่อาจรู้ได้

เพราะเธอพึ่งจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็โดนจับขึ้นรถม้ามาเลย แม้กระทั่งมองหน้าผู้เป็นบิดามารดาและน้องชายอีกสองคนก็ยังไม่มีโอกาส รับรู้จากสาวๆ บนรถม้าที่พูดคุยกันเพียงเท่านั้นว่าบุตรชายทั้งสองคนหล่อเหล่าดั่งเซียน น่าแปลกที่แม่นางผู้นี้กลับอัปลักษณ์อ้วนฉุได้ผู้ใด

ตัวเธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน

แม้กระทั่งชื่อเจ้าของร่างนี้เธอก็ยังไม่รู้

เฟิ่งเจี๋ยก้มมองไปจนถึงร่างกายส่วนล่างของตนผ่านสายตา คำว่าอ้วนฉุในโลกนี้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ บิวตี้สแตนดาร์ดหนักกว่าโลกที่ตนจากมาเสียอีก ร่างนี้เพียงแค่อวบเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนทั้งบ้านผอมแห้งแต่ร่างนี้ถึงหุ่นแบบนี้ได้

หรือว่าจะเครียดหรือป่วยจนบวมนะ หัวกลมๆ คิดพลางสำรวจร่างกายมากขึ้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นถุงผ้าที่ถูกโยนเข้ามาพร้อมกับเธอ ในนั้นมีเสื้อเก่าๆ ที่ผ่านการปะชุนมานับไม่ถ้วนอยู่หนึ่งชุด พร้อมปิ่นไม้ธรรมดาอีกหนึ่งอัน

กว่าหนึ่งเดือนที่รอนแรมอยู่แต่ในป่าเขา การเดินทางที่ค่อนข้างยากลำบาก หลับนอนบนพื้นดินปูผ้าบางๆ ผ้าห่มผืนบางๆ แผ่นแป้งแข็งๆ เพียงสองชิ้นเล็กๆ ต่อวันเท่านั้น กว่าจะเข้าใกล้เมืองหลวงนับว่าเธอแทบจะไมเกรนกินหัวเพราะความเครียด แทบทั้งวันยังไม่ค่อยได้คุยกับผู้ใดเลย ไม่ต่างกับแกะดำอวบๆ เลยสักนิด

ถนนหนทางจากป่าเขาก็ขรุขระเสียยิ่งกระไร ทั้งหลุมทั้งบ่อ รถม้าก็วิ่งเร็ว คุณนายเฟิ่งที่ไม่เคยนั่งรถม้าหรือเรือก็ได้รู้ซึ้งการเมารถเมาเรือก็วันนี้ อากาศไม่ถ่ายเทไม่พอ คนสมัยนี้ยังไม่ค่อยอาบน้ำอีก ฮือ อยากร้องไห้จริงๆ

หญิงสาวหลับตานิ่งๆ เพื่อไม่ให้ตนเองหลุดร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อยู่กับยายมาตั้งแต่เกิด พ่อเป็นคนจีน ส่วนแม่เป็นคนไทย และทั้งสองเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่เธอเกิดได้ไม่ถึงสองปี จึงมีเพียงยายที่คอยเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 26 ปี เป็นเด็กจังหวัดสกลนครที่ทำไร่ทำนา เลี้ยงวัว ทำอาหาร ทำงานบ้าน ทำงานพิเศษส่งตัวเองเรียน

และสุดท้ายก็เรียนจนจบครูปฐมวัยก่อนจะกลับมาที่บ้านเพื่อรอรับปริญญา จริงๆ ความฝันของเธอคือการใช้ชีวิตอยู่บ้านไปวันๆ โดยไม่ต้องทำงาน อ่านหนังสือเล่นกับแมวจนแก่ตายไปคนเดียว

แต่ยังไม่ทันจะได้เลือกเดินสักเส้นทาง ในช่วงหน้าฝนฤดูทำนานั้น เธอออกไปดำนาช่วยคุณป้าที่ดูแลยายอยู่ตามปกติ ทั้งเงินอาหารจะเป็นป้าที่ดูแลและช่วยเหลือตลอดมา เธอและยายจึงมาทำนาช่วย ในเวลาประมาณสี่โมงเย็นฟ้าก็เริ่มร้อง ฝนตกปรอยๆ ลงมา ทั้งหมดเดินไปยังใต้ต้นไม้เพื่อหยุดงานเอาไว้ก่อน

ใครจะคิดว่าวันนั้นเป็นวันที่ 16 พอดี อยู่ๆ ก็มีสายเข้า ด้วยความหลงลืมเฟิ่งเจี๋ยรีบหยิบขึ้นมากดรับทันที

“อีเฟิ่ง หวยออกแล้ว” เสียงจากปลายสายอันคุ้นเคยดังขึ้นมา เป็นปอยเพื่อนของเธอเอง ทั้งยังเสียงร้องวี้ดว้ายด้วยความดีใจดังอยู่ตลอดจนเธอต้องเอามือถือห่างจากหูมากขึ้น

“ยังไม่ดูเลย ดำนาอยู่ ออกตัวไหน”

“เลขโง่ของมึงไง 987654 อีเฟิ่ง มึงรวยแล้ว”

“กรี๊ดจริงเหรอ ยาย เฟิ่งถูกรางวัลที่หนึ่ง”

// เปรี้ยง ! //

จบแล้ว ชีวิตคุณนายเฟิ่ง ห่ามันหนิ

เจ้าดูแลคุณชายน้อยก็แล้วกัน

“เก็บข้าวของ อีกไม่ถึงหนึ่งเค่อจะถึงจวนท่านแม่ทัพแล้ว” เสียงเข้มดึงสติคนที่กำลังนั่งรำลึกความหลังให้ตื่นขึ้น ตื่นขึ้นมาเผชิญกับโลกปัจจุบัน โลกที่ไม่รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน กำลังจะไปไหน ตอนนี้ที่ไหน ราชวงศ์อะไร ปีพุทธศักราชที่เท่าไหร่ หรือโลกไหนกันแน่

“เจ้าค่ะ” เหล่าหญิงสาวภายในรถม้าซอมซ่อเร่งรีบตรวจสอบข้าวของอันน้อยนิดของตนเองให้พร้อมสำหรับการไปอยู่ในจวนที่จะเป็นชีวิตใหม่ให้แก่พวกนาง จะดีหรือไม่ดีล้วนตามใจผู้เป็นนายจะมอบให้ทาสผู้ต่ำต้อย นี่คือความจริงอันโหดร้าย

หัวใจของเฟิ่งเจี๋ยสั่นรัวด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้เหมือนนางกำลังผจญภัยอยู่ที่ไหนสักที่บนโลก หรืออาจจะเป็นเพียงโลกความฝัน โลกของนิยายก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เอาเถอะ อย่างไรเสียก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

ตอนนี้หัวกลมๆ คิดเรื่องที่ต้องทำหัวข้อใหญ่ๆ เอาไว้อยู่บ้างสำหรับชีวิตใหม่ในโลกใบนี้

หนึ่งคือต้องปรับตัวเรื่องการพูด นางต้องฝึกคิดเป็นภาษาโบราณเพื่อให้เกิดความเคยชิน คนที่นี่พูดภาษาจีนโบราณกันซึ่งนางมีทักษะอยู่มากพอสมควรแต่ไม่เคยต้องใช้เป็นภาษาหลักเช่นนี้ อาจจะรวมกับความเคยชินของเจ้าของร่างด้วยกระมังจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร

อย่างที่สองคือการลดน้ำหนักและดูแลตัวเองให้สวยสะพรั่งตามบิวตี้สแตนดาร์ดของโลกนี้ แม้ว่าเธอไม่ได้อยากผอมแต่ยามที่เห็นคนถอยหนีตีห่างมันก็อดรู้สึกไม่ดีไม่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหลบหลีกสายตาแบบนี้จากใครอีก มันน่ารำคาญ

อย่างที่สามคือการหารายได้เสริม ซึ่งรายได้หลักตอนนี้คือเป็นคนใช้ เป็นทาส เป็นบ่าวของจวน นางไม่รู้ว่าการไถ่ตัวเองออกนั้นต้องใช้เงินมากน้อยเท่าใด แต่นี่คือเป้าหมายที่นางต้องทำให้ได้

อย่างที่สี่คือการใช้ชีวิตหลังจากที่ไถ่ถอนตัวเองไปแล้ว นางต้องมีบ้านเล็กๆ สักหลัง ปลูกผักเข้าป่าหาของกิน มีงานที่ทำชิ้นเดียวอยู่ได้เป็นปี เช่นวาดภาพ หรือหาโสมเจอสักหัวเหมือนในนิยายหลายเรื่อง แค่นี้ก็สบายแล้วอีเฟิ่งเอ๋ย

และอย่างที่ห้าที่ขาดไม่ได้เลยคือ นางจะปิดหน้าปิดตาอยู่แบบนี้เวลาไปไหนมาไหน เพราะนางนั้น สวยมาก งานล่มเมือง สวยแซบ สวยไม่เผื่อใคร ดังนั้นเพื่อป้องกันตนเองจากพวกขุนนางหลายเมีย หรือกลายเป็นบ่าวอุ่นเตียงของพวกคนใหญ่คนโตไม่อาบน้ำ สาวใช้ข้างห้อง นางต้องรอดจากคนพวกนี้ให้จงได้

ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มาถึงจวนใหญ่โตมโหฬาร แม้ในเมืองหลวงจะมีแต่จวนขุนนางพ่อค้าร่ำรวยหากแต่เมื่อเทียบกับจวนตรงหน้าพวกนางแล้วนับว่าที่แห่งนี้ใหญ่กว่าเกือบสองส่วน หญิงสาวทั้งหลายต่างเหม่อมองสำรวจความใหญ่โตอย่างไม่เคยพบเห็น บ้านที่พวกนางอยู่ล้วนเป็นบ้านไม้เก่าผุพัง ไหนเลยจะเคยอยู่เคยสัมผัสจวนใหญ่โตเช่นนี้กัน

“ลงมาตรงนี้ ข้าจะพาไปส่งพ่อบ้าน” เสียงของพ่อค้าทาสเรียกพวกนางให้เดินตามหลังไป เบื้องหน้าหลังจากเดินเข้ามาภายในจวนมีพ่อบ้านชราผู้หนึ่งยืนทำหน้าถมึงทึงมองสำรวจเหล่าทาสใหม่ที่กำลังเดินมาด้วยท่าทีของคนแก่ประสบการณ์ที่นางเคยเห็นในโลกเดิม ยืนนิ่งๆ ก็รู้สึกอยากไหว้แล้ว ไหว้ได้ไหว้ไปแล้วมากกว่า

“คารวะท่านพ่อบ้านเจ้าค่ะ” เหล่าสาวใช้คนใหม่ยอบกายคารวะผู้อาวุโสทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกนางด้วยท่าทางชวนขบขัน จะมีก็แต่หญิงอวบอ้วนที่อยู่ท้ายสุดเพียงเท่านั้นที่มีกริยาดั่งคุณหนูในจวนจนน่าแปลกใจ สองสายตาจดจ้องนางเพียงครู่หนึ่งก่อนจะละสายตาออกไป สภาพเช่นนางไม่น่าจะเป็นคุณหนูคุณนายที่ใดหรอก

“ท่านพ่อบ้าน ข้ามีงานต่อ ต้องเร่งเดินทางแล้วขอรับ นี่สัญญาทาสขอรับ” เสียงพ่อค้าทาสเอ่ยบอกพ่อบ้านด้วยความนอบน้อมหลายส่วน กระดาษหลายแผ่นถูกยื่นให้ชายชราก่อนอีกฝ่ายจะรับมันไปตรวจตราดู

“อืม เดินดีๆ ข้าไม่ไปส่ง”

“ยายเฒ่าจิน มาจัดการพวกนางตามใจเจ้า”

“ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าสามคนไปอยู่ห้องครัว เจ้าสามคนไปอยู่ฝ่ายทำงานบนเรือน แล้วเจ้าทำไมถึงต้องปิดหน้าปิดตา” บ่าวชราท่าทางองอาจมองสำรวจบ่าวที่มาใหม่ก่อนเลือกแล้วแบ่งงานให้พวกนาง ใบหน้าเหี่ยวย่นหันมองบ่าวผู้หนึ่งอยู่เสียนาน

นางสะดุดตากับบ่าวที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด อ้วนฉุปิดหน้าปิดตาไม่น่าไว้ใจ หากแต่ไม่นานนักก็มีบ่าวสาวผู้หนึ่งเอ่ยแจ้งให้กระจ่างด้วยท่าทีประจบประแจง

“บ่าวได้ยินบิดาของนางบอกว่านางอัปลักษณ์เจ้าค่ะ”

“อืม ข้าเพียงนึกว่าเจ้าเป็นโรค จะได้เชิญหมอมาดูเจ้าเสียก่อน ว่าแต่ข้าจะให้เจ้าทำอันใดดี งานอื่นก็มีคนครบแล้ว” จิงฉงไม่รู้จะนำนางไปที่ส่วนใดของจวนดี อ้วนฉุอัปลักษณ์เช่นนี้คงไม่แคล้วโดยบ่าวนิสัยไม่ดีในจวนกลั่นแกล้งเอาได้

“ไปดูแลคุณชายน้อยดีหรือไม่ อนุหวังพึ่งป่วยตายไปเมื่อเดือนก่อน บ่าวที่มีเพียงผู้เดียวก็ตายตามไปอีก ทั้งยังไม่มีผู้ใดอยากรับลูกของนางมารร้ายมาเลี้ยงดู เจ้าว่าอย่างไร” เสียงพ่อบ้านเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้ว่ายังมีอีกหนึ่งงานที่ว่างอยู่

“งั้นให้เจ้าดูแลคุณชายน้อย จะให้บ่าวพาเจ้าไป”

“เจ้าค่ะ” เฟิ่งเจี๋ยเออออขานรับหญิงชราก่อนจะเดินตามบ่าวผู้หนึ่งไป นางรู้สึกว่าแม่เฒ่าจินนั้นเหมือนจะช่วยเหลือนางอยู่กลายๆ

สายตาไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์นางสักนิดเดียว นับว่าดียิ่ง เฟิ่งเจี๋ยยิ้มกว้างภายใต้ผ้าคลุมอย่างอารมณ์ดีเดินตามพี่สาวไปติดๆ

สายตาก็พลันสอดส่องไปทั่วทุกเรือนที่ตนเดินผ่านมา จวนใหญ่โตมีหลายสิบเรือน หากแต่ภายในจวนกลับค่อนข้างเงียบสงบ ว่าแต่ทำไมพี่สาวคนนี้จึงพานางเดินมาไกลขนาดนี้กัน จวนจะถึงกำแพงหลังจวนอยู่แล้ว

“พี่สาว จวนอยู่หลังกำแพงหรือเจ้าคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าน่ะลำบากกว่าบ่าวสวยๆ พวกนั้นมากโข ข้าจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน เมื่อหลายปีก่อนท่านแม่ทัพโดนนางมารหวังใส่ยาปลุกกำหนัดลงในสุราขณะกำลังพาฮูหยินไปเที่ยวเทศกาลลี่ชุนเมื่อหลายปีก่อน สุดท้ายนางก็ตั้งครรภ์จึงต้องรับเข้ามาเป็นอนุในจวน

หลังจากนั้นจวนก็ไม่สงบอย่างที่เจ้าเห็นอยู่ในตอนนี้ นางนั่นทั้งยโสโอหัง หาเรื่องทั้งฮูหยิน ทั้งอนุคนอื่น ทุบตีบ่าวไพร่ไปทั่ว จนท่านแม่ทัพและฮูหยินผู้เฒ่าไล่ตะเพิดนางมาอยู่ท้ายจวนเพราะนางเป็นภัยต่อผู้อื่น

ถึงอย่างนั้นนางก็ยังเข้าไประรานคนในจวนอยู่เป็นประจำ ถึงขนาดวางยาพิษฮูหยินจนเกือบแท้งบุตรเชียว แต่เป็นนางเองที่วิ่งหนีกลับเรือนหลังจากวางยาเสร็จจนหกล้ม ต้องคลอดก่อนกำหนดออกมาเป็นคุณชายตัวเล็กนิดเดียว เพียงเพราะไม่ไว้ใจบ่าวข้างกาย กลัวจะเป็นคนของฮูหยิน

ตั้งแต่นางคลอดนางก็ป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด ทั้งฮูหยินทั้งท่านแม่ทัพมาเยี่ยมเยียนคุณชายน้อยนางก็ไล่ตะเพิดกลับไป บ้างก็ใส่ยาพิษลงในน้ำชามาให้แขกดื่ม

จนกระทั่งไม่มีผู้ใดอยากมาที่เรือนนี้อีกเลย สุดท้ายนางก็สิ้นใจเมื่อเดือนก่อน คุณชายน้อยตอนนั้นมีบ่าวดูแลอยู่ผู้หนึ่ง แต่นางพึ่งเสียไปเพราะโดนยาพิษของนางมารร้ายทุกวันๆ กว่าจะรู้ตัวก็ตายตามนางไปเสียแล้ว หวังว่าเจ้าจะดูแลคุณชายน้อยอย่างดี”

หญิงสาวฟังไปก็อดอึ้งไม่ได้กับสิ่งที่ได้ยิน แล้วเด็กน้อยผู้นั้นมิใช่โดนวางยาพิษไปด้วยหรือ ความโหดร้ายแรกของโลกใหม่ที่ได้รับนั้นค่อนข้าง ทำนางหดหู่ มิใช่เพราะสงสารใครอื่น แต่เป็นเด็กน้อยที่นางกำลังจะไปหาต่างหาก

เกิดก็เกิดจากการกระทำผิดของมารดา คลอดก็คลอดจากการกระทำผิดของมารดา ไม่มีคนมาเยี่ยมเยียนเพราะมารดา บิดาไม่ให้ความสนใจเพราะมารดา ทั้งตอนนี้ยังกำพร้ามารดาเพราะการกระทำของมารดาเอง

“ข้าทำได้เจ้าค่ะพี่สาว ข้าเคยเลี้ยงดูเด็กมาก่อน”

“ดี เจ้าดูแลคุณชายที่เรือนนี้ไปก่อน อีกหน่อยคงได้ย้ายกลับไปที่เรือนเดิมแล้วกระมัง เรือนนี้มีครัว ห้องน้ำ ห้องนอนสามห้อง ทุกๆ สามวันจะมีบ่าวนำของมาให้เจ้า เจ้าต้องทำอาหารให้คุณชายน้อยเอง

มียามเฝ้าอยู่ตรงกำแพงด้านนั้น มีอะไรเรียกใช้พวกเขาได้ เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องเข้าไปรับใช้เรือนใหญ่ ข้านับว่าเป็นสิ่งที่ดีเจ้าว่าหรือไม่ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ถูกกลั่นแกล้งเพราะเป็นบ่าวมาใหม่ ลำบากสักหน่อยคงไม่เป็นไร”

“เจ้าค่ะ ว่าแต่พี่สาวมีนามว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ” เฟิ่งเฟิ่งพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับนาง อย่างน้อยก็ไม่ได้ไปเก็บโถอึอย่างในนิยาย ดูแลเด็กมันจะไปยากอันใด เลี้ยงแมวยากกว่าอีก ก่อนนางจะเอ่ยถามนามของพี่สาวเอาไว้ คนใจดีหนึ่งคนแรกในชีวิตนี้ของนางเชียว

“ข้าชื่อ ฟางหลวน เจ้าล่ะ” หญิงสาวเอ่ยบอกบ่าวคนใหม่ด้วยรอยยิ้มจริงใจ

“ข้า โจวเฟิ่งเจี๋ย เจ้าค่ะ พี่สาวเรียกข้า เฟิ่งเฟิ่ง ก็ได้เจ้าค่ะ” เมื่อจำชื่อตนเองไม่ได้ก็เอาชื่อเดิมของนางเลยก็แล้วกัน แถมยังมีชื่อเรียกน่ารัก ๆ อีกด้วย ปกติเพื่อนเรียกแต่อีเฟิ่ง วันนี้เป็นเฟิ่งเฟิ่ง นางพอใจกับชื่อนี้พอสมควร

“ชื่อดี ข้าจะมาหาเจ้าบ่อย ๆ ถึงแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปคุยกับพ่อบ้านเรื่องเบี้ยหวัดคุณชายน้อยให้ นี่ก็ครบเดือนพอดี” ฟางหลวนเอ่ยบอกนางก่อนผลักประตูไม้เข้ามาด้านใน

ตากลมมองบ้านสภาพดีตรงหน้าอย่างสำรวจ ก็ไม่ได้แย่อย่างที่นางคิดเอาไว้ เดิมทีนางคิดว่าจะเป็นบ้านเก่าผุพัง เป็นนางเอกพระเอกถูกรังแกท้ายจวนเสียอีก จริงๆ กลับเป็นบ้านดีๆ หลังหนึ่งนี่แหละ เดินเข้าไปตามหลังพี่สาวชาวเกาะอกก็เจอเข้ากับห้องครัวเล็กๆ มีห้องน้ำ มีห้องโถงรับแขก และมีห้องนอนสองห้อง ห้องว่างเปล่าอีกหนึ่งห้อง เฟิ่งเจี๋ยยิ้มกว้างออกมาทันที สบายตูดแล้วเรา ไม่ต้องทำงานหนัก มีข้าวให้กิน นี่มันชีวิตที่นางใฝ่ฝันโดยแท้

ข้าชื่อ ชุน อี้หาน

“คุณชายหลับอยู่ เจ้าเข้าไปดูได้ หลังจากนี้ข้าจะกลับไปทำงานของข้าแล้ว อ้อ ประเดี๋ยวข้าจะไปแจ้งพ่อบ้านเรื่องเบี้ยหวัดของคุณชายน้อยให้ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะได้เมื่อใด อาจจะวันพรุ่งนี้ เจ้ารอหน่อยนะเฟิ่งเฟิ่ง ขอให้เจ้าทำงานด้วยความสุข”

เมื่อนางจากมานานเกินควรแล้วจำเป็นต้องรีบกลับไปสะสางงานของตนให้เสร็จ ฟางหลวนพยายามเพ่งมองดวงตาที่ไม่ถูกปกปิดเอาไว้ก็พบว่าดวงตาเฟิ่งเฟิ่งนั้นสวยจนนางไม่อาจละสายตาได้ ดวงตายังงดงามเช่นนี้ ขี้ริ้วขี้เหร่คงเป็นเกราะป้องกันของนางกระมัง

“เช่นกันเจ้าค่ะพี่สาว ขอบคุณที่ชี้แนะข้าเจ้าค่ะ” เฟิ่งเจี๋ยยอบกายลานางไม่มากไม่น้อยจนเกินไป มองตามหลังหญิงสาวจนลับตาก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ

อย่างน้อยก็ยังดีที่เจอคนดีเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เข้ามาวันแรก ไม่เช่นนั้นนางคงเคว้งคว้างน่าดู เพราะหัวใจนางตอนนี้รู้สึกอึดอัดอย่างไรไม่รู้ ไม่รู้จะคิดเรื่องตอนนี้หรือเรื่องยายที่ตนทิ้งมาก่อนดี

ประตูไม้ถูกปิดเข้ามาเสียงเบา ไม่ลืมลงกลอนเอาไว้เพื่อความปลอดภัย ยามนี้ได้โอกาสมองสำรวจบ้านอีกครั้ง ตอนนี้ยังเป็นยามเช้าอยู่ นางจึงมีเวลาปรับตัวเกือบทั้งวันได้

เดินเข้าไปในห้องว่างที่จะเป็นห้องหลับนอนของนางนับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป พบว่าห้องเป็นห้องขนาดพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่รู้ว่าเป็นห้องเดิมของอนุหวังหรือไม่นางไม่อาจรู้ได้ แต่ตอนนี้เป็นห้องของนางแล้ว

ห่อผ้าถูกวางลง มีหีบใส่ผ้าหนึ่งใบวางอยู่ นางตั้งใจจะจัดผ้าใส่ในนี้ มีเตียงฟูกแข็งๆ ที่คาดเดาว่าคงผ่านการใช้งานมานานหลายปีแล้ววางอยู่กลางห้อง มีกระจกทองเหลืองตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

เฟิ่งเจี๋ยหยิบมันขึ้นมาส่องทันที เพราะส่องกับแม่น้ำลำธารยังไม่สะใจพอ พบว่าใบหน้านี้ค่อนข้างสะสวยงดงาม จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วโก่งได้รูป ตาสองชั้น ปากกระจับริมฝีปากแดงสดน่าลูบไล้ เพียงแต่หุ่นอวบไปเท่านั้น

ออกกำลังกายสักหน่อยก็สวยแซ่บแล้วในความตั้งใจของนาง หญิงสาวนั่งลงบนเตียงอย่างผ่อนคลาย ยังดีที่ก่อนจะตายนั้นถูกรางวัลที่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงรู้สึกแย่ที่นางจากมาด้วยความเป็นห่วงว่ายายจะอยู่อย่างไรต่อไป ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็แล้วกัน

“เอ๊ะ หรือว่าเราเข้ามาอยู่ในนิยาย แบบเป็นนางเอกฝ่าฟันอุปสรรคขายโสมแล้วรวยเป็นเถ้าแก่เนี้ย หรือจะเป็นนางร้ายที่ไปแย่งพระเอกที่เป็นท่านอ๋อง โหย แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ทำไมไม่ให้ทีมเอ็กโทรเวิร์ตมาแทน ส่งอินโทรเวิร์ตมาทำไม ไม่ทำ ไม่ทำ และไม่ทำ เดินเหินสบายใจอยู่ที่นี่เฉยๆ ดีจะตายไป”

“ฮือ” เสียงร้องของเด็กดังขึ้นทำเอาเฟิ่งเจี๋ยสะดุ้งโหยงหลุดออกจากความคิดของตนเองรีบวิ่งไปที่ห้องของเจ้านายตัวน้อยทันที ในห้องมีเด็กผู้ชายผอมแห้งยืนร้องไห้จ้าจนใบหน้าแดงก่ำอย่างน่าสงสาร นางรีบเข้าไปจับมือเล็กให้หยุดถูไถดวงตากลัวว่ามันจะแดงเอาพร้อมลูบหัวเล็กๆ อย่างปลอบโยน

“คุณชาย ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”

“เจ้าเป็นผู้ใดกัน” ดวงตากลมโตที่อาบไปด้วยน้ำตามองนางอย่างแปลกใจ มือเล็กเอื้อมดึงผ้าคลุมหน้าของเฟิ่งเจี๋ยออกด้วยความสงสัยของเด็ก ยิ่งได้เห็นใบหน้าของนางคิ้วเล็กๆ ยิ่งขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิมเพราะไม่รู้ว่านางเป็นผู้ใด

ทำเอาหญิงสาวอดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้ เด็กอะไรน่ารักน่าชังอย่างนี้กัน รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกทางสีหน้าไปเสียหมด ใบหน้าหล่อเหลามาแต่เด็ก ตากลมโต ผิวเนียนสะอาด ติดแค่ร่างกายที่ผ่ายผอมกว่าปกติที่นางคิดว่าจะต้องขุนเขาให้สมบูรณ์กว่านี้ให้ได้ แม่ทิพย์เห็นแล้วปวดใจ

“ข้าเป็นบ่าวคนใหม่เจ้าค่ะ ต่อจากนี้บ่าวจะมาดูแลคุณชายเจ้าค่ะ”

“เจ้าจะไม่หนีข้าไปอีกคนใช่หรือไม่”

“ไม่หนีเจ้าค่ะ ว่าแต่บ่าวยังไม่รู้เลยว่าคุณชายน้อยมีนามว่าอย่างไร”

“ชุนอี้หาน แล้วพี่สาวเล่า” อี้หานนึกครู่ใหญ่ก่อนจะตอบออกมาด้วยรอยยิ้มแห่งความไร้เดียงสา ทำเอานางอดรู้สึกสงสารไม่ได้ ตัวก็เล็กกว่าเด็กบ้านอื่น ทั้งยังโดนไล่มาอยู่ที่นี่กับมารดาที่จากไปแล้ว ดีร้ายขึ้นอยู่กับบ่าวที่ดูแล ไม่รู้ว่าถ้าเด็กผู้นี้เติบโตขึ้นมาจะยังยิ้มสดใสกับชีวิตที่โดนลำเอียงแบบนี้หรือไม่

“บ่าวมีนามว่า โจวเฟิ่งเจี๋ย เจ้าค่ะ คุณชายเรียกบ่าวว่าเฟิ่งเฟิ่งก็ได้เจ้าค่ะ คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ”

“อื้อ ข้าหิวแล้วเฟิ่งเฟิ่ง” ใบหน้าเล็กคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับแก่บ่าวคนใหม่

“เช่นนั้นบ่าวพาคุณชายไปล้างหน้าแล้วลงไปรอที่โต๊ะอาหารดีหรือไม่เจ้าค่ะ บ่าวทำอาหารครู่เดียวเจ้าค่ะ”

“ได้”

“เก่งมากเจ้าค่ะ”

“ข้าเก่งหรือ” อี้หานถามกลับสาวใช้อย่างแปลกใจ ท่านแม่ไม่เคยชมเขาเลยสักครั้ง พูดแต่ว่าเขาไม่มีประโยชน์ ขนาดเขาเกิดมาเป็นชายยังทำให้ท่านพ่อหันมาสนใจพวกเราไม่ได้ เอาแต่ผลักเขาออกไปให้ไกลๆ เขาเคยได้ยินสาวใช้พูดว่าแม้แต่น้ำนมท่านแม่ยังไม่ให้เขาดื่มกิน แล้วอย่างนี้เขาจะเก่งอย่างที่นางชมได้อย่างไรกัน

“เก่งเจ้าค่ะ คุณชายของบ่าวเก่ง”

“อื้อ” เด็กน้อยยิ้มกว้างกางแขนให้สาวใช้คนใหม่อุ้มออกไปอย่างมีความสุข โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่านี่คือยิ้มแรกในรอบหลายต่อหลายเดือนที่ตนยิ้มออกมาด้วยความสุขเช่นนี้

เฟิ่งเจี๋ยพาเจ้านายตัวน้อยไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะอุ้มพามานั่งบนแคร่ไม้ในห้องครัวเพราะเจ้าตัวเล็กอยากอยู่กับนาง นางเข้าใจเด็กวัยนี้ดีจึงไม่ว่าอันใด ก่อนจะหันมาสนใจกับข้าวของที่เรือนนี้มีอยู่

พบว่ามีไข่อยู่เกือบยี่สิบฟอง มีข้าวขาวอยู่มากพอสมควร เกือบเต็มไหขนาดเท่าตัวเด็ก นางเองก็ไม่รู้ว่ามีกี่ชั่ง และมีเกลืออยู่ครึ่งไหเล็กประมาณเท่าสองฝ่ามือของนาง น้ำตาลก็เช่นกัน ไม่มีผัก ไม่มีแป้ง ไม่มีเนื้อ มีแค่สองสามอย่างตามที่เห็น นี่หรืออาหารที่จวนแม่ทัพส่งมาให้

“อะไรวะ”

“เฟิ่งเฟิ่งพูดกับข้าหรือ” เสียงเล็กเอ่ยถามอย่างงุนงงทันทีเพราะไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดอะไร หญิงสาวรีบหันมาโบกไม้โบกมือปฏิเสธ นางลืมไปว่ามีเด็กอยู่ด้วย

“ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ บ่าวพูดคนเดียวเจ้าค่ะ”

“พูดคนเดียวก็ได้หรือ ข้าไม่เคยทำ”

“แหะๆ ทำไข่ตุ๋นก็แล้วกัน” เฟิ่งเจี๋ยได้แต่เกาหัวแกรกๆ ไม่ตอบอันใดออกไปมากกว่านี้แล้วหันมาสนใจอาหารแทน เฟิ่งเจี๋ยจัดการจุดเตาด้วยเวลาไม่นาน เพราะอยู่สกลนครนางก็ใช้เตาถ่านตลอด จะยากหน่อยก็ตรงที่ไม่มีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กนี่แหละ ต้องหมุนไม้ให้เกิดไฟ ไม่ก็กะเทาะหิน แต่นางไม่ถนัดกะเทาะจริงๆ เพราะไม่เคยทำ เคยแต่ไปเข้าค่ายมาบ้างจึงพอจุดแบบหมุนไม้ได้

พยายามจุดไฟอยู่นานในที่สุดไฟก็ติด เฟิ่งเจี๋ยรีบตั้งหม้อน้ำทันที จากนั้นก็มาตีไข่สามฟองด้วยช้อน ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย แล้วเอาผ้าบางขึงปากหม้อให้ตึง จากนั้นก็เอาถ้วยไข่วางลงไป แล้วก็เอาจานปิดไว้ ในน้ำนั้นจึงเอาข้าวลงไปต้มด้วยเลยทีเดียวจะได้กินไวไม่ต้องรอให้นาน

เมื่อทำเสร็จแล้วในขณะที่รออาหารสุกเฟิ่งเจี๋ยก็เดินไปหาคุณชายน้อยที่นั่งมองตาแป๋วด้วยรอยยิ้ม

“เฟิ่งเฟิ่ง เสร็จแล้วหรือ”

“อีกประเดี๋ยวก็สุกแล้วเจ้าค่ะคุณชาย ให้บ่าวเล่านิทานให้ฟังดีหรือไม่เจ้าคะ”

“นิทานคืออะไรหรือ”

“คือเรื่องเล่าที่บ่าวแต่งขึ้นมาเจ้าค่ะ เรื่องกระต่ายกับเต่า”

“ข้าอยากฟัง” เสียงเล็กเอ่ยตอบพลางขยับเข้ามาใกล้นางมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เรียกรอยยิ้มจากหญิงสาวได้เป็นอย่างดี ความไร้เดียงสาของเด็กนั้นหนอ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่ง มันชอบโอ้อวดว่าตนวิ่งเร็วกว่าสัตว์ตัวอื่น”

“กระต่ายคืออะไรหรือเฟิ่งเฟิ่ง” เสียงใสเอ่ยถามพร้อมทำหน้าอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่สาวใช้พูดจนเฟิ่งเจี๋ยแทบไปต่อไม่เป็น ลืมว่าเด็กคนนี้ไม่เคยออกไปไหนเลย

“กระต่ายคือสัตว์ตัวสีขาว มีหูยาว กระโดดไปมาเจ้าค่ะ เหมือนนกตัวนั้นที่กำลังบินอยู่ แต่กระต่ายจะกระโดดหย็อยๆ แบบนี้เจ้าค่ะ” ไม่พูดเปล่าแต่นางกระโดดเลียนแบบท่าทางของกระต่ายให้คุณชายน้อยดูด้วย เด็กอายุเท่านี้ต้องทำให้ดูพาไปให้เห็นเท่านั้นจึงจะเกิดการเรียนรู้ พูดปากเปล่าเด็กนึกภาพเองไม่ออก

“คิกคิก ข้าเข้าใจแล้ว”

“เจ้าค่ะ กระต่ายเลยไปประกาศที่กลางป่าว่า”

“ป่าหรือ”

“ป่าตรงนั้นเจ้าค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่ป่าตรงหน้าให้เด็กน้อยดู เรือนที่นางอยู่หันหลังใส่กำแพงจวน หันหน้าเข้าหาแม่น้ำลำธารที่อยู่ห่างไปประมาณหนึ่ง ถัดไปเป็นป่ากินพื้นที่ภูเขาหลายลูก

“กระต่ายพูดว่า ข้าวิ่งเร็วที่สุด ใครจะวิ่งเร็วเท่าข้า ไม่เชื่อเจ้าเต่ามาวิ่งแข่งกับข้า” นางทำเสียงตัวละครให้แตกต่างกันพร้อมทำท่าทาง ยิ่งเห็นว่าคุณชายน้อยตั้งอกตั้งใจมองนางด้วยดวงตาเปล่งประกายนางยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น

“เต่าเป็นเช่นไรหรือเฟิ่งเฟิ่ง”

“เต่าอยู่ในน้ำเจ้าค่ะ เต่าเดินช้าต้วมเตี้ยม ๆ วันไหนบ่าวเจอจะพาคุณชายไปดูนะเจ้าคะ” หญิงสาวอธิบายออกไปด้วยรอยยิ้มไม่มีท่าทีหงุดหงิดในสิ่งที่เด็กคนอื่นๆ ควรจะรู้เลย หนึ่ง อี้หานคือเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีใครป้อนอะไรใส่หัวเขาเลย แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร

“อื้อ”

“จากนั้นเต่ากับกระต่ายก็วิ่งแข่งกันเจ้าค่ะ พอวิ่งไปแล้วกระต่ายก็แอบไปนอนหลับใต้ต้นไม้ เพราะคิดว่ายังไงก็ชนะ”

“นอนเหมือนข้าหรือ” เจ้าหนูจำไมเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย

“เจ้าค่ะ แต่เต่าไม่นอน”

“เต่าไม่นอนเหมือนเฟิ่งเฟิ่ง”

“เก่งมากเจ้าค่ะ หลังจากนั้นกระต่ายก็หลับทั้งวัน จนถึงตะวันตกดินเลยเจ้าค่ะ เต่าเลยเดินเข้าเส้นชัยชนะไป”

“จริงหรือ เส้นชัยหรือ”

“เอ่อ” เฟิ่งเจี๋ยกุมขมับทันที นางไม่รู้จะอธิบายคำว่าเส้นชัยอย่างไรเด็กน้อยถึงจะเข้าใจ

“เหมือนคุณชายน้อยกับบ่าววิ่งจากลำธารมาที่เรือนเจ้าค่ะ ผู้ใดถึงเรือนก่อนเป็นผู้ชนะ”

“ข้าเข้าใจ”

“เก่งมากเจ้าค่ะ”

“อื้อ ข้าเก่ง” ชุนอี้หานยิ้มแก้มปริเมื่อโดนชมอีกครั้ง หลังจากนั้นก็นั่งเงียบๆ มองเฟิ่งเฟิ่งทำอาหารต่อ ไม่นานก็มาวางตรงหน้าเขา

“อะไรหรือ”

“ไข่ตุ๋นเจ้าค่ะ” จานไข่ตุ๋นหอมฉุยวางลงบนแคร่ไม้พร้อมกับข้าวต้มที่ตักเอาแต่ข้าว นางบดให้ละเอียดแล้วส่งให้คุณชายเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าตนกินเองได้ ไข่ตุ๋นแปลกตาถูกมือเล็กตักเข้าปากหลังจากที่เฟิ่งเฟิ่งเป่าจนหายร้อนแล้ว

“อื้อ อร่อย”

“อร่อยก็กินเยอะๆ นะเจ้าคะ จะได้โตไวๆ”

“ได้เลย” หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงพูดมากนัก เฟิ่งเจี๋ยกินถ้วยของตนเองพลางตักไข่ใส่ถ้วยเด็กน้อยพลาง อดรู้สึกรักใคร่ไม่ได้เมื่อเห็นแก้มขาวๆ เคี้ยวอาหารจนมันพองขึ้นเหมือนอมลูกบอลไว้เต็มแก้ม เมื่อกินเสร็จแล้วนางก็เก็บจานไปล้างแล้วกลับมาหาเด็กน้อยที่แคร่หน้าเรือน

“ไปเดินเล่นกันเถิดเจ้าค่ะ”

“อื้อ” อี้หานตอบรับอย่างเชื่อฟังก่อนยื่นมือไปจับกับหญิงสาวแล้วเดินเล่นไปรอบๆ สองนายบ่าวที่พึ่งเจอกันเดินดูต้นไม้ แม่น้ำลำธารไปเรื่อยเปื่อย พลางสอบถามข้อมูลส่วนตัวจากเด็กน้อยข้างๆ พบว่าอี้หานเป็นเด็กฉลาดรู้ความนัก อายุเพียงแค่สี่หนาวแต่ไม่ว่านางถามอะไรออกไปล้วนตอบได้หมดทุกคำถาม อีกข้อมูลที่นางได้รับคือเด็กคนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ

จวนแม่ทัพนั้นพี่ฟางหลวนบอกว่าให้อาจารย์ชื่อดังมาสอนตั้งแต่สามหนาวแล้ว จุดนี้ทำให้นางรู้อีกข้อที่ไม่ยุติธรรม อย่าให้รู้ว่าผู้ใดแต่งเรื่องนี้ หรือใครสร้างโลกนี้ แม่จะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลย ไม่ใช่ทั้งสองก็รอดตัวไป

แต่ถ้าถามความในใจนางจริงๆ แล้วล้วนเป็นสิ่งที่ดี เด็กอายุแค่นี้ค่อยๆ สอนไปดีกว่า ทั้งยังเกี่ยวกับกระดูกข้อมือของเด็กยังไม่แข็งแรงด้วย นางคิดว่านางสามารถสอนด้วยตนเองได้ ดีไม่ดีอาจจะสอนได้ดีกว่าอาจารย์เสียด้วยซ้ำ

เมื่อเดินเล่นได้เกือบๆ หนึ่งเค่อแล้วหญิงสาวก็พาเด็กน้อยเดินกลับเรือน เพราะนางยังต้องสำรวจและจัดเรือนใหม่ ดูว่าทั้งเรือนมีอะไรบ้าง ทั้งต้องหาอาหารที่หลากหลายมากกว่าไข่และข้าวมาให้ทั้งนางและเด็กน้อยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...