[นิยายแปล] กลยุทธ์การเอาตัวรอดสำหรับบุตรีภรรยาเอก: แต่งงานกับตัวโง่งม
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Transn IOL Technology Co., Ltd
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever
ประพันธ์โดย : 慕容 แปลและเรียบเรียงโดย : รีฮานาห์ กอแต
หลังจากสูญเสียมารดา ทั้งชีวิตของ “มู่หรงฉิง” มีเพียงการคัดตำรา ปักผ้า ให้สมกับการคุณหนูใหญ่แสนสง่าเท่านั้น
แต่มีหน้าตาที่สวยงามแล้วอย่างไร? ในเมื่อนางก็ต้องแต่งงานกับคนโง่งมอยู่ดี!
.
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีวันนี้… วันที่นางได้ตกเป็นเป้าหมายของละครปาหี่ ที่ถูกจัดขึ้นโดยบิดาและอนุสุดที่รักของเขา!
แต่แล้วอย่างไร? ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว…
นางก็จะขอใช้ชีวิตอยู่กับคุณชายรองผู้โง่งม “เฉินเทียนหยู” ผู้นี้อย่างมีความสุขแล้วกัน
.
แต่ดูฟ้าจะไม่เห็นใจมู่หรงฉิงแม้แต่น้อย เรื่องปวดหัวยังคงมีมาไม่เว้นแต่ละวัน
และมันก็ทำนางก็ได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เบื้องหลังการตายของมารดา และอาการคลุ้มคลั่งของสามีนั้นมีมูล!
ทว่าในเรื่องร้ายก็มีดีเช่นกัน อาการของสามีมิใช่ไม่มีวิธีรักษา!
.
เฉินเทียนหยู : น้องหญิง น้องหญิงแสนหวาน เจ้าช่างหอมจังเลย
เฉินเทียนหยู : น้องหญิงป้อนข้าวให้ข้าทีสิ อ้าม~
มู่หรงฉิง : เห้อ นี่ข้ามีสามีหรือลูกกันแน่นะ?
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ
บทที่ 1
เล่มที่ 1 บทที่ 1
ชายกระโปรงสีเขียวอมฟ้าอ่อนยาวเรียดพื้นกระเบื้องสีหมึกดำมันวาวซึ่งช่วยเน้นสีสดใสของกระโปรงให้ดูนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เท้ากลีบบัวย่างเหยียบลงบนพื้นเบาๆ โดยปราศจากเสียง แต่ทุกย่างก้าวยามย่ำเดินวนไปวนมากลับเผยให้เห็นถึงความกังวลใจ
“แม่นมจิ่น ข้ารู้สึกไม่สบายใจมาก เป็นความรู้สึกที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดี วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านย่า อาจจะเกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดีหรือไม่?”
มู่หรงฉิงอยู่ในชุดเสื้อยาวสีแดงอมชมพู ชายกระโปรงสีเขียวอมฟ้าอ่อนปักลายรูปดอกกล้วยไม้บานสะพรั่งสองสามดอก เอวคอดถูกคาดด้วยเข็มขัดเงินที่ทอประกายแวววับภายใต้แสงอรุณรุ่ง ทำให้มันดูสวยงามเป็นอย่างมาก
ช่วงแขนเสื้อปักด้วยลายเส้นสีอ่อน แม้การแต่งกายโดยรวมจะดูเรียบง่ายและสง่างาม แต่กลับไม่สูญเสียความอ่อนเยาว์สดใสและงดงาม
โดยเฉพาะผมยาวตรงซึ่งถูกตรึงไว้ด้วยปิ่นกลวงรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวเรียบง่าย เสริมให้เส้นผมสีดำขลับยิ่งดูงดงามจับตาจับใจคน
“คุณหนูวางใจเถิด วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า อนุหนิงคนนั้นจะเล่นกลอะไรได้” แม่นมจิ่นมองมู่หรงฉิง ผู้ซึ่งออกอาการกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาในห้อง จึงเปล่งเสียงเพื่อปลอบประโลม
“นั่นสิ ในวันเข้าพิธีปักปิ่น เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว ด้วยกลอุบายที่อนุหนิงเคยทำไว้ ก็ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ผลหรือ ในใต้หล้าความชั่วไม่อาจเอาชนะความชอบธรรมได้ เจ้าปีศาจและสัตว์ประหลาดนั่น จะออกอาละวาดได้ตลอดเวลาเช่นนั้นได้เสียที่ใดกัน”
ในจังหวะที่แม่นมจิ่นพูดจบ แม่นมฟางก็สาวเท้าเข้ามาโดยมีชามถั่วแดงอยู่ในมือ นางจึงได้เอ่ยต่อจากคำพูดของแม่นมจิ่น
“ถึงกระนั้น วันนี้ข้าก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี…”
“ในหลายวันมานี้ ด้วยคุณหนูถูกอนุหนิงวางกับดักเล่นงานมาหลายหน คุณหนูจึงไม่สบายใจ วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า อนุหนิงคนนั้นคงจะต้องกินหัวใจหมีและเสือดาวเท่านั้น ถึงจะอาจหาญทำอะไรในวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า” ยวี้เอ๋อร์หยิบถั่วแดงต้มจากในมือของแม่นมฟาง ก่อนดูแลให้มู่หรงฉิงรับประทานอาหารเช้า
น้ำเสียงปลอบประโลมอันอ่อนโยนของแม่นมจิ่น แม่นมฟาง รวมถึงยวี้เอ๋อร์ กลับไม่ได้ทำให้ความไม่สบายใจระคนวิตกกังวลของมู่หรงฉิงลดลงแม้แต่น้อย หลังจากคิดพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง ถึงแม้อนุหนิงอยากจะทำร้ายนาง แต่เกรงว่าอนุหนิงคงจะไม่เลือกลงมือทำอะไรในวันสำคัญเช่นนี้ เพราะนั่นนับเป็นการไม่ให้เกียรติท่านย่าเป็นอย่างมาก
ณ ปัจจุบันเรือนด้านในยังคงอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมและการจัดการของท่านย่า อนุหนิงจะทำอะไรย่อมต้องคิดคำนึงถึงท่านย่า ด้วยสาเหตุนี้ จึงต้องลอบใช้กลอุบายบางอย่าง แต่อนุหนิงคนนั้นฉลาดมาก นางไม่ทิ้งหลักฐานใดๆ ไว้แม้แต่น้อย ขณะเดียวกันแม้มู่หรงฉิงจะสามารถหลบหลีกอันตรายทุกคราได้อย่างหวุดหวิด ถึงกระนั้นนางก็ทำอะไรกับมันไม่ได้เลย
หลังจากทานถั่วแดงต้มไปครึ่งชาม ด้วยเพราะความกังวลใจเด็กสาวก็ทานต่อไปไม่ลงอีกแล้ว นางเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า จากนั้นลุกขึ้นเดินออกไป “ถึงเวลาไปคำนับท่านย่าแล้ว”
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าในจวนกวงลู่ซื่อชิง ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่าของมู่หรงฉิง
“จื่อเอ๋อร์ เจ้าเด็กคนนั้นบอกว่าจะไปเอาขนมซิ่งเหรินให้คุณหนูได้ทานพร้อมกับถั่วแดงต้ม แต่นี่เวลาผ่านไปถึงครึ่งชั่วยามแล้ว ก็ยังไม่เห็นเจ้าเด็กคนนั้นกลับมาอีก” ยวี้เอ๋อร์เดินตามด้านหลังพลางพูดกับแม่นมจิ่นด้วยเสียงเบา
“เจ้าเด็กคนนั้นตะกละตะกลาม หลังจากกลับจากการไปคำนับท่านย่า นางก็คงจะกลับมาพร้อมขนมซิ่งเหรินอุ่นๆ กระมัง” ยวี้เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบามาก ถึงกระนั้นมู่หรงฉิงผู้ซึ่งก้าวเท้าออกมาแล้ว ก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย พร้อมเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน
“คุณหนูก็ตามใจเจ้าเด็กคนนั้นมากเกินไป คุณหนูดูสิ นางไม่รู้จักขอบเขตแล้ว” เมื่อได้ยินคำพูดของมู่หรงฉิง แม่นมฟางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวตักเตือนอีกหน “คุณหนูใหญ่ตามใจบ่าวพวกนี้มากเกินไป วันใดวันหนึ่งในไม่ช้าก็เร็วอาจเกิดปัญหาใหญ่ได้”
มู่หรงฉิงดีกับคนของตัวเองเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นสาเหตุทำให้แม่นมฟางไม่คิดจากไปแม้ฮูหยินได้สิ้นลมหายใจไปแล้วก็ตาม นางอาสาที่จะอยู่ต่อเพื่อดูแลมู่หรงฉิง
เมื่อหวนนึกถึงฮูหยิน แม่นมฟางถึงกับน้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว
“นางเป็นคนตะกละตะกลามก็จริง แต่ถึงอย่างไร นางก็ลอบเรียนรู้ทักษะการทำอาหารจากห้องครัวใหญ่ได้เสมอ หลังจากนางกลับมา นางอาจจะทำอาหารที่มีลูกเล่นใหม่ๆ ให้ข้าทานก็เป็นไปได้” เด็กสาวเอ่ยระหว่างก้าวเท้าออกจากตัวเรือน
ด้วยสายลมพัดในยามรุ่งอรุณ และอากาศที่เย็นเล็กน้อย มิหนำซ้ำน้ำค้างยังค่อนข้างหนัก ก่อนออกจากประตู แม่นมจิ่นจึงพาดเสื้อคลุมกันลมสีชมพูอมเทาบางๆ บนไหล่ของเด็กสาว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไปทางแสงอรุณรุ่งบนถนน
“พี่หญิงตื่นแต่เช้าเชียว”
มู่หรงฉิงเดินไปข้างหน้า โดยมีแม่นมฟางและยวี้เอ๋อร์คอยเดินตามอยู่ด้านหลัง ทันทีที่เดินมาถึงทางแยก ก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลเจือออดอ้อนแว่วดังมา
นางเลื่อนสายตามองก็เห็นมู่หรงยวี่ในชุดคลุมยาวสีสดใส เสื้อตัวในของชุดปักลายดอกกานพลูผลิบาน โดยสีม่วงของดอกกานพลูนั้นรายล้อมด้วยด้ายสีเงิน ตัวเสื้อก็เป็นสีม่วงอ่อนมีลวดลายดอกกานพลูเต็มชุด เผยให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างไร้ที่สิ้นสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อด้ายสีเงินส่องประกายระยิบระยับ ดูน่าดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก
ด้านนอกเป็นชุดกันหนาวหยุนซานทำมาจากผ้าซูปั่นคุณภาพดี มันมีความบางเท่าปีกนก เมื่อสวมทับบนชุดกันหนาวหยุนซาน เพียงสายลมพัดผ่านก็ดูคล้ายนางฟ้านางสวรรค์ ซึ่งไม่อาจอธิบายความงดงามนั้นออกมาเป็นคำพูดได้
ข้อมือสวมกำไลหยกขาวหนึ่งวง ดูจากเนื้อหยกก็รับรู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่อนุหนิงเป็นคนหามาให้ ด้วยสีหยกโปร่งใสและสม่ำเสมอกัน ครั้นสวมใส่บนข้อมือบางๆ ประดุจหยก จึงไม่รู้ว่าเป็นเพราะหยกส่งเสริมให้ผิวของนางดูขาวขึ้น? หรือเป็นเพราะผิวของนางยิ่งเน้นให้หยกดูพราวพรายมากกว่ากัน?
ครั้นเห็นมู่หรงฉิงเลื่อนสายตามอง มู่หรงยวี่ก็ยิ้มบางๆ ริมฝีปากแดงโค้งเล็กน้อย ท่วงท่า อากัปกิริยาของนางที่แสดงออกมาเฉกเช่นคุณหนูในครอบครัวใหญ่ คิ้วงดงามประดุจภาพวาด แม้นางจะยังไม่ได้เข้าพิธีปักปิ่น ทั้งใบหน้ายังคงดูอ่อนเยาว์มาก ทว่าความงดงามที่มีมาตั้งแต่กำเนิดกลับได้ปรากฏออกมาให้เห็นชัดแล้ว ในอีกสองปีข้างหน้า มู่หรงยวี่คงกลายเป็นผีเสื้อหลากสีส่องประกายซึ่งจะเป็นที่สะดุดตาผู้คนไม่ว่าจะบินไปยังแห่งหนใดก็ตาม
ในระหว่างที่เด็กสาวกรีดกรายย่างก้าวใกล้เข้ามา พู่สีม่วงทองของเครื่องประดับบนศีรษะได้แกว่งไกวเล็กน้อย ภายใต้แสงอรุณในยามเช้า ลูกปัดดอกไม้ที่กำลังแบ่งบาน สวยงามเสียจนมู่หรงฉิงเองก็ชื่นชมอยู่ในใจ
ชุดนี้ช่วยเสริมให้มู่หรงยวี่ซึ่งเดิมทีก็สะสวยทรงเสน่ห์อยู่แล้ว กลายเป็นคนดูมีเสน่ห์แพรวพราวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
“พี่หญิง พวกเรามักจะมีความเข้าใจโดยปริยายเสมอ แม้จะไปคำนับท่านย่า พวกเราก็มักจะเจอกันอยู่เป็นประจำ” ขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงคล้ายออดอ้อน เด็กสาวได้จับแขนของมู่หรงฉิงอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ระหว่างก้าวเท้าเคลื่อนไหว พู่บนศีรษะของนางก็แกว่งไกวไปมาเบาๆ ทำให้คนพบเห็นเป็นต้องรู้สึกทึ่งในความสวยงาม
“ใช่แล้ว พวกเรามักจะเข้าใจกันโดยปริยายเช่นนี้เสมอ” มู่หรงฉิงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ ยอมปล่อยให้มู่หรงยวี่คล้องแขนของนางเช่นนั้น ทั้งสองเดินไปทางเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าโดยไม่รีบร้อน
ในบางเวลา ทั้งคู่พูดคุยสัพเพเหระระหว่างเดินเคียงข้างไปด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าเมื่อมองเผินๆ แล้ว ทั้งคู่จะดูเหมือนเป็นพี่สาวน้องสาวที่รักกันลึกซึ้งปานนั้น ส่งผลให้คนรอบข้างถึงกับรู้สึกประหลาดใจ
อย่างไรก็ดี รอยยิ้มของมู่หรงฉิงกลับไม่ถึงดวงตา นางลอบถอนหายใจโดยคิดว่า ถ้าอนุหนิงไม่วางกับดักทำร้ายนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าน้องหญิงคนนี้ไม่ได้มีใจเป็นอื่น นางคงเต็มใจที่จะรักและเอ็นดูน้องหญิงด้วยความเต็มใจ เพราะถึงอย่างไรนางก็มีน้องหญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
“พี่หญิง วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านย่า พี่หญิงสวมชุดสีอ่อนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? พี่ไม่กลัวว่าท่านย่าจะไม่มีความสุขหรือ?”
ทันทีที่มู่หรงยวี่พูดจบ สีหน้าของมู่หรงฉิงก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ฟางเอ๋อร์ซึ่งยืนถัดจากมู่หรงยวี่ก็รีบเอ่ยขึ้น “คุณหนูรอง วันไว้ทุกข์ของฮูหยินยังไม่สิ้นสุดลงเลย คุณหนูใหญ่ไม่สะดวกที่จะแต่งตัวเช่นนั้น”
“โอ้?” มู่หรงยวี่ลากเสียงยาวราวกับตื่นรู้อย่างกะทันหัน “โธ่ ข้าลืมไปได้อย่างไรกัน พี่หญิงอย่าโกรธกันเลย ข้าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้”
หลังจากพูดจบ เด็กสาวก็รีบปล่อยแขนของมู่หรงฉิง หมุนตัวกลับไปยังเส้นทางสัญจรเดิม โดยไม่ให้โอกาสมู่หรงฉิงได้พูดแม้แต่คำเดียว
“ฮึ! จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน เห็นๆ อยู่ว่าจงใจจะทำให้คุณหนูเศร้าเสียใจ วันปกตินางก็แต่งชุดลายดอกไม้หลากสีสันสดใส ก็ไม่เห็นว่านางจะจำช่วงเวลาไว้ทุกข์นี้ได้” แม่นมฟางขบฟันแน่น ขณะมองดูทิศทางที่มู่หรงยวี่กำลังเดินจากไป พร้อมเปล่งเสียงอย่างเย็นชา
“วันนี้คุณหนูรองจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลอีกล่ะ? มิหนำซ้ำเหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่านางแปลกไปจากเดิมอยู่หลายส่วน?” เมื่อเห็นมู่หรงฉิงหยุดชะงักฝีเท้า ยวี้เอ๋อร์ก็พูดอย่างสงสัย “รู้ทั้งรู้ว่าระยะเวลาไว้ทุกข์จะสิ้นสุดลงในอีกสิบวัน และเรื่องนี้ก็ได้มีการพูดไว้ในพิธีปักปิ่นแล้วด้วย แต่วันนี้คุณหนูรองจงใจเช่นนั้น ไม่เหมือนพฤติกรรมตามปกติของนางเท่าใดนัก”
“แม้กระทั่งยวี้เอ๋อร์ก็มองออกแล้วเช่นกัน” คำพูดของยวี้เอ๋อร์ ส่งผลให้ความวิตกกังวลของมู่หรงฉิงยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เด็กสาวรู้สึกไม่สบายใจแกมวิตกกังวลมาตั้งแต่เช้า นางมักรู้สึกว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา
มู่หรงฉิงส่ายศีรษะไปมา หวังเพียงว่าความวิตกกังวลของตนจะมีสาเหตุมาจากความปริวิตกไปเองเท่านั้น จากนั้นนางจึงหมุนตัวพลางเดินไปข้างหน้าต่อไป
“คุณหนูใหญ่มาแล้ว ขอเชิญเข้ามาข้างใน”
สาวใช้ระดับหนึ่งเคียงข้างฮูหยินผู้เฒ่า หลิ่วชิงเอ่ยทักทายด้วยเสียงนุ่มนวลทันทีที่เห็นมู่หรงฉิง
“รบกวนพี่หลิ่วแล้ว” สายตามองไปทางหลิ่วชิง พร้อมโคลงศีรษะก่อนก้าวเท้าเข้าไปในเรือน
ช่วงเวลานั้นไม่ถึงกับเช้ามาก ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับเวลาที่มาคำนับในวันก่อนหน้าทุกๆ วัน
“ฉิงเอ๋อร์มาแล้ว เข้ามา นั่งลงตรงนี้มา” ฮูหยินผู้เฒ่าสวมชุดฟูหรงหลัวสีแดงสด บนผ้าไหมชั้นดีปักลายดอกชบาคลี่กลีบขนาดใหญ่ซึ่งเผยให้เห็นถึงความปีติยินดีอย่างยิ่งยวด
ทันทีที่เห็นมู่หรงฉิงเดินเข้ามาในเรือน หญิงสูงวัยก็กวักมือให้ผู้เป็นหลานสาวเข้ามาใกล้ด้วยความเมตตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
“ฉิงเอ๋อร์ น้อมคำนับท่านย่า ขอให้ท่านย่ามีโชคลาภประดุจทะเลบูรพา อายุยืนยาวดุจเขาทักษิณ” ในระหว่างคำนับตามกฎมารยาท ปากของนางก็เอ่ยคำมงคลไปพลาง
“ดี ดี ดี รีบลุกขึ้นนั่งเถิด” หลังจากพูดว่าดีๆ ติดต่อกันถึงสามหน หญิงชราก็รีบสั่งกำชับยวี้เอ๋อร์ให้ช่วยประคองมู่หรงฉิงเพื่อนั่งลงด้านข้างตน
“ฉิงเอ๋อร์ไม่มีของขวัญอันล้ำค่าใด ทำได้เพียงปักต้นสนอมตะนี้ด้วยตัวเอง หวังว่าท่านย่าจะไม่รังเกียจ” ขณะพูด เด็กสาวก็หยิบงานปักจากยวี้เอ๋อร์
เห็นดังนั้น หลิ่วชิงก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับมาถือ ก่อนคลี่งานปักผืนนั้นตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า
ถึงได้เห็นภาพที่ดูคล้ายแดนสวรรค์ ท่ามกลางชั้นเมฆ ต้นสนยืนตรงตั้งตระหง่านบนยอดเขา นกกระเรียนทั้งเก้าตัวมีทั้งอยู่นิ่ง ทั้งเคลื่อนไหว มิหนำซ้ำบางส่วนยังมีท่าทางเสมือนจริง ดูว่องไวปราดเปรียวเป็นอย่างมาก บริเวณชายผ้ามีการปักบทกวีบทหนึ่ง
“เวหาเต็มไปด้วยหมู่เมฆาหลากสีสันส่องแสงตลอดเวลา หงส์จับดอกไม้นั้นยิ่งยืนนาน เสมือนมีโชคลาภประดุจทะเลบูรพา อายุยืนยาวประดุจเขาทักษิณ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอ่านเสียงเบาจนจบข้อความ จากนั้นดวงตาของนางจึงโค้งขึ้นกลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยวเพราะความชื่นบาน
“ฮูหยินผู้เฒ่า ขอให้ท่านลองดูอีกด้านหนึ่ง”
หญิงชรามองแค่ด้านหน้าก็คลี่ปากยิ้มไม่หุบ เนื่องจากหลิ่วชิงเป็นผู้ถืองานปักให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้ชื่นชม นางจึงไม่เห็นด้านหลังของงานปัก แต่เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่ง นางก็ถึงกับตกใจทว่ากลับคลี่ยิ้มกว้างเสียยิ่งกว่าเดิม
“อีกด้านหนึ่งหรือ?” สายตาที่งุนงงของฮูหยินผู้เฒ่าเบิกกว้างเพิ่มมากขึ้นตามการเคลื่อนไหวของหลิ่วชิง
เนื่องจากงานปักชิ้นนี้เป็นงานปักลายสองด้านซึ่งหาได้ยากยิ่งที่สุดในใต้หล้า ด้วยเพราะผืนผ้าจะถูกปักลวดลายต่างกันสองด้าน
ด้านหน้าปักลายรูปนกกระเรียนในหมู่เมฆาและต้นสน อีกฝั่งหนึ่งปักลายรูปพระศรีอริยเมตไตรยด้วยพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
บทที่ 2
ภาพเบื้องหน้าคือพระศรีอริยเมตไตรยเปิดจีวร มีพัดอยู่ในพระหัตถ์ นั่งขัดสมาธิบนฟูก รอยยิ้มบนพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยเมตตาและจิตใจดี
ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนขณะที่ไปวัดผู่เทียนเพื่อสักการะ ฮูหยินผู้เฒ่าได้เอ่ยขึ้นว่า ‘พระพุทธรูปองค์นี้ ยิ้มอย่างมีความสุขจริงแท้ ถ้าเจ้ารู้สึกอึดอัดตรงไหน สัมผัสตรงนั้น แล้วก็จะหายดีเป็นปลิดทิ้ง’
ในช่วงเวลานั้นประจวบเหมาะกับที่มู่หรงฉิงกำลังลังเลใจถึงของขวัญวันคล้ายวันเกิดสำหรับฮูหยินผู้เฒ่า ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำของหญิงชรา จึงเกิดความคิดในใจ หลังจากกลับมาถึงจวน นางก็หาด้ายสีทองชั้นดี บรรจงปักทีละเข็ม ทีละเส้น โดยพยายามปักผ้าด้วยลวดลายสองด้านจนสามารถสำเร็จลุล่วงภายในเดือนสาม
“ฮูหยินผู้เฒ่า งานปักลายพระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการปลุกเสกเบิกเนตร โดยเจ้าอาวาสหวูวู่แห่งวัดผู่เทียน เจ้าอาวาสกล่าวว่า งานปักลายพระพุทธรูปองค์นี้สามารถแขวนไว้ในพระอุโบสถได้ จะเก็บไว้เคารพบูชาก็เหมาะสม”
แม่นมฟางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาเมื่อเห็นดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นประกาย
ได้ฟังถ้อยคำของแม่นมฟาง นัยน์ตาของฮูหยินผู้เฒ่าก็ปรากฏความตกตะลึงเพิ่มมากขึ้น “เจ้าอาวาสวัดผู่เทียนเป็นผู้ทำการปลุกเสกเบิกเนตรด้วยตัวท่านเองกระนั้นหรือ?”
วัดผู่เทียนไม่ใช่วัดธรรมดาทั่วไป นั่นเป็นวัดหลวงเชียว และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถเชิญเจ้าอาวาสหวูวู่ให้ทำการปลุกเสกเบิกเนตรตามใจปรารถนาได้ง่ายๆ
ครั้นเลื่อนสายตามองไปทางมู่หรงฉิง ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างตนด้วยรอยยิ้มจางๆ ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกเพียงว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ช่างเหลือเชื่อเกินไป
แต่หลังจากแม่นมฟางพูดจบ นางก็เดินกลับมายืนอยู่ด้านหลังมู่หรงฉิง โดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดอีกต่อไป นางเพียงเฝ้าดูและฟังเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่ทันได้เอ่ยถาม ก็ได้ยินเสียงดังแว่วเข้ามา หว่างคิ้วขมวดเล็กน้อย โบกมือให้หลิ่วชิงนำงานปักสองด้านอันล้ำค่านี้ไปเก็บ
หลังจากหลิ่วชิงนำงานปักสองด้านเข้าไปเก็บยังด้านใน มู่หรงยวี่และอนุหนิงก็กรีดกรายย่างก้าวเข้ามาพร้อมกัน ส่วนผู้ที่เดินตามมาด้านหลังคือ มู่หรงฮ่าวผู้มีรูปร่างสูงใหญ่
“ปี้เชี่ย[1]น้อมทักทายฮูหยินผู้เฒ่า ขออวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีอายุยืนยาว ไม่มีวันแก่เฒ่า”
“หลานขออวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีความสุข สุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน”
“หลานขออวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีโชคลาภวาสนาดั่งมหาสมุทรบูรพา มีความเจริญรุ่งเรืองดั่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มีอายุมั่นขวัญยืนดุจต้นสนและนกกระเรียนสวรรค์ ไม่มีวันแก่ชรา มีชีวิตชีวาดั่งฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง และมีความสุขตลอดไป”
อนุหนิง มู่หรงยวี่และมู่หรงฮ่าวต่างกล่าวทักทายพร้อมกล่าวคำอวยพรฮูหยินผู้เฒ่าตามลำดับ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยสั่งหลิ่วหงยกน้ำชาให้ทั้งสามคนด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ฮูหยินผู้เฒ่ามีเกียรติอันสูงส่ง ปี้เชี่ยไม่รู้ว่าจะให้ของขวัญแก่ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอะไรดี หลังจากเลือกแล้วเลือกอีก ก็จำต้องเลือกหยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมชิ้นนี้ ขอฮูหยินผู้เฒ่าได้โปรดอย่ารังเกียจเลย”
ระหว่างพูด สาวใช้ด้านข้างอนุหนิงได้มอบกล่องของขวัญส่งให้หลิ่วหงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลิ่วหงหยิบหยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมออกมา มือของรูปสลักพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมกำลังถือขวดหยกในท่วงท่าเป็นมิตรและเงียบสงบ สำหรับหยกซึ่งใช้ในการแกะสลักนั้นเป็นหยกอุ่นเหอเถียนที่หายาก
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่ารับหยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมจากหลิ่วหง ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของหยกทันที เนื้อหยกใสปราศจากร่องรอยตำหนิใดๆ
เป็นสิ่งของล้ำค่าระดับสูงซึ่งหายากจริงแท้
หลิ่วชิงที่เดินออกมาในเวลาเดียวกัน เบะปากใส่โดยปราศจากร่องรอย
แม้หยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมชิ้นนี้จะดี ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ดีเท่ากับงานปักลายสองด้านที่คุณหนูใหญ่บรรจงทำด้วยตัวเอง
“อนุหนิงใช้เงินไปเยอะแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ามอบหยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมให้หลิ่วหง และไม่ได้แลมองอีก
แม้เนื้อหยกจะดีเลิศ แต่ก็ไม่อาจเทียบเทียมความรู้สึกรักที่แท้จริงของงานปักลายสองด้านของมู่หรงฉิงซึ่งปักด้วยมือของเด็กสาว นอกจากนั้นเมื่อหลายอึดใจก่อน แม่นมฟางก็ได้เอ่ยปากแล้ว งานปักนั้นเป็นงานปักลายที่เจ้าอาวาสหวูวู่ได้ทำการปลุกเสกเบิกเนตรด้วยตัวเอง แม้ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือเท็จ ฉะนั้นคงต้องส่งคนไปสอบถามเสียแล้ว
“หลายวันนี้ ยวี่เอ๋อร์เรียนวาดภาพกับท่านอาจารย์เฉิงอย่างหนัก ได้วาดภาพลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมืองด้วยตัวเอง เพื่อขออวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง และเปี่ยมไปด้วยความผาสุก”
เมื่อเห็นสีหน้าจางๆ ของฮูหยินผู้เฒ่า อนุหนิงชักรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเสียแล้ว หยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าจากครอบครัวฝ่ายบิดามารดาของตนที่หามาให้ นอกจากมีมูลค่าแล้ว มันยังเป็นสิ่งของมีค่าที่หายากมากอีกด้วย
สมบัติอันล้ำค่าเช่นนั้น ไม่เข้าตาฮูหยินผู้เฒ่าได้อย่างไรกัน?
เริ่มไม่มีความมั่นใจ นางรีบขยิบตาให้มู่หรงยวี่ ทันทีที่ได้รับสัญญาณจากอนุหนิง มู่หรงยวี่ก็รีบหยิบภาพวาดออกมา ก่อนที่จะคลี่เปิดภาพวาดด้วยตัวเอง
เห็นฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนั่งอยู่ในลานเรือนด้านในอันโอ่อ่าด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยเมตตา ภายในลานบ้านมีเด็กจำนวนมากนับไม่ถ้วน โดยมีอายุที่คละกัน ภาพวาดนั้นเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความผาสุกและความปรองดอง ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ‘มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง’
ภาพวาดตรงหน้าก็ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน ภาพหญิงสูงวัยดูมีความสุขุมเยือกเย็น มีความละม้ายคล้ายคลึงกับฮูหยินผู้เฒ่าถึงสามในสิบส่วน ครั้นสังเกตมองรายละเอียดอย่างระมัดระวัง จะเห็นภาพวาดมีความละเอียดอ่อน โดยมีการบรรจงวาดทีละเส้นๆ กลายเป็นภาพ และแม้กระทั่งรอยพับเล็กๆ บนเสื้อคลุมก็ถูกวาดได้อย่างพิถีพิถัน
จะเห็นได้ว่า ภาพวาดนี้ได้รับความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง
ทายาทแห่งจวนกวงลู่ซื่อชิงนั้นมีจำนวนไม่มาก เรือนใหญ่มีบุตรชายหนึ่งคน บุตรีหนึ่งคน บุตรชายนั้นคือ มู่หรงซิวซึ่งอยู่ชายแดนอันไกลโพ้น ส่วนบุตรีนั้นคือ มู่หรงฉิง ทางด้านอนุของมู่หรงอั้นแห่งจวนกวงลู่ซื่อชิง มีอนุหนิงเพียงคนเดียว ในเวลานี้ อนุหนิงก็มีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวหนึ่งคนด้วยเช่นกัน บุตรอนุคือ มู่หรงฮ่าวและบุตรีอนุคือ มู่หรงยวี่
มู่หรงฉิงเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามองภาพวาดลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองอย่างระมัดระวังด้วยรอยยิ้ม นัยน์ตาใสดุจหยดน้ำเป็นประกาย
“หลานไม่มีความใส่ใจในรายละเอียดเช่นน้องหญิง จึงต้องหาเทพผู้มีอายุยืนเช่นนี้ เพียงหวังให้ท่านย่าจะมีอายุยืนและมีสุขภาพที่ดีตลอดไป”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มอย่างสุดซึ้ง มู่หรงฮ่าวจึงหยิบพระพุทธรูปหยกออกมาด้วยความว่องไว
กล่าวกันว่าพระพุทธรูปหยกเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่นับว่าเป็นนัก ภาพชายชราในชุดหลากสีสันถือลูกท้อในมือซ้ายและถือไม้เท้าในมือขวา บนไม้เท้าแขวนน้ำเต้าหนึ่งลูก เปลือกน้ำเต้านั้นแกะสลักคำว่า ‘อายุยืนยาว’ ชายชรายิ้มอย่างสดใส ดวงตาแคบลงจนกลายเป็นเส้นหนึ่งเส้นเท่านั้น
นี่ ไม่ใช่เทพแห่งอายุขัยหรือ?
ครั้นเห็นดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นประกาย มู่หรงฉิงรู้ว่าอนุหนิงเก่งกาจมากกว่าที่นางคิดเสียด้วยซ้ำ
งานปักลายสองด้านของนางใช้ด้ายสีทอง มากไปกว่านั้น การปักสองด้านนี้เป็นสิ่งที่หายากในใต้หล้า ดังนั้น การแสดงความจริงใจถึงสำคัญมากเพียงใด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อนุหนิงอาศัยความจริงที่ว่า ครอบครัวฝ่ายบิดามารดาของนางเป็นครอบครัวพ่อค้าทำกิจการ มีทั้งความมั่งคั่งทั้งชื่อเสียง นางจึงนำของล้ำค่าและของขวัญมากมายมอบให้กับฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อเอาใจ
เช่นเดียวกับหยกขาวแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมนั่น
สำหรับในวันคล้ายวันเกิดครบรอบห้าสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า มู่หรงฉิงไม่คาดคิดเลยว่า อนุหนิงจะเรียนรู้ประสบการณ์จากปีก่อนๆ
เช่นเดียวกัน ต่อให้อนุหนิงพยายามเอาใจก็ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรขึ้นมา แต่ในทางกลับกัน มันทำให้บุตรชายและบุตรสาวของนางได้รับการยอมรับจากฮูหยินผู้เฒ่าเสียอย่างนั้น
“เอาล่ะ พวกเจ้ามีความตั้งใจจริงแท้ นั่งลงกันเถิด หลิ่วชิงยืนขึ้น แล้วไปชงชาให้คุณหนูรองและคุณชายรองที”
ฮูหยินผู้เฒ่าวางหยกเทพแห่งอายุขัยหลากสีกลับเข้าไปในกล่องอย่างระมัดระวัง อากัปกิริยาของนางดูเหมือนว่าจะชอบมากจนวางมันไม่ลง
“โธ่! วันนี้ชุดของพี่หญิงเรียบเกินไปอยู่หลายส่วน พี่ก็ดูสิว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ห้าสิบของท่านย่า จะมีแขกเหรื่อมีหน้ามีตามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก พี่หญิงแต่งตัวเช่นนี้ อย่าสร้างปัญหากับแขกที่มาร่วมงานก็แล้วกัน”
หลังจากการกล่าวตักเตือนของมู่หรงยวี่ พร้อมด้วย ‘อาการตกใจ’ มู่หรงฉิงถึงตระหนักได้ในภายหลังว่า มู่หรงยวี่ยังคงสวมชุดเดิม
ก่อนหน้าที่บอกว่าจะกลับเรือนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะ…
หลังจากคิดพิจารณาอยู่ชั่วครู่หนึ่ง มู่หรงฉิงก็เข้าใจอย่างกระจ่าง
ดวงตาทั้งสองข้างของนางสบกับแววตาเย่อหยิ่งแฝงความภาคภูมิใจของมู่หรงยวี่ ก่อนกวาดสายตามองไปทางอนุหนิงผู้ซึ่งแสร้งทำเป็นครุ่นคิด จากนั้นกวาดสายตามองไปที่มู่หรงฮ่าว มู่หรงฉิงจับได้ว่าดวงตาของมู่หรงฮ่าวปรากฏความตื่นเต้นออกมา
ในท้ายที่สุด สายตาของมู่หรงฉิงก็ไปตกที่ฮูหยินผู้เฒ่า ซึ่งในดวงตาปรากฏว่ากำลังครุ่นคิด “ฉิงเอ๋อร์ประมาทแล้ว ฉิงเอ๋อร์จะกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้”
“อืม เจ้าไปเถอะ เจ้าจงกลับมาที่นี่ก่อนแขกมาถึงก็แล้วกัน” น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่า แม้ฟังดูแล้วคล้ายไม่ได้ตำหนิ แต่ก็ไม่มีความใกล้ชิดเช่นก่อนหน้า
มู่หรงฉิงลุกขึ้นเดินออกไปภายใต้การจ้องมองอย่างมีชัยของมู่หรงยวี่
“คุณหนูใหญ่ อีกไม่กี่วันก็จะครบสามปีแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ารู้เรื่องนี้แล้ว แต่เหตุใดถึงยังตามใจคุณหนูรองเช่นนั้นล่ะ?”
ยวี้เอ๋อร์ขุ่นเคืองอย่างมิอาจทนได้อีกต่อไป นางหยิบเสื้อผ้าด้วยความกรุ่นโกรธ
“ยวี้เอ๋อร์ อย่าพูดมาก”
มู่หรงฉิงนั่งเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร หลังจากกลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าจวบจวนถึงขณะนี้ มู่หรงฉิงยังคงไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด เมื่อได้ยินคำบ่นที่ไม่รู้หนักรู้เบาของยวี้เอ๋อร์ แม่นมฟางจึงดุด้วยน้ำเสียงต่ำ ก่อนรีบเดินออกไปนอกประตูเพื่อมองสำรวจสภาพโดยรอบๆ “แม่นมจิ่น จื่อเอ๋อร์ยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
“ใช่ ไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แม้จะลอบเรียนศิลปะ ถึงกระนั้นก็ได้เวลากลับมาแล้ว มิหนำซ้ำวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า เจ้าเด็กคนนั้นช่างไม่รู้หนักรู้เบาจริงๆ” แม้แม่นมจิ่นจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของมู่หรงฉิง นางก็พอคาดเดาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เบาเป็นแน่
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” แม่นมจิ่นเข้ามาในเรือนและยืนอยู่หลังประตู จากนั้นเอ่ยถามแม่นมฟางด้วยเสียงเบา
“งานปักสองด้านของข้า มีแค่ยวี้เอ๋อร์ จื่อเอ๋อร์ ปี้เอ๋อร์ แม่นมฟาง แม่นมจิ่นเท่านั้นที่รู้”
แม่นมฟางยังคงไม่ได้ปริปากอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่นมจิ่น ทางด้านมู่หรงฉิงผู้ซึ่งนั่งนิ่งโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดก็เปล่งเสียงพูดอย่างแผ่วเบา
“งานปักสองด้านหรือ?” แม่นมจิ่นได้ยินแล้วก็ประหลาดใจ “ก็ใช่น่ะสิ ทักษะการปักสองด้าน เป็นทักษะที่ฮูหยินสอนคุณหนูเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ในใต้หล้าเวลานี้ ผู้ที่สามารถปักสองด้าน เกรงว่าอย่างมากก็หาได้อีกเพียงสามคนเท่านั้น”
มู่หรงฉิงมักจะสงบนิ่งยามปกติ แน่นอนว่าจะไม่ป่าวประกาศเรื่องทักษะการปักสองด้านให้ผู้อื่นรู้ และของขวัญวันคล้ายวันเกิดสำหรับฮูหยินผู้เฒ่าในคราวนี้ มู่หรงฉิงก็คิดได้โดยบังเอิญเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นนางก็ลอบปักอยู่ในเรือนทั้งวันโดยไม่ป่าวประกาศให้ผู้อื่นล่วงรู้
“คนของอนุหนิงจะต้องรู้เรื่องของขวัญของคุณหนูเป็นแน่” ดวงตาของแม่นมฟางเย็นชา และสายตาที่เย็นชาของนางก็เลื่อนไปทางยวี้เอ๋อร์
เดิมยวี้เอ๋อร์ก็เป็นคนฉลาดอยู่แล้ว ครั้นเห็นทั้งสามคนพูดเช่นนั้น นางก็รีบวางเสื้อผ้าไว้บนเตียง หมุนตัวและคุกเข่าลงตรงหน้ามู่หรงฉิง “คุณหนูโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง ตั้งแต่ยวี้เอ๋อร์เริ่มติดตามคุณหนู ยวี้เอ๋อร์ก็ไม่มีใจคิดคด ยวี้เอ๋อร์ภักดีต่อคุณหนูชั่วชีวิต และจะไม่ทำสิ่งใดเพื่อทรยศต่อคุณหนูอย่างแน่นอน”
ยวี้เอ๋อร์คุกเข่าลงแทบเท้า โขกศีรษะด้วยอาการสั่นเล็กน้อย
ขณะมองตัวสั่นเทาของยวี้เอ๋อร์ ความเจ็บปวดในดวงตาของมู่หรงฉิงก็ปรากฏแวบหนึ่ง สีหน้าของมู่หรงฉิงทำให้แม่นมจิ่นรีบก้าวเท้าไปข้างหน้า พร้อมตำหนิยวี้เอ๋อร์ด้วยเสียงต่ำ “ยวี้เอ๋อร์ คุณหนูจิตใจดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้ยามปกติจื่อเอ๋อร์จะไม่มีขอบเขตอย่างไร แต่คุณหนูก็แค่พูดด้วยเสียงเบาเพียงไม่กี่คำ ถ้าเจ้าไม่ได้ทำอะไรที่ขัดต่อใจ เจ้าจะคลานบนพื้นและตัวสั่นคล้ายตะแกรงเช่นนี้ทำไมกัน”
“แม่นมจิ่นพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก เจ้าเด็กเหล่านั้นมักจะไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอยู่แล้ว” แม่นมฟางมักไม่เห็นด้วยกับความเมตตาของมู่หรงฉิง เมื่อคิดถึงอนุหนิงคนนั้น คุณหนูใหญ่ผู้มีจิตใจดีจะต่อกรได้อย่างไร? “ถ้าสาวใช้เคียงข้างคุณหนูใหญ่เหล่านี้ยังคงไม่ระแวดระวัง สักวันหนึ่งพวกนางจะต้องเป็นสาเหตุให้คุณหนูต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่”
“แม่นมจิ่น…” มู่หรงฉิงเรียกขานแม่นมจิ่นซึ่งกำลังจะอ้าปากพูด ให้เดินมาหาตน
“คุณหนูมีอะไรให้บ่าวรับใช้หรือ?” แม่นมจิ่นมองมู่หรงฉิงอย่างเวทนา “คุณหนูคิดอะไรออกแล้วใช่หรือไม่?”
นางมองแม่นมจิ่นซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เย็นชาของมู่หรงฉิงพลอยรู้สึกอบอุ่นขึ้นในทันใด “แม่นมเป็นแม่นมของข้า ข้าย่อมไม่สงสัยแม่นม แต่แม่นมฟางล่ะ?”
นางสบประสานกับแววตาใจดีซึ่งปรากฏแฝงอยู่ในความเคร่งขรึม “ก่อนที่ท่านแม่จะจากไป แม่นมฟางคอยดูแลอยู่เคียงข้างท่านแม่สุดหัวใจ หลังจากท่านแม่จากไป แม่นมฟางเวทนาข้าที่ไม่มีแม่ ก็เลยอยู่ดูแลข้า…” หลังจากเว้นจังหวะชั่วครู่ มู่หรงฉิงก็พูดต่อ “แม่นมฟางเข้มงวดในชีวิตประจำวัน ข้ารู้ถึงเหตุผลในนั้น”
มู่หรงฉิงหยุดพูดหลังเอ่ยจบ จากนั้นเลื่อนสายตามองยวี้เอ๋อร์ผู้ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น “ยวี้เอ๋อร์และจื่อเอ๋อร์ต่างก็เป็นคนที่ท่านแม่เลือกให้อยู่เคียงข้างข้ามาตั้งแต่ข้าอายุได้ห้าขวบ ท่านแม่เป็นคนเลือกด้วยตัวเอง ส่วนปี้เอ๋อร์…”
เมื่อพูดถึงปี้เอ๋อร์ มู่หรงฉิงก็หยุดพูดอีกหน
แต่เดิมปี้เอ๋อร์เป็นสาวใช้ทำงานหนักในเรือนของมู่หรงฉิง หลังจากท่านแม่จากไป มู่หรงฉิงจึงอยู่แต่ในห้องโถงไว้ทุกข์ทั้งวันทั้งคืน คุกเข่าและปกป้องจิตวิญญาณของท่านแม่และเพื่อพี่ชายซึ่งได้รับข่าวล่าช้าเป็นเวลาเจ็ดวันเต็ม
ในช่วงเวลาเจ็ดวัน นางไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่นอน… แม้แต่คนเหล็กก็มิอาจทนได้ มากไปกว่านั้นมู่หรงฉิงเป็นเด็กสาวที่มีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น
ในช่วงเวลานั้น ทั้งยวี้เอ๋อร์ จื่อเอ๋อร์ แม่นมจิ่นและแม่นมฟางต่างก็ยุ่งอยู่กับงานจนไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ ปี้เอ๋อร์ซึ่งเดิมเป็นสาวใช้ทำงานหนักในเรือนจึงถูกจัดแจงให้รับใช้เคียงข้างมู่หรงฉิง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มู่หรงฉิงได้เลื่อนตำแหน่งปี้เอ๋อร์ขึ้นเป็นสาวใช้ระดับหนึ่ง
ก่อนที่นางจะเลื่อนตำแหน่งปี้เอ๋อร์ มู่หรงฉิงได้ตรวจสอบแล้วว่าปี้เอ๋อร์มีพื้นหลังที่สะอาดเอี่ยม เป็นเด็กสาวจากครอบครัวยากจน ซึ่งเข้าจวนมาได้ไม่นาน ด้วยสาเหตุนี้ นางจึงเลื่อนตำแหน่งให้ปี้เอ๋อร์อย่างวางใจ…
---------------------------------------
[1] ปี้เชี่ย ใช้เรียกตัวเองของอนุภรรยาหรือบ่าวรับใช้ เวลาพูดกับคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า อายุมากกว่า หรือพูดกับสามีตัวเอง
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
บทที่ 3
มู่หรงฉิงพูดถึงปี้เอ๋อร์ก่อนเงียบไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดอีก จังหวะนั้นแม่นมฟางกำลังจะต่อประโยคทว่ากลับหมุนตัวหันไปอีกทางอย่างกะทันหันเสียอย่างนั้น พร้อมตะโกนว่า “คนด้อมๆ มองๆ หลบๆ ซ่อนๆ คนนั้นเป็นใครกัน?”
เสียงตะโกนของแม่นมฟางส่งผลให้หลายคนในห้องต่างเลื่อนสายตามองทันที
“แม่นมฟางอย่าขุ่นเคืองเลย ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าคุณหนูใหญ่ยังไม่มา จึงส่งบ่าวให้มาดู”
เสียงของหลิ่วชิงดังแทรกมาจากด้านนอกผ้าม่าน
“ยังคุกเข่าอะไรอยู่อีก? ยังไม่รีบลุกขึ้นอีก” แม่นมฟางเอ่ยเร่งยวี้เอ๋อร์ด้วยเสียงต่ำ ในเวลาเดียวกัน นางก็สาวเท้าเดินไปที่ประตู
ยวี้เอ๋อร์ถูกแม่นมฟางตำหนิ นางถึงได้รีบลุกขึ้น เช็ดน้ำตา ก้มศีรษะและยืนด้านหลังมู่หรงฉิง
เป็นเวลาเดียวกับที่หลิ่วชิงได้รับการต้อนรับจากแม่นมฟางและสาวเท้าเข้ามา มู่หรงฉิงก็แย้มยิ้ม “รบกวนพี่หญิงแล้ว ข้ากำลังวิตกกังวลอยู่ว่าจะใส่เสื้อผ้าอะไรดี”
หลิ่วชิงและหลิ่วหงเป็นฝาแฝดกัน นอกจากสวยแล้วทั้งคู่ยังฉลาด มีไหวพริบจึงได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่าอย่างมาก
คำพูดของมู่หรงฉิงส่งผลให้ใบหน้ายิ้มแย้มของหลิ่วชิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ชั่วพริบตาเดียวนางก็กลับมาแย้มยิ้มอีกหน “บ่าวรับรู้ถึงความยากลำบากของคุณหนู แต่เนื่องจากความสามารถของคุณหนูไม่ด้อยไปกว่าฮูหยิน บ่าวคิดว่าคุณหนูจะสามารถแก้ปัญหาในเวลานี้ได้”
หลังจากพูดจบ นางก็มองไปที่เสื้อผ้าบนเตียง
เนื้อผ้าสีชมพูอ่อนปักลายดอกจื่อจิงบานสะพรั่งตั้งแต่เสื้อคลุมจนถึงส่วนไหล่
ชายแขนเสื้อบริเวณข้อมือกุ๊นขอบด้วยผ้าสีทอง ประดับไข่มุกที่มีขนาดเท่ากัน และใช้ผ้าชนิดเดียวกันพันรอบขอบซึ่งดูดีเป็นอย่างมาก
ดอกจื่อจิงบานสะพรั่งกับไข่มุกสีสดใสเป็นเครื่องประดับบนชุด นอกจากนั้นก็ไม่มีลายอื่นอีก สีของผ้าก็ดูสง่างามมากอีกด้วย
“ยังจำได้ว่า ก่อนที่ฮูหยินจะจากไป การร่ายรำ ’สุ่ยหยุนเจียน’ ของฮูหยินนั้นเป็นเรื่องดีในใต้หล้า” หลิ่วชิงถอนสายตาจากการจ้องมอง โดยไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงชุดเสื้อผ้ามากไปกว่านั้น ก่อนหันกลับไปทางมู่หรงฉิงและคำนับ “เกรงว่าแขกเหรื่อจะมาถึงแล้ว บ่าวจะต้องรีบกลับไปรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่า บ่าวขอตัวลาก่อน ขอคุณหนูใหญ่โปรดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากนั้นไปต้อนรับแขกเหรื่อที่ลานเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า”
“รบกวนพี่หลิ่วแล้ว” มู่หรงฉิงขยิบตาให้แม่นมฟาง หญิงสูงวัยจึงรีบหยิบเงินสองสามเหรียญจากแขนเสื้อและเดินไปหาหลิ่วชิง “ลำบากแม่นางหลิ่วแล้ว”
พูดพลางยัดเหรียญเงินลงในมือของหลิ่วชิง
หลิ่วชิงนับจำนวนเงิน หลังจากพูดจาสุภาพกับแม่นมฟางสักสองสามคำ นางก็หันหลังกลับและเดินจากไป
เมื่อเดินใกล้ถึงประตู หลิ่วชิงก็ชะงักฝีเท้า หมุนตัวเดินกลับมายืนอยู่ตรงหน้ามู่หรงฉิง และพูดด้วยเสียงเบาว่า “ฮูหยินไม่ต้องการให้นายท่านรับอนุในช่วงเวลานั้น คุณหนูใหญ่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?”
มู่หรงฉิงเลิกคิ้วขึ้นพร้อมมองไปที่หลิ่วชิงด้วยสีหน้างุนงง “พี่หลิ่วหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
“ฮูหยินผู้เฒ่าหมายอยากมีลูกหลานเต็มบ้าน” หลังจากพูดจบ หลิ่วชิงก็หยุดคำพูดไปชั่วครู่ราวกับลังเลว่าจะพูดต่อไปดีหรือไม่
“แม่นมจิ่น ช่วยหยิบปิ่นปักผมม้วนด้วยไหมทองที่เพิ่งทำเสร็จ แต่ยังไม่เคยใช้ของข้ามาให้ที” หลิ่วชิงลังเล แต่มู่หรงฉิงรู้ว่าสิ่งที่หลิ่วชิงต้องการจะพูดถัดจากนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะ
มู่หรงฉิงสามารถสรุปได้ว่า ความไม่สบายใจของนางคงเกี่ยวข้องกับคำพูดหลังจากนี้ของหลิ่วชิง
แม่นมจิ่นที่ถูกเรียกให้ไปหยิบปิ่นปักผมทองผงะไปชั่วขณะ ก่อนรีบไปหยิบปิ่นดังกล่าวออกจากกล่องเครื่องประดับ
ทันทีที่แม่นมจิ่นหยิบปิ่นปักผมทองออกมา ดวงตาของหลิ่วชิงก็สว่างวับขึ้นในทันใด
หลิ่วชิงรู้จักเครื่องประดับชิ้นนั้น ในฐานะบุตรสาวคนโตของเรือนใหญ่ เรื่องอาหารและเสื้อผ้าย่อมดีกว่าลูกอนุมากกว่าอยู่หลายส่วน และแม้กระทั่งเครื่องประดับก็เป็นของชั้นดี
เพียงสังเกตจากลวดลายของปิ่นปักผม จะเห็นลักษณะของดอกยวี้หลาน*ที่กำลังแบ่งบาน หยกขาวเม็ดหนึ่งถูกฝังอยู่ตรงกลางดอกยวี้หลาน ปิ่นปักผมทั้งอันดูเรียบง่าย แต่ยังคงความสง่างามและมีเกียรติ เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนโดยแท้
(*ดอกยวี้หลาน คือดอกแมกโนเลีย)
“พี่หลิ่วเป็นคนสนิทเคียงข้างฮูหยินผู้เฒ่า ย่อมได้รับสิ่งดีๆ จำนวนมาก ปิ่นปักผมอันนี้ของข้า เกรงว่าพี่หลิ่วจะไม่ชอบแล้ว” หลังจากหยิบปิ่นจากมือของแม่นมจิ่น มู่หรงฉิงลุกขึ้นยืนและเสียบปิ่นปักผมให้หลิ่วชิงด้วยตนเอง
“บ่าวมิบังอาจ คุณหนูมอบรางวัลอันมีค่ามากเกินไป บ่าวจะกล้ารับได้อย่างไร?” ระหว่างพูด หลิ่วชิงรีบยกมือขึ้นและต้องการถอดปิ่นปักผมออกจากศีรษะของนาง
“พี่หลิ่วมีรูปร่างหน้าตาเหนือชั้น หรือพี่หลิ่วรังเกียจปิ่นอันนี้ของข้า? กลัวว่าปิ่นอันนี้จะทำให้ความสวยของพี่หลิ่วลดลงหรือ?” มู่หรงฉิงพูดสัพยอกพลางขวางฝ่ามือของหลิ่วชิง คำพูดของมู่หรงฉิงนั้นติดตลกอยู่หลายส่วน
“คุณหนูใหญ่หยอกล้อบ่าวแล้ว บ่าวก็แค่มีหน้าตาที่พอดูได้ก็เท่านั้น จะเทียบกับเหล่าสาวใช้เคียงข้างคุณหนูใหญ่ได้อย่างไรกัน แต่ละคนมีหน้าตาพริ้มเพราสวยงาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณหนูใหญ่ที่สวยติดอันดับสามในสิบสาวงามในเมืองหลวง อยู่ตรงหน้าคุณหนูใหญ่ บ่าวจะเหมาะกับคำว่า ‘เหนือชั้น’ สองคำเสียที่ใด?”
“พี่หลิ่ว อย่าถ่อมตัวนักเลย ตั้งแต่ท่านแม่ของข้าจากไป ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า ก็มีพี่หลิ่วนี่แหละที่ช่วยพูดสิ่งดีๆ มากมายให้ข้า มันสมเหตุสมผลแล้วและของชิ้นนี้ก็สมควรที่จะมอบให้เป็นของขวัญด้วย”
หลังจากสนทนาด้วยถ้อยคำสุภาพ มู่หรงฉิงก็เปลี่ยนประเด็น “พี่หลิ่วคงไม่รู้ วันนี้เมื่อข้าตื่นนอนขึ้นมา ก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างไรชอบกล…”
คำพูดของมู่หรงฉิงแฝงความเศร้าโศกอยู่หลายส่วน ใบหน้าอันบอบบางสวยงามปรากฏความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางเช่นนั้นของมู่หรงฉิงเป็นสาเหตุให้หลิ่วชิงลอบถอนหายใจเบาๆ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นบนศีรษะของตนเอง และดวงตาของนางก็เป็นประกาย
“พี่หลิ่วรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ท่านแม่จากไป ข้าก็อยู่ในจวนแห่งนี้ด้วยความยากลำบาก…”
“บ่าวไม่กล้าพูด ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้ดีถึงความยากลำบากของคุณหนูใหญ่ หลายปีมานี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ปัดขจัดฝุ่นให้คุณหนูใหญ่แล้ว ส่วนมุมมรณะที่ยากจะสืบหานั้น หวังว่าคุณหนูใหญ่จะสามารถมองเห็นอย่างกระจ่างและทำความสะอาดด้วยตัวเอง”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิ่วชิงถึงตระหนักได้ว่าตนพูดมากเกินไป นางค้อมคำนับมู่หรงฉิงอีกหน หลังจากเอ่ยประโยคสุดท้าย “ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้ สาวใช้ชั้นหนึ่งเคียงข้างคุณหนู ปี้เอ๋อร์และจื่อเอ๋อร์ก็ถูกเรียกตัวไปที่เรือนด้านหน้าเพื่อช่วยงาน สาวใช้รอบข้างคุณหนูจะต้องระแวดระวังให้มากถึงจะถูก”
หลังจากถ้อยคำดังกล่าวสิ้นสุด หลิ่วชิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีกต่อไป แต่นางค้อมศีรษะคำนับอีกหน “บ่าวขอตัวลา”
มู่หรงฉิงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลิ่วชิงจะพูดมากถึงเพียงนั้น ใบหน้าของนางเผยความรู้สึกซาบซึ้ง ก่อนเดินไปส่งหลิ่วชิงที่หน้าประตูด้วยตนเอง “พี่หลิ่ว ได้โปรดเรียนท่านย่าให้ทีว่า อีกสักพักข้าก็จะไปถึงแล้ว”
“รับทราบ บ่าวขอตัวลาก่อน”
“คุณหนูใหญ่ ดูเหมือนว่าวันนี้จะต้องไม่สงบเป็นแน่” ครั้นเดินกลับเข้าไปในห้อง มู่หรงฉิงก็มองดูเสื้อผ้าบนเตียง สายตาของนางเคร่งขรึมเล็กน้อย ทางด้านแม่นมจิ่นถึงกับขมวดคิ้วจนกลายเป็นรอยย่นพลางเปล่งเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “จื่อเอ๋อร์ไปที่ห้องครัวใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ แต่กลับถูกจัดแจงให้ไปที่เรือนด้านหน้า เมื่อหลายอึดใจก่อนได้ยินสาวใช้จากเรือนด้านหน้าบอกว่า การที่ปี้เอ๋อร์ไปที่เรือนด้านหน้านั้นได้มีการแจ้งให้ทราบไว้ก่อนแล้ว”
งานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดวันนี้ อนุหนิงเป็นคนจัดงานด้วยตัวเอง และการระดมคนทำงานย่อมเป็นความตั้งใจของนางด้วยเช่นกัน
เพียงแต่จื่อเอ๋อร์ไปที่เรือนด้านหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรเลย มันจึงมีบางอย่างแปลกพิกล
“แม่นมฟาง ไปดูสิว่าเวลานี้หลิ่วชิงติดต่อกับใครบ้าง” มู่หรงฉิงรู้สึกตัว นางพูดด้วยน้ำเสียงอันแน่วแน่ต่อแม่นมฟาง “จำไว้ว่าอย่าให้ใครจับได้ จากนั้นไปสังเกตสถานการณ์ที่เรือนด้านหน้า ดูซิว่าในเวลานี้จื่อเอ๋อร์และปี้เอ๋อร์รับใช้แขกคนไหนบ้าง? หลังจากสืบอย่างกระจ่างแล้ว ก็ไปที่ลานสนามหญ้าที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อตามหาข้า”
“รับทราบ บ่าวจะไปดูเดี๋ยวนี้”
แม่นมฟางออกไปอย่างเร่งรีบ ส่วนยวี้เอ๋อร์ก็รับใช้มู่หรงฉิงเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างว่องไว
“หยิบชุดสุ่ยหยุนลายเมฆแขนกว้างนั่นมาให้ที”
แต่เมื่อยวี้เอ๋อร์หยิบเสื้อชุดนั้นขึ้นมา มู่หรงฉิงก็เปล่งเสียงเบา
“แต่ว่า…”
“คำพูดของหลิ่วชิงหมายความว่าหลายวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการให้มีข่าวมงคล ถ้าเดาไม่ผิด ข่าวมงคลนี้ ถ้าไม่ได้มาจากจื่อเอ๋อร์ ก็มาจากปี้เอ๋อร์นั่นแหละ”
แม่นมจิ่นดึงชุดสุ่ยหยุนแขนกว้างลายเมฆออกจากตู้เสื้อผ้าอย่างว่องไว พร้อมขัดจังหวะคำพูดของยวี้เอ๋อร์ซึ่งถือเป็นการอธิบายสำหรับอีกฝ่ายด้วย
“ถูกต้อง ถ้าเดาไม่ผิด ข่าวมงคลนี้จะต้องเป็นจื่อเอ๋อร์เป็นแน่”
ยวี้เอ๋อร์ทำท่าอ้าปากต้องการพูดแต่ก็ดูคล้ายหวั่นกลัวที่จะเอ่ย มู่หรงฉิงจึงพูดอย่างอดทน “ยวี้เอ๋อร์ ข้าบอกเจ้าหลายครั้งแล้วว่า คนสามารถใจดีได้แต่ต้องไม่โง่งม จิตใจดีมีเมตตานั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ความโง่เขลานั้นเป็นสิ่งที่น่าเวทนาสำหรับมนุษย์ทุกคน”
ยวี้เอ๋อร์ยังคงไม่เข้าใจ ระหว่างนั้นแม่นมจิ่นได้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้มู่หรงฉิงเป็นชุดสุ่ยหยุน “ชุดสุ่ยหยุนชุดนี้สีหลักคือสีม่วงหลอมด้วยทอง หวนคิดถึงฮูหยินที่ใส่ชุดนี้ในเวลานั้น ได้สร้างความตื่นตะลึงให้เมืองหลวงจริงๆ”
หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่นมจิ่นก็เริ่มเกล้าผมให้มู่หรงฉิงอย่างคล่องแคล่วว่องไว ซึ่งลงตัวกับชุดสุ่ยหยุนลายเมฆอย่างสมบูรณ์
ยามมองเข้าไปในกระจก ภาพสะท้อนบนนั้นคือหญิงงามจิตใจดีและใจกว้าง นัยน์ตาสงบเย็นชาเล็กน้อย ด้วยการแต่งตัวทำให้ดูอ่อนโยนอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน มิหนำซ้ำยังช่วยเพิ่มความสง่างามเนื่องจากความเย็นชาในดวงตา
“ปี้เอ๋อร์มีความทะเยอทะยานสูง ย่อมไม่เต็มใจที่จะเป็นบ่าวร่วมนอนกับนายท่าน ที่ไม่มีตำแหน่งให้เช่นนั้น สำหรับจื่อเอ๋อร์ นางคิดที่จะแต่งงานกับสามัญชนธรรมดาทั่วไปและมีตำแหน่งเป็นภรรยาเอก นางยิ่งไม่เต็มใจที่จะเป็นบ่าวร่วมนอนของนายท่าน จากมุมมองตรงนี้เกรงว่าอนุหนิงหมายจะให้นายท่านเลือกหนึ่งคนในสองคนนี้เพื่อจัดการกับคุณหนูใหญ่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคนทรยศคุณหนูใหญ่ก็คือหนึ่งในสองคนนี้ และเป้าหมายของการทรยศหักหลังคุณหนูใหญ่ก็เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับอนุหนิง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์อย่างที่ต้องการอย่างไรล่ะ”
หลังจากประคองมู่หรงฉิงให้ลุกขึ้นยืน แม่นมจิ่นได้มองสังเกตตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าพลางพูดวิเคราะห์ด้วยดวงตาเป็นประกาย
มีความละม้ายคล้ายคลึงกัน มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมาก เดิมคุณหนูใหญ่ก็มีหน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายฮูหยินอยู่ห้าในสิบส่วน แต่เมื่อด้วยคุณหนูใหญ่แต่งตัวเช่นนี้ มันยิ่งเสริมให้คุณหนูละม้ายคล้ายคลึงกับฮูหยินถึงเจ็ดในสิบส่วน
ครั้นหวนคิดถึงฮูหยิน ดวงตาทั้งสองข้างของแม่นมจิ่นถึงกับน้ำตาซึม ถ้าฮูหยินไม่ได้จากไปเร็ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณหนูใหญ่จะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเสียที่ใดกัน?
“กลัวก็แต่ว่า จิตมุ่งหมายของอนุหนิงจะมีมากกว่านั้น” น้ำเสียงเย็นชาแฝงความวิตกกังวลเล็กน้อย “ไปดูสถานการณ์ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่ากันก่อนเถอะ ข้าแค่หวังว่าวันนี้จะไม่ใช่วันสุดท้ายของทั้งสองคนนั้น”
พูดจบแม่นมจิ่นก็ช่วยประคองมู่หรงฉิงออกจากห้อง แต่ยวี้เอ๋อร์ที่ได้ยินคำพูดของมู่หรงฉิงกลับเบิกตากว้างราวกับว่านางไม่เชื่อว่าคำพูดนั้นจะออกมาจากปากของมู่หรงฉิง
“คุณหนูใหญ่ เมื่อครู่ท่าน ท่าน…” ยวี้เอ๋อร์วิ่งตามหลายก้าวขณะสีหน้าปรากฏความหวั่นกลัว
“ยวี้เอ๋อร์ ข้าจะพูดกับเจ้าอีกครั้ง” หลังจากหยุดฝีเท้า มู่หรงฉิงมองไปทางยวี้เอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นชา “ถ้าเจ้าโง่เง่าเช่นนี้อีก ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้าได้จริงๆ การที่เจ้าเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำร้ายข้าเท่านั้น แต่ยังทำให้ชีวิตของเจ้าตกอยู่ในอันตรายด้วยเช่นเดียวกัน”
มู่หรงฉิงเอ่ยเช่นนั้นก่อนสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าและจากไป
แม่นมจิ่นหันมองยวี้เอ๋อร์ ดวงตาที่แสดงถึงความสับสนของยวี้เอ๋อร์ทำให้นางต้องส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้
ยวี้เอ๋อร์และจื่อเอ๋อร์มีความสัมพันธ์เช่นพี่สาวน้องสาว ทั้งคู่มีความคิดรอบคอบ เพียงแต่ยวี้เอ๋อร์ตอบสนองเชื่องช้ากว่าเมื่อเทียบกับจื่อเอ๋อร์
สาเหตุที่มู่หรงฉิงเก็บยวี้เอ๋อร์ไว้เคียงข้างให้เป็นบ่าวระดับหนึ่ง ประการแรกคือ ยวี้เอ๋อร์เป็นคนซื่อสัตย์ และอีกประการหนึ่ง ด้วยยวี้เอ๋อร์มีความรอบคอบ ในมุมมองของมู่หรงฉิง ความไร้ไหวพริบเป็นครั้งคราวของยวี้เอ๋อร์นั้นจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออยู่ภายใต้การแนะนำของจื่อเอ๋อร์
แต่อย่างไรก็ดี ดูเหมือนสถานการณ์จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาวใช้เช่นยวี้เอ๋อร์ เกรงว่าจะไม่สามารถเก็บไว้ให้อยู่เคียงข้างนางได้อีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้คนโง่และซื่อสัตย์อยู่เคียงข้าง จะเป็นการทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวเองเสียเปล่าๆ
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ