ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง
ข้อมูลเบื้องต้น
ภพที่แล้วโชคชะตาไม่เข้าข้างข้า ภพนี้แหละข้าจะขีดเขียนโชคชะตาขึ้นมาเอง….
เมื่อเด็กกำพร้าอย่าง " ธารณ์ " ต้องเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตในตอนที่อายุยังน้อย รู้ตัวอีกที่เขาก็มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เหาะเหินเดินอากาศ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างอิสระ เขาอยากจะใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมีกฏระเบียบอะไรมากมาย ทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองมานานแล้ว
รอก่อนยุทธภพข้ากำลังจะไปหาพวกเจ้า………
………………………………………………………….
#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้
#นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
#หวังว่ารีดเดอร์ทุกคนจะชอบนิยายเรื่องนี้ของไรท์ ขอให้ทุกคนอ่านอย่างสนุกนะคะ
บทนำ ข้อมูลเบื้องต้น
***ระดับพลังลมปราณ***
ปราณแรกเริ่ม วงแหวน 1 วง
ปราณปฐพี วงแหวน 2 วง
ปราณนักรบ วงแหวน 3 วง
ปราณแม่ทัพ วงแหวน 4 วง
ปราณนภา วงแหวน 5 วง
ปราณราชา วงแหวน 6 วง
ปราณจักรพรรดิ วงแหวน 7 วง
ปราณจอมจักรพรรดิ วงแหวน 8 วง
ปราณเทวะ วงแหวน 9 วง
( ทุกระดับขั้นพลังจะแบ่งออกกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )
***ธาตุ***
ธาตุปฐพี สีน้ำตาล
ธาตุวารี สีฟ้า
ธาตุวาโย สีเทา
ธาตุอัคคี สีแดง
ธาตุพฤกษา สีเขียว
ธาตุทอง สีเหลือง
ธาตุเหมันต์ สีขาว ( ธาตุหายาก )
ธาตุอัสนี สีทอง ( ธาตุหายาก )
ธาตุสุริยะ (แสง) สีขาวนวล ( ธาตุหายาก )
ธาตุรัตติกาล (ความมืด) สีดำ ( ธาตุหายาก )
ธาตุไร้ลักษณ์ สีรุ้ง ( ธาตุในตำนาน )
ยิ่งสีของธาตุเข้มมากเท่าไหร่ พลังของธาตุยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปเท่านั้น
***ระดับนักปรุงโอสถ / ***
ขั้นแรกเริ่ม สีขาว
ขั้นปฐพี สีเหลือง
ขั้นนภา สีน้ำเงิน
ขั้นจักรพรรดิ สีม่วง
ขั้นจอมจักรพรรดิ สีดำ
ขั้นราชัน สีทอง
ขั้นเทวะ สีรุ้ง
( ทุกระดับขั้นจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )
***ระดับโอสถ***
โอสถขั้นหนึ่ง
โอสถขั้นสอง
โอสถขั้นสาม
โอสถขั้นสี่
โอสถขั้นห้า
โอสถขั้นหก
โอสถขั้นเจ็ด
โอสถขั้นแปด
โฮสถขั้นเก้า
โอสถขั้นสิบ
ประสิทธิภาพของโอสถนั้นขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ มีความบริสุทธิ์ 1-10 ส่วน
****ระดับสมุนไพร****
ระดับต่ำ
ระดับกลาง
ระดับสูง
ระดับหายาก
ระดับเทพ
ระดับเซียน
***ระดับอาวุธ***
ปฐพี
นภา
สวรรค์
เซียน
เทพ ( สื่อสารกับผู้ทำพันธะได้ )
( แต่ละขั้นแจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นลาง ขั้นสูง )
***ผลึกธาตุ***
ผลึกปราณพสุธา
ผลึกปราณวารี
ผลึกปราณวาโย
ผลึกปราณอัคคี
ผลึกปราณพฤกษา
ผลึกปราณทอง
ผลึกปราณเหมันต์
ผลึกปราณสายฟ้า
ผลึกปราณสุริยะ
ผลึกปราณรัตติกาล
( แต่ละผลึกจะมีระดับแบ่งออกเป็น ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง)
***ผลึกปราณ***
ผลึกปราณระดับต่ำ สีแดง
ผลึกปราณระดับกลาง สีส้ม
ผลึกปราณระดับสูง สีเหลืองทอง
***ระดับสัตว์อสูรวิญญาณ***
สัตว์อสูรระดับ 1-9 ( แปลงกายเป็นมนุษย์ไม่ได้ )
สัตว์อสูรระดับสวรรค์ ( แปลงกายเป็นมนุษย์ได้ )
สัตว์อสูรระดับเซียน ( แปลงกายเป็นมนุษย์ได้ )
( ทุกระดับขั้นจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )
***อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน***
1000 อีแปะ เท่ากับ 1 เหรียญเงิน
100 เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง
100 เหรียญทอง เท่ากับ 1 ก้อนทอง
***เวลา***
ยามจื่อ 23.00 – 24.59 .
ยามโฉ่ว 01.00 – 02.59
ยามอิ๋น 03.00 – 04.59 .
ยามเหม่า 05.00 – 06.59
ยามเฉิน 07.00 – 08.59
ยามซื่อ 09.00 – 10.59
ยามอู่ 11.00 – 12.59
ยามเว่ย 13.00 – 14.59
ยามเซิน 15.00 – 16.59
ยามโหย่ว 17.00 – 18.59
ยามซวี 19.00 – 20.59
ยามห้าย 21.00 – 22.59
1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
1ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้
#นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
#หวังว่ารีดเดอร์ทุกคนจะชอบนิยายเรื่องนี้ของไรท์ ขอให้ทุกคนอ่านอย่างสนุกนะคะ
ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง 1
" ธารณ์ " ตั้งแต่จำความได้ธารณ์เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ปัจจุบันกำลังทำงานเป็นนายแพทย์อยู่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากได้ทุนเรียนเก่งจึงต้องมาทำที่โรงพยาบาลเเห่งนี้ ธารณ์เป็นคนเข้ากับคนง่ายนิสัยดีอุปนิสัยส่วนตัวเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับงาน ในทุกเดือนธารณ์จะแบ่งเงินเดือนให้กับ " แม่ใหญ่ “ นำเงินไปใช้จ่ายให้กับเด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
“ พี่ธารณ์มาแล้ววว กรี้ดดดด ”นะโมน้องน้อยสุดในบรรดาเด็กทุกคนที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า วิ่งมากอดเอวของธารณ์และเด็กๆทุกคนวิ่งเข้ามาหา ทันทีเขาก้าวเข้ามาเหยียบที่นี้
“ ว่าไงครับเด็กๆ สบายดีมั้ย” ธารณ์กล่าวออกมาอย่างมีความสุข ที่กำลังอยู่ในวงล้อมของเด็กๆ อยู่
“ สบายดีครับ/ค่ะ ” เด็กๆ เอ่ยตอบรับทันทีที่ธารณ์กล่าวจบ
“เป็นไงบ้างธารณ์ ” เสียงนุ่มนวลน่าฟังของแม่ใหญ่กล่าวขณะที่กำลังเดินมาหาธารณ์
“ ช่วงนี้งานที่โรงพยาบาลก็ยุ่งๆหน่อยครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์หันมาพูดกับแม่ใหญ่
“ พักผ่อนบ้างนะธารณ์ อย่าหักโหมมากแม่เป็นห่วง ” แม่ใหญ่พูดด้วยความเป็นห่วง เพราะธารณ์เป็นคนเดียวที่ยังให้ความช่วยเหลืออยู่ในรุ่นเดียวกัน เด็กคนอื่นๆก็ออกไปใช้ชีวิตหมดแล้ว
“ ครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์ตอบพลางยิ้มไป เขารู้ดีว่าแม่ใหญ่เป็นห่วงมาก จึงปัดที่จะบอกความจริงกับแม่ใหญ่ไป
ธารณ์อยู่กินข้าวกับแม่ใหญ่ในมื้อเที่ยง ขณะที่ธารณ์กำลังทานข้าวเสร็จนั้นธารณ์มีความรู้สึกว่า การกินข้าวมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดและเป็นครั้งสุดท้าย ธารณ์รู้สึกวูบโหวงที่ใจ แต่ก็ปัดความรู้สึกนี้ออกไป คิดว่ามันเป็นความคิดชั่ววูป เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาตนพักผ่อนน้อยจริงๆ
เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ธารณ์จึงกล่าวลาทุกคน
“ บ๊ายยบายย พี่ธารณ์ ” นะโมโบกมือพลางยกยิ้มไปให้กับธารณ์
“ ไว้เจอกันใหม่ครับเด็กๆ ” ธารณ์กล่าวเสร็จพร้อมหันไปกอดลาแม่ใหญ่
“ กลับดีๆนะธารณ์ดูแลตัวเองด้วย ” พลางลูบหัวธารณ์ไปด้วย เธอรักและเอ็นดูธารณ์มาก เปรียบเสมือนเป็นลูกคนหนึ่งเลย
“ ครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์น้ำตาซึม ตั้งแต่เกิดมาก็มีแม่ใหญ่คนนี้แหละที่ดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่จำความได้ ตนจึงรักและเคารพอย่างที่สุด
หลังจากกล่าวลากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ธารณ์ก็ขับรถคันโปรดออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กโดยทางกลับบ้าน ต้องขึ้นเขาไปหลายสิบกิโล จังหวะที่เขากำลังขับรถอยู่ทางเชิงเขา
จู่ๆๆ ธารณ์ก็เห็นชายชราผมยาวสีขาว แต่งกายชุดสีขาวคล้ายยุคจีนโบราณตัดผ่านหน้ารถไปอย่างเร็ว ทำให้ต้องหักรถหลบอย่างรวดเร็ว
เอี๊ยด!!
โครม!!
เสียงรถเบรกลากยาวไปตามแนวถนน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตัวรถได้ตกลงไปในหุบเหว ส่งผลให้ร่างของธารณ์อัดกับตัวรถจังๆ
‘เจ็บจังเลย…ขยับตัวไม่ได้…แม่ใหญ่ช่วยธารณ์ด้วย’ธารณ์ไม่สามารถพูดออกมาได้แต่คิดทำไมชีวิตเขาถึงสั้นเพียงนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำเลย ทั้งยังเป็นห่วงแม่ใหญ่และเด็กทุกๆคนอีกด้วยพลางน้ำตาซึม ดวงตาของเขาค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ ความรู้สึกทุกอย่างได้เลือนหายไปราวกับว่าเขาจมดิ่งสู่ความมืดมิด ที่เวิ้งว้างจนมองไม่เห็นสิ่งได้เลย…….
“เฮ้อ!!….อายุก็เเค่นี้ ทำไมต้องมาตายเร็วขนาดนี้…. ”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นราวกับฝัน เขาทิ้งร่างกายให้คุดคู่อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ยอมรับต่อโชคชะตาที่ไม่เคยแม้แต่เข้าข้างเขาเลย ชีวิตเขานี้มาความสิ้นสุด
“กลับบ้านเราเถิดเย่วเอ๋อร์ กลับไปอยู่ที่ๆเจ้าสมควรอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ภพนี้เจ้าได้หมดอายุขัยแล้ว… ” จู่ๆก็มีเสียงแหบชายปริศนาชุดขาวพูดขึ้นหลังจากที่เหตุการณ์การนี้ขึ้น พร้อมเลือนหายไปตามสายลมราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย……
#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้
ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง 2
“ เจ้าหนู..ตื่นได้เเล้ว ลืมตาเถิด” เสียงแหบพร่าของใครบางคน ปลุกให้ตื่นขึ้น
“ ทำไมแสบตาจัง…” ดวงตาค่อยๆปรับแสงสว่างจ้าที่พุ่งมากระทบที่ตาจนคุ้นชิน
“ ธารณ์ ” เมื่อลืมตามาแล้วก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะตนพึ่งจะผ่านเหตุการณ์รถตกเหวมา หรือนี้จะเป็นความฝัน อาคารลักษณะคล้ายอาคารโรมันลอยตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า บริเวณหน้าอาคารมีน้ำตกสีรุ้งไหลลงมาตกลงมาสู่บ่อน้ำด่านล่าง ที่มีละอองสีเขียวประกายทองลอยวิบวับไปมา แต่เมื่อเพ่งมองดูดีๆแล้ว กลับมองเห็นคนตัวเล็กมีปีก คล้ายกับภูติในหนังที่เคยดู บินเล่นกันไปมา
รอบๆบ่อน้ำก็มีต้นไม้สูงใหญ่หลายคนโอบ ขึ้นแน่นหนาไปหมด ใต้กิ่งใบมีทั้งดอก ผลนานาชนิด พริ้วไหวไปมาราวกำลังเต้นระบำอยู่ มีทั้งที่ธารณ์รู้จักและไม่รู้จักอีกหลายสิบชนิด ไกลออกไปอีกมีภูเขาหลากหลายขนาดเรียงรายกันเป็นแนวกำแพง
“เจ้าหนู…. ” เสียงแหบพร่าที่คล้ายกับคนสูงวัย ส่งเสียงเพื่อปลุกธารณ์ให้หลุดออกจากภวังค์จากเหตุการณ์ตรงหน้ามาจากทางด้านหลัง
เสียงเมื่อครู่ได้ปลุกธารณ์ให้หลุดจากอาการตะลึงจากภาพตรงหน้า
“ เอ๊….. “ ดวงตาเรียวคมหันกลับทางด้านหลังก็ต้องตกใจ เมื่อเจอกับชายชราผมยาวแต่งตัวคล้ายกับคนที่ตัดหน้ารถของเขา ยืนส่งยิ้มมาให้กับเขา ดูลักษณะท่าทางใจดี
“ คุณเป็นใครหรอครับ…เอ๊… ” ธารณ์ถามออกไปด้วยความสงสัย ด้วยความที่ตนเหมือนเจอคนตรงหน้าเป็นครั้งที่สองแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อภาษาที่ใช้สื่อสารออกมาดูไม่คุ้นกับภาษาที่เคยใช้
“ ข้าคือเทพผู้สร้าง มีนามว่า หลิวซางกวน หรือชื่อที่พวกเจ้ารู้จัก ในนามพระพรหมในภพที่แล้วของเจ้านั้นแหละเจ้าหนู” ซางกวนตอบไปพลางอมยิ้มเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินเสียงความคิดของเด็กน้อยตรงหน้า
“ พระ…พระพรหม… ผะ…ผู้สร้าง…โอมายก้อด…” ธารณ์เบิกตากว้างโดยความตกใจไม่คิดว่าตนจะได้เจอกับเทพที่ผู้คนต่างกราบไหว้บูชารวมถึงตนด้วย นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะไปพบเจอแล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า… ใช้แล้วเจ้าจะตกใจไปใยเล่า” ซางกวนตอบไปพลางหัวเราะไปด้วยกับท่าทางตกใจของธารณ์
“ …………………….” ธารณ์นิ่งเงียบไป ก่อนจะใช้ความคิดสักเล็กน้อย เป็นถึงเทพผู้สร้าง ทำไมต้องมาขว้างรถเขาด้วยไม่กลัวเวรกรรมเลยหรือไง หรือว่าเวรกรรมไม่สามารถทำอะไรชายชราตรงหน้าได้
“ แล้วที่นี้………………. ” ธารณ์กล่าวขึ้นยังไม่ทันจบ ซางกวงก็พูดขึ้นเหมือนจะรู้คำถามจากปากเล็กนั้นเสียเเล้ว
“ ที่ๆเจ้ากำลังมองเห็นอยู่ขณะนี้ คือมิติที่ข้าสร้างขึ้นมาจากเศษเสี้ยวดวงจิตของข้า ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก มีแต่ผู้เป็นเจ้าของมิติเท่านั้นที่จะเข้าได้ ส่วนที่เจ้าเข้ามาที่นี้ได้ ข้านั้นเป็นคนพาดวงจิตของเจ้าที่หมดอายุขัยจากภพนั้นแล้ว”
“ เจ้าจงยอมรับความจริงเสียเถิด จากนี้ต่อไปต้องใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกตน ผู้ใช้พลังปราณ สัตว์อสูร และผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่จุดสูงสุดของโลกแห่งนี้”
“ ข้านี้แหละ…จะเป็นอาจารย์ฝึกฝนวิชา วรยุทย์ ต่างๆให้แก่เจ้า”
“ เอาละเจ้าต้องกราบคำนับข้าเป็นอาจารย์”
“ ……………………” หลังจากที่ธารณ์ฟังซางกวนพูดยาวเหยียด ได้รู้เรื่องราวต่างๆที่ตนต้องการรู้ ก็เริ่มปลงกับชีวิตนี้ว่าไม่อาจจะกลับไปที่เดิมที่ตนจากมาได้อีกแล้ว มัดมือชกขนาดนี้เขาจะหนีไปไหนได้ ธารณ์ปลงกับชีวิตของตัวเองแล้วต่อจากนี้ตนจะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องค่อยเป็นเป็นห่วงใครหลายๆคน
“ ศิษย์คำนับอาจารย์ครับ” ธารณ์ก็ได้เออออตามที่ซางกวนบอกพร้อมกับยกน้ำชาที่อยู่ๆมันก็ปรากฏขึ้นมาหลังจากที่ซางกวนพูดจบ ขึ้นคำนับ
“เย่วเอ๋อร์ จงฟังคำสอนของอาจารย์ที่พร่ำสอนให้ดี โลกภายนอกมันมิได้สวยงามอย่างในมิติแห่งนี้หรอกหนา ผู้คนต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบเพื่อเป็นใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่เจ้าออกแล้ว ก็อย่าไปโอ้อวด หยิ่งผยอง ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย อย่าหลงคิดว่าตัวเจ้าเก่งจะไม่มีผู้ใดเก่งไปกลกว่าเจ้า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคนฉะนั้นจึงอย่าประมาทเลือกครบมิตรสหายจงเลือกให้ดี อย่าเลือกคนที่มันกลับมาทรยศเจ้าได้”
“ ขอรับอาจารย์” เยว่ซินพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง เพราะในครั้งนี้เขาจะเป็นคนลิขิตโชคชะตาด้วยตนเอง
“ ต่อจากนี้นามใหม่ของเจ้า คือ หลิวเยว่ซิน เจ้าจงพูดภาษาให้เข้ากับผู้คนภพนี้ให้ชินเสีย จะได้ไม่ต้องเป็นตัวประหลาดเวลาอยู่กับผู้อื่น”
หลังจากคำนับอาจารย์แล้ว ซางกวนได้ให้ชื่อใหม่กับธารณ์พร้อมกับกล่าวอีกเล็กน้อย ( ต่อจากนี้จะเปลี่ยนจากธารณ์เป็นเยว่ซินแล้วนะคะ)
“ คระ…เอ้ย……ขอรับอาจารย์” เยว่ซินกล่าวตอบรับ พลางยิ้มแยๆ เมื่อตนเผลอกล่าวภาษาภพที่แล้วออกมา
“ ในเวลาร้อยปี ภายในมิติแห่งนี้ ข้าจะสอนทุกอย่างที่ต้องสมควรรู้ให้แก่เจ้าเอง” ซางกวนกล่าว
ตาของเยว่ซินกระตุกเล็กน้อยกับคำพูดของอาจารย์ เยว่ซินชักหวั่นๆซะแล้ว กว่าจะฝึกเสร็จคงจะไม่แก่หงำเหงือกไปก่อนรึ ตั้งร้อยปีเฉียวนะ…
“ ในมิติแห่งนี้ข้าได้ปรับเวลาสิบปี เท่ากับหนึ่งชั่วยามในโลกภายนอกเท่านั้น เจ้าจงวางใจได้เวลาในนี้ไม่มีผลต่ออายุของเจ้าเเน่นอน” ซางกวนรีบตอบกลับทันทีหลังจากได้ยินความคิดศิษย์เพียงคนเดียวของตน
“ ท่านอาจารย์อย่าอ่านความคิดข้านะขอรับ..” เยว่ซินสะดุ้งตกใจ จู่ๆ ก็พูดขึ้น ซึ่งมันตรงกับที่เยวาซินกำลังสงสัยพอดี
จึงคิดว่าท่านอาจารย์อ่านใจคนได้ ก็เป็นถึงเทพผู้สร้างเรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้
“ ได้…อาจารย์จะหยุดอ่านใจ หากเจ้าไม่ต้องการ” ซางกวนกล่าวพลางอมยิ้มเล็กน้อย
“ เอาล่ะก่อนที่จะเริ่มฝึก เจ้าก็ไปชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนผ้าที่น้ำตกมรกตให้เรียบร้อย แล้วก็กลับมาหาอาจารย์ที่นี้”
“ ขอรับอาจารย์”
วูบบบบบ
“ ข้าอยากทำได้เหมือนอาจารย์มากขอรับ” เยว่ซินกล่าวพร้อมกับตาเป็นประกาย เพียงแค่สบัดมือเสื้อผ้าก็มาปรากฏในมือแล้ว
“เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้หากเจ้ามีพลังลมปราณแล้ว รีบไปอย่ามัวแต่เสียเวลา” ซางกวนบอกเยว่ซิน ทั้งยังอมยิ้มให้กับท่าทางของเยว่ซินสักครู่ พร้อมไล่ไปทำธุระที่ตนบอกไว้
“ ขอรับอาจารย์” กล่าวขณะกำลังหันหลังวิ่งยังบริเวณน้ำตกมรกต
เฮ้อ!!!
‘ นี้ข้ามีศิษย์เป็นคนหรือเป็นลิง ทำไมมันถึงดื้ออย่างนี้ ข้าคงต้องเคร่งครัดกริยาท่าทางเสียแล้ว ‘ ซางกวนคิดในใจพลางถอนหายใจ ขณะที่มองเย่วซินวิ่งออกไป
อ๊ากกกกก
เมื่อมาถึงบริเวณน้ำตกเยว่ซินก็ร้องจนเสียงหลง หลังจากที่เห็นภาพสะท้อนที่ปรากฏบนผิวน้ำ ก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เยว่ซินเห็นภาพสะท้อนของบุรุษหยกรูปงามราวกับหลุดออกมาจากเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ดวงหน้างดงามคล้ายอิสตรี คิ้วหนาได้รูปไม่รกจนเกินงามดวงตากลมโต แต่ปลายหางตายาวเรียวเล็กน้อยดูมีเสน่ห์และดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน นัยน์ตาสีนำเปล่งประกาย จมูกโด่งรั้งรับกับใบหน้า ริมฝีปากอมชมพูระเรื่อเป็นรูปกระจับไม่บางและไม่หนาจนเกินไป
บุรุษหยกคนนี้มีผมดำขับคล้ายกับเส้นไหมเนื้อที่ยาวพาดกลางแผ่นหลัง รูปร่างดูบอบบาง น่าทะนุถนอม แต่ก็ไม่บอบบางเท่าสตรี พอมีกล้ามเนื้อให้เห็นอยู่บ้าง ผิวขาวละเอียดใสราวกับหยก มองรวมๆใบหน้านี้งามล่มเมืองก็อาจเป็นได้ แต่ก็ยังมองเห็นเค้าโครงหน้าเดิมอยู่
เฮ้อ!!!
‘ แล้วชาตินี้ข้าจะหาภรรยาได้ไหมเนี่ย ‘ เยว่ซินได้แต่ปลงกับชีวิต คิดไม่ตกว่าตนจะหาภรรยาได้ที่ไหน ไปไหนมาไหนคงจะโดนสตรีอิจฉาใส่
หลังจากที่นั่งปรับทุกข์กับใบหน้าล่มเมืองของตนเองได้แล้ว เยว่ซินก็ไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนผ้า
“ ท่านอาจารย์ศิษย์เเต่งตัวเสร็จแล้วขอรับ…” เสียงของเยว่ซินดังมาแต่ไกล
“ อย่าวิ่งเดียวล้ม!!” ซางกวนกล่าวดุพลางขมวดคิ้ว เมื่อร่างของเย่วซินปรากฏต่อหน้าให้เห็นชุดบนตัวหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง ก็โบกมือเล็กน้อยชุดบนตัวเยว่ซินก็กลับมาเป็นทรงเรียบสวยมากกว่าเดิม
“แหะ แหะ แหะ …ศิษย์ขอโทษขอรับอาจารย์” เยว่ซินหัวเราะแห้ง ตนพึ่งจะเคยใส่ชุดแนวนี้ครั้งแรก เลยใส่ได้เท่าที่เห็น
“ พร้อมหรือยัง”
“ พร้อมแล้วขอรับ”
เยว่ซินกล่าวตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นพลางส่งยิ้มให้กับอาจารย์
#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้