โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ “รถดี-ปกป้องโลก” ความท้าทายใหม่โลกยานยนต์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2566 เวลา 23.18 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2566 เวลา 04.09 น.

บนเวทีสัมมนา ESG : Game Changer ในหัวข้อ “เปลี่ยนให้ทันโลก” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” “ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ในฐานะตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ พูดถึงแนวคิดในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ ESG ที่ให้ความสำคัญกับ (environment, social และ governance)

โดยยอมรับว่า วันนี้ในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นยังให้ความสำคัญน้อย

เธอยอมรับว่า ผู้ผลิตยานยนต์คือหนึ่งในตัวร้ายของโลกใบนี้ ด้วยการฉายภาพให้เห็นว่า ปัจจุบันยานพาหนะในกรุงเทพฯ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกที่มาจากภาคการขนส่งเป็นอันดับหนึ่งที่ 26%

หากดูจากสนธิสัญญาปารีส อุตสาหกรรมยานยนต์ถูกมอบหมายให้ต้องลดคาร์บอนให้ได้ 30% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบจากปี 2019 แต่หากปล่อยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ลดเองตามสภาพน่าจะได้แค่ 19% ยังห่างไกลเป้าหมายมาก ต้องหาตัวช่วย

และที่เลวร้ายคือ เรายังถูกกดดันทั้งเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง Climate, Circular Economy, การใช้วัตถุย่อยสลายได้ง่าย Resources & Biodiversity ทำให้ซัพพลายเชนถูกบังคับให้ต้องทำเรื่อง ESG ด้วย รวมทั้งความกดดันที่จะต้องหัดใช้ดิจิทัลเข้ามาเพื่อควบคู่กับความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์

ท่ามกลางความกดดันต่าง ๆ เหล่านี้ กลายเป็นว่าการลงทุนเกี่ยวกับ ESG ในอุตสาหกรรมยานยนต์กลับน้อยลงทุกปี และบริษัทขนาดใหญ่กลับมีการลงทุนน้อยกว่าบริษัทขนาดเล็ก

ทั้งนี้มาจาก 2 เหตุผลหลัก คือ 1.ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแรง ทำให้การลงทุนที่ไม่ได้เกิดผลตอบแทนทางด้านการเงินถูกผลักออกไปก่อน

2.อุตสาหกรรมยานยนต์ยังประสบปัญหาการขาดแคลนชิป หรือชิ้นส่วนยานยนต์ในการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการยังวุ่นวายอยู่กับการจัดสรรการผลิตในแต่ละวันไม่ให้ติดขัด ดังนั้นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์จึงยังไม่มีเวลาเข้ามาดูแลเรื่องของ ESG

หากลงรายละเอียดจะเห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์ หรือ OEM นั้นมีการลงทุนด้าน ESG น้อยกว่า ซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หรือจะมองอีกแง่หนึ่ง คือผลักภาระต้นทุน ESG ให้กับซัพพลายเออร์นั่นเอง

แต่ทั้งผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ESG ทั้งในแง่ของการวางแผนกลยุทธ์และการนำไปปฏิบัติใช้ สถานการณ์ในวันนี้ทั้งผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยังไม่มีการดำเนินการทั้งสองส่วน

“ชนาพรรณ” กล่าวติดตลกว่า “ค่อนข้างอายนิดหน่อย ท่ามกลางความท้าทายใหม่ท่ามกลางความกดดันต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากขนาดนี้ ในฐานะของคนในอุตสาหกรรม ที่ทำได้วันนี้คือ การ เฝ้ารอ…และนี่คือความจริง”

การจะยกระดับมาตรฐาน ESG ของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้นั้น จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การประกอบรถยนต์หนึ่งคันนี้ มีการนำวัตถุดิบจากทั่วโลกมาผลิตผ่านกระบวนการมากมาย กว่าจะเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จะเห็นได้ว่าการผลิตรถยนต์ 1 คัน มาจากทุกภาคส่วนทุกภูมิภาคทั่วโลก แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาหนึ่งบริษัทหรือหลาย ๆ บริษัทให้มาทำ ESG แล้วจะสำเร็จ แต่ความสำเร็จนี้จะต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทุกคนในอุตสาหกรรมมายกระดับขึ้นไปพร้อมกัน

“ชนาพรรณ” ได้เสนอแนวคิดปรัชญาการทำธุรกิจยุคใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ 1.รถยนต์ที่ดี great vehicles 2.ปกป้องโลก protect our planet และ 3.ต้องเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแรง sustain and strong business โดยทั้ง 3 ส่วนข้างต้นจะต้องมีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

โดยต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการการออกแบบรถยนต์ ไปจนถึงกระบวนการสุดท้ายของการใช้หรือรถจบชีวิตลง

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

จุดแรกคือ นวัตกรรม คือ จุดแรกที่เราเชื่อว่า รถยนต์จะสามารถเปลี่ยนผ่าน จากเครื่องยนต์สันดาป ไปสู่ EV ได้ ต้องเริ่มต้นจากการออกแบบจะใช้วัตถุดิบแบบใด ช่วยให้รถยนต์แต่ละคันเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานจะสามารถแยกธาตุ แยกสารประกอบได้ ทั้งรถยนต์ และแบตเตอรี่ เพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น

การผลิตแบตเตอรี่ 40% อยู่ที่การทำเหมือง ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่า 60% จากนวัตกรรมการผลิตรถยนต์จะช่วยลดมลพิษได้

การออกแบบ ตัวซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์จากเดิมเป็นลักษณะเส้นตรงยาว เริ่มต้นจากวัตถุดิบ เข้าไปสู่โรงงานประกอบที่ 1, 2, 3 ออกมาเป็นรถและส่งไปดีลเลอร์ แต่พอพัฒนามาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า “ซัพพลายเชน” ที่เป็นเส้นตรงจะถูกแตกออกเป็นลักษณะของดาวกระจาย แต่ละวงกลมจะมีคลัสเตอร์ของตัวเอง เช่น คลัสเตอร์แบตเตอรี่ 1 เส้น, คลัสเตอร์การประกอบรถ 1 เส้น และคลัสเตอร์อื่น ๆ

แต่ทั้งนี้ 2 ใน 3 ของมูลค่ารถยนต์กลับไปอยู่ในเส้นอื่น ๆ คือ “ซัพพลายเออร์” และนี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ซัพพลายเออร์ต้องมีส่วนร่วมเรื่อง ESG เช่น ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จะต้องทำรายงานเรื่อง ESG ของซัพพลายเออร์เป็นรายงานร่วมไว้ในรายงานของแต่ละบริษัท การผลิตและการใช้วัสดุแบบย่อยสลายได้ง่ายนั้น มีราคาค่อนข้างแพง แต่ลูกค้าจะยอมรับราคาที่แพงกว่าได้โดยเฉลี่ยแค่ 8.5-8.7% เท่านั้น

เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือการเพิ่ม value chain ให้กับลูกค้า ทำให้วันนี้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่มีใครได้กำไร ทุกค่ายขาดทุน ต่างจากรถที่ใช้เครื่องยนต์นั้นผลิตแล้วมีกำไร ด้วยนวัตกรรมและอีโคโนมีออฟสเกล

“ชนาพรรณ” พยายามเปรียบเทียบ รถ EV กับรถที่ใช้เครื่องยนต์ ว่าใครสะอาดกว่ากัน ซึ่งถ้าแยกออกเป็นส่วน ๆ ตั้งแต่การผลิต โดยเฉพาะตัวแบตเตอรี่ ที่มาจากการทำเหมืองแร่ซึ่งมีทั้งฝุ่นควันมลพิษ ทำให้รถใช้เครื่องยนต์ยังชนะ

ถัดมาระหว่างการใช้งาน รถ EV ก็ยังไม่ชนะรถน้ำมัน เพราะไฟฟ้า (พลังงาน) ที่เติมเข้าไป ส่วนใหญ่ยังมาจากฟอสซิลไม่ใช่พลังงานทดแทน

รถ EV จึงไม่ได้สะอาดเพียงเพราะว่าไม่มีควันพิษออกจากปลายท่อไอเสียเท่านั้น แต่ถ้าพลังงานที่เติมเข้าไปเป็นแบบผสม ก็จะทำให้ รถ EV ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่ารถยนต์แบบสันดาปถึง 50% ขณะที่การซ่อมบำรุงรักษาถือว่าสูสีกัน ส่วนการทำลายมากกว่า 95% ของแบตเตอรี่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ทำให้โดยรวม ๆ แล้ว รถยนต์ไฟฟ้า ยังสะอาดกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป 55%

ถามต่อว่าจะสามารถทำให้สะอาดกว่านี้ได้อย่างไร มี 2 อย่าง คือ 1.การทำลาย การ recycling ในปัจจุบัน ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่แพร่หลายได้ ถ้าทำได้ก็จะช่วยได้มากขึ้น 2.ต้องพยายามออกแบบให้รถขนาดกลางมีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อนาคตผู้ผลิตอาจจะต้องรับซื้อรถคืน ไม่ใช่แค่ขายรถแล้วจบ ต้องรับซื้อแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนส่วนต่าง ๆ คืน และที่ยากจะปฏิเสธคือ ต่อให้มีรถยนต์ไฟฟ้า แต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปก็จะยังคงอยู่ไปอีกนาน

เพราะฉะนั้น ผู้เล่นในตลาดทดแทน ต้องหาวิธีการผลิตแบบใดที่จะสามารถลดคาร์บอนให้ได้ ใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่สามารถปฏิเสธเรื่อง ESG

โจทย์ที่ทุกคนตั้ง ถ้าต้องการให้รถทุกคันสะอาดควรจะต้องเปลี่ยนไปสู่รถ EV อย่าลืมว่ารถที่มีอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งสิ้น 1,400 ล้านคัน 90% ยังใช้เครื่องยนต์สันดาป ถ้าต้องเปลี่ยนให้หมด เราจะต้องใช้แร่ลิเทียม 15% ของแร่ทั้งหมดบนโลกนี้ ยังไม่รวมแร่อื่น ๆ นี่ก็จะหมดโลกแล้ว และในทางกลับกันการกำจัดรถ 1,400 ล้านคันทิ้งจะทำลายอย่างไร

ชนาพรรณมองการเปลี่ยนผ่านว่า รถยนต์ไฟฟ้ามาแน่ ๆ ระยะสั้นในปี 2030 ผู้ผลิตรถยนต์หลายยี่ห้อประกาศชัดว่าจะเลิกขาย เลิกผลิตเครื่องยนต์สันดาป ระยะแรกเป็นการโปรโมต คาร์บอน อีมิสชั่น ที่เข้มงวดมากขึ้น ความพยายามโปรโมตรถยนต์ไฟฟ้า ก็ต้องทำให้ครบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ใช้ ยังมีความจำเป็น ถัดมาระยะกลาง เมื่อได้มาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว ตอนนี้จะกลายเป็นบทลงโทษ สิทธิประโยชน์หายไป ใครไม่ใช้รถ EV จะถูกลงโทษ และในขณะเดียวกันเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ต้องปรับปรุงไปสู่ระยะยาวได้

ส่วนระยะยาว คือ ต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังราคาขาย ดังนั้นราคาขายรถเครื่องยนต์สันดาปกับรถอีวีจะต้องเท่ากัน ในราคาและสเป็กที่เท่ากัน และระยะนี้จะเป็นการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ผู้เล่นในอุตสาหกรรมทั้งหมดจะต้องเป็นผู้ค้นหานวัตกรรมเข้ามาให้ตัวเอง ผู้ผลิต-ผู้ขาย-ผู้ซื้อ ต้องรวมตัวกันเพื่อให้เกิดมาตรฐานใหม่

ราคากับนวัตกรรม 2 สิ่งนี้จะทำให้เราได้ตลาดใหม่ shape market ส่วนผู้เล่นทุกคนต้องขีดสี ตีเลนของตัวเอง ให้รถยนต์ของตัวเองและบริษัทของตัวเองวิ่งไปบนถนนสายใหม่นี้ให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...