โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 ต.ค. 2566 เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2566 เวลา 07.40 น. • Thiago
ภพที่แล้วโชคชะตาไม่เข้าข้างข้า ภพนี้แหละข้าจะขีดเขียนโชคชะตาขึ้นมาเอง….

ข้อมูลเบื้องต้น

ภพที่แล้วโชคชะตาไม่เข้าข้างข้า ภพนี้แหละข้าจะขีดเขียนโชคชะตาขึ้นมาเอง….

เมื่อเด็กกำพร้าอย่าง " ธารณ์ " ต้องเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตในตอนที่อายุยังน้อย รู้ตัวอีกที่เขาก็มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เหาะเหินเดินอากาศ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างอิสระ เขาอยากจะใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมีกฏระเบียบอะไรมากมาย ทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองมานานแล้ว

รอก่อนยุทธภพข้ากำลังจะไปหาพวกเจ้า………

………………………………………………………….

#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้

#นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

#หวังว่ารีดเดอร์ทุกคนจะชอบนิยายเรื่องนี้ของไรท์ ขอให้ทุกคนอ่านอย่างสนุกนะคะ

บทนำ ข้อมูลเบื้องต้น

***ระดับพลังลมปราณ***

ปราณแรกเริ่ม วงแหวน 1 วง

ปราณปฐพี วงแหวน 2 วง

ปราณนักรบ วงแหวน 3 วง

ปราณแม่ทัพ วงแหวน 4 วง

ปราณนภา วงแหวน 5 วง

ปราณราชา วงแหวน 6 วง

ปราณจักรพรรดิ วงแหวน 7 วง

ปราณจอมจักรพรรดิ วงแหวน 8 วง

ปราณเทวะ วงแหวน 9 วง

( ทุกระดับขั้นพลังจะแบ่งออกกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )

***ธาตุ***

ธาตุปฐพี สีน้ำตาล

ธาตุวารี สีฟ้า

ธาตุวาโย สีเทา

ธาตุอัคคี สีแดง

ธาตุพฤกษา สีเขียว

ธาตุทอง สีเหลือง

ธาตุเหมันต์ สีขาว ( ธาตุหายาก )

ธาตุอัสนี สีทอง ( ธาตุหายาก )

ธาตุสุริยะ (แสง) สีขาวนวล ( ธาตุหายาก )

ธาตุรัตติกาล (ความมืด) สีดำ ( ธาตุหายาก )

ธาตุไร้ลักษณ์ สีรุ้ง ( ธาตุในตำนาน )

ยิ่งสีของธาตุเข้มมากเท่าไหร่ พลังของธาตุยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปเท่านั้น

***ระดับนักปรุงโอสถ / ***

ขั้นแรกเริ่ม สีขาว

ขั้นปฐพี สีเหลือง

ขั้นนภา สีน้ำเงิน

ขั้นจักรพรรดิ สีม่วง

ขั้นจอมจักรพรรดิ สีดำ

ขั้นราชัน สีทอง

ขั้นเทวะ สีรุ้ง

( ทุกระดับขั้นจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )

***ระดับโอสถ***

โอสถขั้นหนึ่ง

โอสถขั้นสอง

โอสถขั้นสาม

โอสถขั้นสี่

โอสถขั้นห้า

โอสถขั้นหก

โอสถขั้นเจ็ด

โอสถขั้นแปด

โฮสถขั้นเก้า

โอสถขั้นสิบ

ประสิทธิภาพของโอสถนั้นขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ มีความบริสุทธิ์ 1-10 ส่วน

****ระดับสมุนไพร****

ระดับต่ำ

ระดับกลาง

ระดับสูง

ระดับหายาก

ระดับเทพ

ระดับเซียน

***ระดับอาวุธ***

ปฐพี

นภา

สวรรค์

เซียน

เทพ ( สื่อสารกับผู้ทำพันธะได้ )

( แต่ละขั้นแจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นลาง ขั้นสูง )

***ผลึกธาตุ***

ผลึกปราณพสุธา

ผลึกปราณวารี

ผลึกปราณวาโย

ผลึกปราณอัคคี

ผลึกปราณพฤกษา

ผลึกปราณทอง

ผลึกปราณเหมันต์

ผลึกปราณสายฟ้า

ผลึกปราณสุริยะ

ผลึกปราณรัตติกาล

( แต่ละผลึกจะมีระดับแบ่งออกเป็น ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง)

***ผลึกปราณ***

ผลึกปราณระดับต่ำ สีแดง

ผลึกปราณระดับกลาง สีส้ม

ผลึกปราณระดับสูง สีเหลืองทอง

***ระดับสัตว์อสูรวิญญาณ***

สัตว์อสูรระดับ 1-9 ( แปลงกายเป็นมนุษย์ไม่ได้ )

สัตว์อสูรระดับสวรรค์ ( แปลงกายเป็นมนุษย์ได้ )

สัตว์อสูรระดับเซียน ( แปลงกายเป็นมนุษย์ได้ )

( ทุกระดับขั้นจะแบ่งออกเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง )

***อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน***

1000 อีแปะ เท่ากับ 1 เหรียญเงิน

100 เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง

100 เหรียญทอง เท่ากับ 1 ก้อนทอง

***เวลา***

ยามจื่อ 23.00 – 24.59 .

ยามโฉ่ว 01.00 – 02.59

ยามอิ๋น 03.00 – 04.59 .

ยามเหม่า 05.00 – 06.59

ยามเฉิน 07.00 – 08.59

ยามซื่อ 09.00 – 10.59

ยามอู่ 11.00 – 12.59

ยามเว่ย 13.00 – 14.59

ยามเซิน 15.00 – 16.59

ยามโหย่ว 17.00 – 18.59

ยามซวี 19.00 – 20.59

ยามห้าย 21.00 – 22.59

1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที

1ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้

#นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

#หวังว่ารีดเดอร์ทุกคนจะชอบนิยายเรื่องนี้ของไรท์ ขอให้ทุกคนอ่านอย่างสนุกนะคะ

ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง 1

" ธารณ์ " ตั้งแต่จำความได้ธารณ์เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ปัจจุบันกำลังทำงานเป็นนายแพทย์อยู่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากได้ทุนเรียนเก่งจึงต้องมาทำที่โรงพยาบาลเเห่งนี้ ธารณ์เป็นคนเข้ากับคนง่ายนิสัยดีอุปนิสัยส่วนตัวเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับงาน ในทุกเดือนธารณ์จะแบ่งเงินเดือนให้กับ " แม่ใหญ่ “ นำเงินไปใช้จ่ายให้กับเด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า

“ พี่ธารณ์มาแล้ววว กรี้ดดดด ”นะโมน้องน้อยสุดในบรรดาเด็กทุกคนที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า วิ่งมากอดเอวของธารณ์และเด็กๆทุกคนวิ่งเข้ามาหา ทันทีเขาก้าวเข้ามาเหยียบที่นี้

“ ว่าไงครับเด็กๆ สบายดีมั้ย” ธารณ์กล่าวออกมาอย่างมีความสุข ที่กำลังอยู่ในวงล้อมของเด็กๆ อยู่

“ สบายดีครับ/ค่ะ ” เด็กๆ เอ่ยตอบรับทันทีที่ธารณ์กล่าวจบ

“เป็นไงบ้างธารณ์ ” เสียงนุ่มนวลน่าฟังของแม่ใหญ่กล่าวขณะที่กำลังเดินมาหาธารณ์

“ ช่วงนี้งานที่โรงพยาบาลก็ยุ่งๆหน่อยครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์หันมาพูดกับแม่ใหญ่

“ พักผ่อนบ้างนะธารณ์ อย่าหักโหมมากแม่เป็นห่วง ” แม่ใหญ่พูดด้วยความเป็นห่วง เพราะธารณ์เป็นคนเดียวที่ยังให้ความช่วยเหลืออยู่ในรุ่นเดียวกัน เด็กคนอื่นๆก็ออกไปใช้ชีวิตหมดแล้ว

“ ครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์ตอบพลางยิ้มไป เขารู้ดีว่าแม่ใหญ่เป็นห่วงมาก จึงปัดที่จะบอกความจริงกับแม่ใหญ่ไป

ธารณ์อยู่กินข้าวกับแม่ใหญ่ในมื้อเที่ยง ขณะที่ธารณ์กำลังทานข้าวเสร็จนั้นธารณ์มีความรู้สึกว่า การกินข้าวมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดและเป็นครั้งสุดท้าย ธารณ์รู้สึกวูบโหวงที่ใจ แต่ก็ปัดความรู้สึกนี้ออกไป คิดว่ามันเป็นความคิดชั่ววูป เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาตนพักผ่อนน้อยจริงๆ

เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ธารณ์จึงกล่าวลาทุกคน

“ บ๊ายยบายย พี่ธารณ์ ” นะโมโบกมือพลางยกยิ้มไปให้กับธารณ์

“ ไว้เจอกันใหม่ครับเด็กๆ ” ธารณ์กล่าวเสร็จพร้อมหันไปกอดลาแม่ใหญ่

“ กลับดีๆนะธารณ์ดูแลตัวเองด้วย ” พลางลูบหัวธารณ์ไปด้วย เธอรักและเอ็นดูธารณ์มาก เปรียบเสมือนเป็นลูกคนหนึ่งเลย

“ ครับแม่ใหญ่ ” ธารณ์น้ำตาซึม ตั้งแต่เกิดมาก็มีแม่ใหญ่คนนี้แหละที่ดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่จำความได้ ตนจึงรักและเคารพอย่างที่สุด

หลังจากกล่าวลากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ธารณ์ก็ขับรถคันโปรดออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กโดยทางกลับบ้าน ต้องขึ้นเขาไปหลายสิบกิโล จังหวะที่เขากำลังขับรถอยู่ทางเชิงเขา

จู่ๆๆ ธารณ์ก็เห็นชายชราผมยาวสีขาว แต่งกายชุดสีขาวคล้ายยุคจีนโบราณตัดผ่านหน้ารถไปอย่างเร็ว ทำให้ต้องหักรถหลบอย่างรวดเร็ว

เอี๊ยด!!

โครม!!

เสียงรถเบรกลากยาวไปตามแนวถนน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตัวรถได้ตกลงไปในหุบเหว ส่งผลให้ร่างของธารณ์อัดกับตัวรถจังๆ

‘เจ็บจังเลย…ขยับตัวไม่ได้…แม่ใหญ่ช่วยธารณ์ด้วย’ธารณ์ไม่สามารถพูดออกมาได้แต่คิดทำไมชีวิตเขาถึงสั้นเพียงนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำเลย ทั้งยังเป็นห่วงแม่ใหญ่และเด็กทุกๆคนอีกด้วยพลางน้ำตาซึม ดวงตาของเขาค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ ความรู้สึกทุกอย่างได้เลือนหายไปราวกับว่าเขาจมดิ่งสู่ความมืดมิด ที่เวิ้งว้างจนมองไม่เห็นสิ่งได้เลย…….

“เฮ้อ!!….อายุก็เเค่นี้ ทำไมต้องมาตายเร็วขนาดนี้…. ”

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นราวกับฝัน เขาทิ้งร่างกายให้คุดคู่อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ยอมรับต่อโชคชะตาที่ไม่เคยแม้แต่เข้าข้างเขาเลย ชีวิตเขานี้มาความสิ้นสุด

“กลับบ้านเราเถิดเย่วเอ๋อร์ กลับไปอยู่ที่ๆเจ้าสมควรอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ภพนี้เจ้าได้หมดอายุขัยแล้ว… ” จู่ๆก็มีเสียงแหบชายปริศนาชุดขาวพูดขึ้นหลังจากที่เหตุการณ์การนี้ขึ้น พร้อมเลือนหายไปตามสายลมราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย……

#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้

ชีวิตนี้ข้าจะลิขิตไว้เอง 2

“ เจ้าหนู..ตื่นได้เเล้ว ลืมตาเถิด” เสียงแหบพร่าของใครบางคน ปลุกให้ตื่นขึ้น

“ ทำไมแสบตาจัง…” ดวงตาค่อยๆปรับแสงสว่างจ้าที่พุ่งมากระทบที่ตาจนคุ้นชิน

“ ธารณ์ ” เมื่อลืมตามาแล้วก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเป็นอย่างยิ่ง ตนนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะตนพึ่งจะผ่านเหตุการณ์รถตกเหวมา หรือนี้จะเป็นความฝัน อาคารลักษณะคล้ายอาคารโรมันลอยตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า บริเวณหน้าอาคารมีน้ำตกสีรุ้งไหลลงมาตกลงมาสู่บ่อน้ำด่านล่าง ที่มีละอองสีเขียวประกายทองลอยวิบวับไปมา แต่เมื่อเพ่งมองดูดีๆแล้ว กลับมองเห็นคนตัวเล็กมีปีก คล้ายกับภูติในหนังที่เคยดู บินเล่นกันไปมา

รอบๆบ่อน้ำก็มีต้นไม้สูงใหญ่หลายคนโอบ ขึ้นแน่นหนาไปหมด ใต้กิ่งใบมีทั้งดอก ผลนานาชนิด พริ้วไหวไปมาราวกำลังเต้นระบำอยู่ มีทั้งที่ธารณ์รู้จักและไม่รู้จักอีกหลายสิบชนิด ไกลออกไปอีกมีภูเขาหลากหลายขนาดเรียงรายกันเป็นแนวกำแพง

“เจ้าหนู…. ” เสียงแหบพร่าที่คล้ายกับคนสูงวัย ส่งเสียงเพื่อปลุกธารณ์ให้หลุดออกจากภวังค์จากเหตุการณ์ตรงหน้ามาจากทางด้านหลัง

เสียงเมื่อครู่ได้ปลุกธารณ์ให้หลุดจากอาการตะลึงจากภาพตรงหน้า

“ เอ๊….. “ ดวงตาเรียวคมหันกลับทางด้านหลังก็ต้องตกใจ เมื่อเจอกับชายชราผมยาวแต่งตัวคล้ายกับคนที่ตัดหน้ารถของเขา ยืนส่งยิ้มมาให้กับเขา ดูลักษณะท่าทางใจดี

“ คุณเป็นใครหรอครับ…เอ๊… ” ธารณ์ถามออกไปด้วยความสงสัย ด้วยความที่ตนเหมือนเจอคนตรงหน้าเป็นครั้งที่สองแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อภาษาที่ใช้สื่อสารออกมาดูไม่คุ้นกับภาษาที่เคยใช้

“ ข้าคือเทพผู้สร้าง มีนามว่า หลิวซางกวน หรือชื่อที่พวกเจ้ารู้จัก ในนามพระพรหมในภพที่แล้วของเจ้านั้นแหละเจ้าหนู” ซางกวนตอบไปพลางอมยิ้มเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินเสียงความคิดของเด็กน้อยตรงหน้า

“ พระ…พระพรหม… ผะ…ผู้สร้าง…โอมายก้อด…” ธารณ์เบิกตากว้างโดยความตกใจไม่คิดว่าตนจะได้เจอกับเทพที่ผู้คนต่างกราบไหว้บูชารวมถึงตนด้วย นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะไปพบเจอแล้ว

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า… ใช้แล้วเจ้าจะตกใจไปใยเล่า” ซางกวนตอบไปพลางหัวเราะไปด้วยกับท่าทางตกใจของธารณ์

“ …………………….” ธารณ์นิ่งเงียบไป ก่อนจะใช้ความคิดสักเล็กน้อย เป็นถึงเทพผู้สร้าง ทำไมต้องมาขว้างรถเขาด้วยไม่กลัวเวรกรรมเลยหรือไง หรือว่าเวรกรรมไม่สามารถทำอะไรชายชราตรงหน้าได้

“ แล้วที่นี้………………. ” ธารณ์กล่าวขึ้นยังไม่ทันจบ ซางกวงก็พูดขึ้นเหมือนจะรู้คำถามจากปากเล็กนั้นเสียเเล้ว

“ ที่ๆเจ้ากำลังมองเห็นอยู่ขณะนี้ คือมิติที่ข้าสร้างขึ้นมาจากเศษเสี้ยวดวงจิตของข้า ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก มีแต่ผู้เป็นเจ้าของมิติเท่านั้นที่จะเข้าได้ ส่วนที่เจ้าเข้ามาที่นี้ได้ ข้านั้นเป็นคนพาดวงจิตของเจ้าที่หมดอายุขัยจากภพนั้นแล้ว”

“ เจ้าจงยอมรับความจริงเสียเถิด จากนี้ต่อไปต้องใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกตน ผู้ใช้พลังปราณ สัตว์อสูร และผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่จุดสูงสุดของโลกแห่งนี้”

“ ข้านี้แหละ…จะเป็นอาจารย์ฝึกฝนวิชา วรยุทย์ ต่างๆให้แก่เจ้า”

“ เอาละเจ้าต้องกราบคำนับข้าเป็นอาจารย์”

“ ……………………” หลังจากที่ธารณ์ฟังซางกวนพูดยาวเหยียด ได้รู้เรื่องราวต่างๆที่ตนต้องการรู้ ก็เริ่มปลงกับชีวิตนี้ว่าไม่อาจจะกลับไปที่เดิมที่ตนจากมาได้อีกแล้ว มัดมือชกขนาดนี้เขาจะหนีไปไหนได้ ธารณ์ปลงกับชีวิตของตัวเองแล้วต่อจากนี้ตนจะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องค่อยเป็นเป็นห่วงใครหลายๆคน

“ ศิษย์คำนับอาจารย์ครับ” ธารณ์ก็ได้เออออตามที่ซางกวนบอกพร้อมกับยกน้ำชาที่อยู่ๆมันก็ปรากฏขึ้นมาหลังจากที่ซางกวนพูดจบ ขึ้นคำนับ

“เย่วเอ๋อร์ จงฟังคำสอนของอาจารย์ที่พร่ำสอนให้ดี โลกภายนอกมันมิได้สวยงามอย่างในมิติแห่งนี้หรอกหนา ผู้คนต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบเพื่อเป็นใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่เจ้าออกแล้ว ก็อย่าไปโอ้อวด หยิ่งผยอง ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย อย่าหลงคิดว่าตัวเจ้าเก่งจะไม่มีผู้ใดเก่งไปกลกว่าเจ้า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคนฉะนั้นจึงอย่าประมาทเลือกครบมิตรสหายจงเลือกให้ดี อย่าเลือกคนที่มันกลับมาทรยศเจ้าได้”

“ ขอรับอาจารย์” เยว่ซินพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง เพราะในครั้งนี้เขาจะเป็นคนลิขิตโชคชะตาด้วยตนเอง

“ ต่อจากนี้นามใหม่ของเจ้า คือ หลิวเยว่ซิน เจ้าจงพูดภาษาให้เข้ากับผู้คนภพนี้ให้ชินเสีย จะได้ไม่ต้องเป็นตัวประหลาดเวลาอยู่กับผู้อื่น”

หลังจากคำนับอาจารย์แล้ว ซางกวนได้ให้ชื่อใหม่กับธารณ์พร้อมกับกล่าวอีกเล็กน้อย ( ต่อจากนี้จะเปลี่ยนจากธารณ์เป็นเยว่ซินแล้วนะคะ)

“ คระ…เอ้ย……ขอรับอาจารย์” เยว่ซินกล่าวตอบรับ พลางยิ้มแยๆ เมื่อตนเผลอกล่าวภาษาภพที่แล้วออกมา

“ ในเวลาร้อยปี ภายในมิติแห่งนี้ ข้าจะสอนทุกอย่างที่ต้องสมควรรู้ให้แก่เจ้าเอง” ซางกวนกล่าว

ตาของเยว่ซินกระตุกเล็กน้อยกับคำพูดของอาจารย์ เยว่ซินชักหวั่นๆซะแล้ว กว่าจะฝึกเสร็จคงจะไม่แก่หงำเหงือกไปก่อนรึ ตั้งร้อยปีเฉียวนะ…

“ ในมิติแห่งนี้ข้าได้ปรับเวลาสิบปี เท่ากับหนึ่งชั่วยามในโลกภายนอกเท่านั้น เจ้าจงวางใจได้เวลาในนี้ไม่มีผลต่ออายุของเจ้าเเน่นอน” ซางกวนรีบตอบกลับทันทีหลังจากได้ยินความคิดศิษย์เพียงคนเดียวของตน

“ ท่านอาจารย์อย่าอ่านความคิดข้านะขอรับ..” เยว่ซินสะดุ้งตกใจ จู่ๆ ก็พูดขึ้น ซึ่งมันตรงกับที่เยวาซินกำลังสงสัยพอดี

จึงคิดว่าท่านอาจารย์อ่านใจคนได้ ก็เป็นถึงเทพผู้สร้างเรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้

“ ได้…อาจารย์จะหยุดอ่านใจ หากเจ้าไม่ต้องการ” ซางกวนกล่าวพลางอมยิ้มเล็กน้อย

“ เอาล่ะก่อนที่จะเริ่มฝึก เจ้าก็ไปชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนผ้าที่น้ำตกมรกตให้เรียบร้อย แล้วก็กลับมาหาอาจารย์ที่นี้”

“ ขอรับอาจารย์”

วูบบบบบ

“ ข้าอยากทำได้เหมือนอาจารย์มากขอรับ” เยว่ซินกล่าวพร้อมกับตาเป็นประกาย เพียงแค่สบัดมือเสื้อผ้าก็มาปรากฏในมือแล้ว

“เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้หากเจ้ามีพลังลมปราณแล้ว รีบไปอย่ามัวแต่เสียเวลา” ซางกวนบอกเยว่ซิน ทั้งยังอมยิ้มให้กับท่าทางของเยว่ซินสักครู่ พร้อมไล่ไปทำธุระที่ตนบอกไว้

“ ขอรับอาจารย์” กล่าวขณะกำลังหันหลังวิ่งยังบริเวณน้ำตกมรกต

เฮ้อ!!!

‘ นี้ข้ามีศิษย์เป็นคนหรือเป็นลิง ทำไมมันถึงดื้ออย่างนี้ ข้าคงต้องเคร่งครัดกริยาท่าทางเสียแล้ว ‘ ซางกวนคิดในใจพลางถอนหายใจ ขณะที่มองเย่วซินวิ่งออกไป

อ๊ากกกกก

เมื่อมาถึงบริเวณน้ำตกเยว่ซินก็ร้องจนเสียงหลง หลังจากที่เห็นภาพสะท้อนที่ปรากฏบนผิวน้ำ ก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เยว่ซินเห็นภาพสะท้อนของบุรุษหยกรูปงามราวกับหลุดออกมาจากเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ดวงหน้างดงามคล้ายอิสตรี คิ้วหนาได้รูปไม่รกจนเกินงามดวงตากลมโต แต่ปลายหางตายาวเรียวเล็กน้อยดูมีเสน่ห์และดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน นัยน์ตาสีนำเปล่งประกาย จมูกโด่งรั้งรับกับใบหน้า ริมฝีปากอมชมพูระเรื่อเป็นรูปกระจับไม่บางและไม่หนาจนเกินไป

บุรุษหยกคนนี้มีผมดำขับคล้ายกับเส้นไหมเนื้อที่ยาวพาดกลางแผ่นหลัง รูปร่างดูบอบบาง น่าทะนุถนอม แต่ก็ไม่บอบบางเท่าสตรี พอมีกล้ามเนื้อให้เห็นอยู่บ้าง ผิวขาวละเอียดใสราวกับหยก มองรวมๆใบหน้านี้งามล่มเมืองก็อาจเป็นได้ แต่ก็ยังมองเห็นเค้าโครงหน้าเดิมอยู่

เฮ้อ!!!

‘ แล้วชาตินี้ข้าจะหาภรรยาได้ไหมเนี่ย ‘ เยว่ซินได้แต่ปลงกับชีวิต คิดไม่ตกว่าตนจะหาภรรยาได้ที่ไหน ไปไหนมาไหนคงจะโดนสตรีอิจฉาใส่

หลังจากที่นั่งปรับทุกข์กับใบหน้าล่มเมืองของตนเองได้แล้ว เยว่ซินก็ไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนผ้า

“ ท่านอาจารย์ศิษย์เเต่งตัวเสร็จแล้วขอรับ…” เสียงของเยว่ซินดังมาแต่ไกล

“ อย่าวิ่งเดียวล้ม!!” ซางกวนกล่าวดุพลางขมวดคิ้ว เมื่อร่างของเย่วซินปรากฏต่อหน้าให้เห็นชุดบนตัวหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง ก็โบกมือเล็กน้อยชุดบนตัวเยว่ซินก็กลับมาเป็นทรงเรียบสวยมากกว่าเดิม

“แหะ แหะ แหะ …ศิษย์ขอโทษขอรับอาจารย์” เยว่ซินหัวเราะแห้ง ตนพึ่งจะเคยใส่ชุดแนวนี้ครั้งแรก เลยใส่ได้เท่าที่เห็น

“ พร้อมหรือยัง”

“ พร้อมแล้วขอรับ”

เยว่ซินกล่าวตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นพลางส่งยิ้มให้กับอาจารย์

#เรื่องนี้ไม่มีการอิงประวัติศาสตร์อะไรทั้งนั้น ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของนิยายแนวกำลังภายในเรื่องอื่นมาใช้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...