โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

7 พืชควรปลูกรอบบ้าน ได้ทั้งไว้กินเอง และสร้างรายได้

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2567 เวลา 02.30 น.

ผักบ้านๆ คู่ครัวไทย แถมยังเติบโตง่ายในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ผักแต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน เพราะผักบางชนิดชอบแดด บางชนิดชอบน้ำ ทุกครั้งที่ปลูกไม่ว่าชนิดไหนเราจึงควรหมั่นดูแล เอาใจใส่ แล้วพืชที่ปลูกจะได้ผลผลิตที่ดี

บ้านใครมีพื้นที่ปลูกพืชผักถือว่ามีทำเลทองอยู่ในบ้าน ได้ผักที่ปลอดสารไว้กินเองดีต่อสุขภาพ แถมยังสามารถต่อยอดด้วยการปลูกผักขายได้อีกด้วย เป็นกิจกรรมยามว่างสำหรับวันหยุด ชวนครอบครัวมาปลูกผักไว้ทำอาหารกินเองกันดีกว่า มีพืชชนิดไหนที่ปลูกรอบบ้านกันบ้างไปดูกันเลย

สะเดา

วิธีการปลูก

เป็นพืชปลูกง่าย ทนแล้ง ยิ่งแล้งยิ่งออกดอกดี การปลูกสามารถปลูกได้หลายวิธี จะปลูกแบบชำต้น พอต้นสมบูรณ์แล้วค่อยเอาลงดิน หรือปลูกแบบเสียบยอดก็ได้ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ให้ผลรับออกมาเหมือนกัน สะเดาจะผลัดใบช่วงสั้นๆ ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงออกดอก ประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม ผลมีลักษณะและขนาดคล้ายพวงองุ่น สุกประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลสุกมีสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด

การเพาะกล้าจากเมล็ดสะเดา

การเก็บเมล็ดสะเดามาเพาะกล้า มีเคล็ดลับว่าเมล็ดสะเดาจะต้องแก่จัด โดยเมล็ดสะเดาจะร่วงช่วงเดือนเมษายน เมื่อร่วงต้องรีบเก็บมาเพาะ และห้ามนำเมล็ดที่ร่วงเกิน 1 เดือนมาเพาะ เพราะเมล็ดจะไม่งอก เมื่อต้นกล้าโตพอให้นำมาทำการเปลี่ยนยอด โดยเสียบยอดด้วยสะเดาทะวาย หรือทาบกิ่ง

✨การเตรียมดิน

เตรียมดินเหมือนปลูกพืชทั่วไป ไถเตรียมแปลง แล้ววัดระยะหลุม 4×4 เมตร ลักษณะดินที่เหมาะสมกับการปลูก เป็นดินที่น้ำไม่ท่วมขัง น้ำไม่แฉะมาก เติบโตได้ดีในดินลูกรัง

⏰ช่วงเวลาที่เหมาะสม

แนะให้เลือกปลูกช่วงต้นฤดูฝน สำหรับคนที่ยังไม่มีระบบน้ำ พอผ่านฝน ต้นสะเดารากเดินแล้ว ตรงนั้นถือว่าไม่มีปัญหา ถือว่ารอดตายแล้ว ปุ๋ยให้ปีละครั้งหรือสองครั้ง เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือหากใครพอมีกำลังจะใส่ปุ๋ยเคมี หรือน้ำหมักฉีดทางใบก็ได้

เคล็ดลับ

ระหว่างรอสะเดาโตควรปลูกพืชอื่นแซมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอผลผลิตจากพืชหลัก สำหรับพืชแซมที่เหมาะต่อการปลูกนั้นสามารถปลูกได้ตั้งแต่แตงกวา แตงโม ฟักทอง ข้าวโพด ซึ่งพืชพวกนี้จะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ก็ขายได้

ชะอม

เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ทุกสภาพดิน และยังเป็นผักที่ปลูกตามบ้านเรือนเพื่อใช้ในการปรุงอาหาร ทั้งใบอ่อนหรือส่วนยอดของใบสามารถนำมากินได้ แตกยอดทั้งปี นิยมปลูกเป็นรั้วบ้านเพราะมีหนามแหลมช่วยป้องกันการบุกรุก

วิธีการขยายพันธุ์ชะอม

สามารถทำได้โดย การตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง หรือการโน้มกิ่งชะอมฝังดินทำให้แตกรากใหม่เกิดเป็นต้นใหม่เพิ่มขึ้น วิธีการปลูกชะอม ถ้าใช้กิ่งตอนจะนิยมยกร่องแล้วขุดหลุมปลูกบนร่อง โดยทั่วไปจะปลูกห่างกันต้นละประมาณ 30-50 เซนติเมตร เป็นแถวเป็นแนวหรือปลูกเป็นแปลงระยะห่างของแถวประมาณ 1 เมตร แต่ถ้าปลูกริมรั้วบางครั้งก็ใช้แถวคู่ ระยะห่างระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร

✨การเตรียมแปลงปลูกต้นชะอม

ไถพรวนดิน 1-2 รอบ แต่ละรอบตากดินนาน 7-14 วัน กำจัดวัชพืชออกให้หมด หว่านด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 2-4 ตันต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ไถยกร่องแปลงที่ระยะห่างของแถวที่ 2 เมตร หรืออาจไม่ไถยกร่องแล้วแต่ความสะดวกของคนปลูก

การเก็บยอดชะอม

เมื่อปลูกชะอมได้ประมาณสัก 3 เดือน ให้รดน้ำวันเว้นวัน ต้นชะอมจะชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าตายได้ ชะอมก็จะเริ่มแตกยอดอ่อนมาให้เก็บไปขายหรือใช้บริโภคได้แล้ว และเมื่อเก็บยอดชะอมไปขาย ชะอมก็จะแตกยอดใหม่มาเรื่อยๆ ควรดูแลรักษาต้นชะอมโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลังจากปลูกชะอมได้ 2-3 เดือน จะทำให้ต้นชะอมแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี

เคล็ดลับการกระตุ้นการแตกยอดอ่อนของชะอม

ใช้ปุ๋ยยูเรีย เพื่อกระตุ้นการแตกยอดใหม่ของชะอม แต่ควรใช้ในอัตราที่น้อย และต้องใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักด้วยจะทำให้ดินดีมีความอุดมสมบูรณ์มาก ต้นชะอมจะเจริญเติโตดีด้วยการกระตุ้นการแตกยอดอ่อนของชะอม หรือน้ำหมักชีวภาพ ที่หมักจากยอดอ่อนของพืชชนิดต่างๆ ปริมาณการใช้อัตราส่วนน้ำหมัก 1 ลิตรต่อน้ำ 40 ลิตร รดทุก 7 วัน ชะอมจะแตกยอดอ่อนได้ดี และช่วยให้ต้นแข็งแรงดีด้วย แต่ก็ควรใส่ปุ๋ยหมักในดินให้กับต้นชะอมด้วยจะดีมาก

ผักกูดการปลูกผักกูดให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกในสภาพแสงแดดรำไรและมีความชื้นสูง หากเราจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต สามารถปลูกได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทย

วิธีการปลูกผักกูดสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ การปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น เพื่อช่วยในการพรางแสง เช่น การปลูกร่วมกับกล้วย หรือปลูกร่วมกับไม้ผลยืนต้น วิธีที่สอง ปลูกภายใต้ร่มเงาตาข่ายพรางแสงหรือซาแรนที่สามารถพรางแสงได้ตั้งแต่ 50-60 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมแปลงปลูกควรใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เช่น ขี้วัว ขี้ไก่แกลบ มาผสมดินที่ใช้ปลูก หรืออาจนำมาหว่านบริเวณที่ต้องการปลูกผักกูด นำพันธุ์ผักกูดที่เตรียมไว้มาปลูก โดยนำดินมากลบพอมิด จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มมากๆ ห้ามปลูกต้นผักกูดลึกจนเกินไป เพราะจะทำให้รากออกยาก หรือไม่ออกเลย ระยะปลูกที่ใช้ระหว่างแถวและระหว่างต้น 50 เซนติเมตร

เคล็ดลับการดูแลรักษาเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก โดยใส่ประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ทุกๆ 3 เดือนต่อครั้ง ร่วมกับการพ่นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ 1-2 ครั้งต่อเดือน ในช่วงที่เริ่มเก็บผลผลิตแล้ว จะช่วยให้ได้ต้นมีการเจริญเติบโตและผลผลิตดีขึ้น

ใบพลู

เป็นพืชไม้เลื้อยที่นิยมนำมากินคู่กับหมาก นอกจากพลูจะเป็นที่นิยมกินแล้ว ยังได้มีการนำมาใช้ในพิธีมงคล จึงนับได้ว่าพลูเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว จึงทำให้พลูยังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก จนถึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย

การปลูก

การเตรียมไม้ค้าง เนื่องจากพลูเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยที่ต้องอาศัยรากเจริญเกาะขึ้นไปกับค้าง การเตรียมดินทำได้โดยไถดินตากไว้อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ยกร่องให้สูงเพื่อช่วยในการระบายน้ำ ตากดินทิ้งไว้ระยะหนึ่งประมาณ 1-2 วัน แต่ถ้าบริเวณที่ปลูกเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนปนทรายควรใส่ปุ๋ยคอก เพื่อให้ดินร่วนและทำให้การอุดมสมบูรณ์มีเพิ่มมากขึ้น หากดินเหนียวหรือดินแน่นจะต้องพรวนดิน ย่อยดินให้ร่วนเสียก่อนและต้องระวังอย่าให้มีน้ำขังในแปลงปลูก การเตรียมแปลงปลูก

ก่อนที่จะปลูกพลูควรนำหญ้าแห้ง ใส่ลงในหลุมและจุดไฟเผา เพื่อฆ่าเชื้อโรคและศัตรูพืชอื่นๆ ที่อาจจะอยู่ในหลุม จากนั้นก็ทำการลงไม้ค้างในดิน ส่วนดินที่จะใส่ลงหลุมควรเป็นดินผสมปุ๋ย หลุมปลูกมีขนาดประมาณ 50 x 50 เซนติเมตร และลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.5-2.0 เมตร และระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 1.50 เมตรเคล็ดลับพลูจะชอบอากาศร้อน อุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ชอบแสงแดดจัดหรืออุณหภูมิที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้ต้นพลูอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องพรางแสงแดดลดความร้อนด้วยการให้ร่มเงาหรือปลูกพืชอื่นให้ร่มเงามากขึ้น

6 ต้นไม้ริมทาง ปลูกข้างถนน มีประโยชน์กว่าที่คิด คอยให้ร่มเงาช่วยดักจับฝุ่น

ดอกขจรผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท หรือจะนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็อร่อย แถมยังมีวิธีการปลูกและดูแลง่าย ปลูกได้ทุกสภาพพื้นดิน

การเตรียมดินไถตากดินทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วไถอีกครั้ง จากนั้นขุดหลุมปลูกได้เลย หลุมขุดลึกแค่พอกลบกิ่งชำ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ระยะห่างระหว่างต้น 1.50 เมตร

วิธีปลูกขจรเป็นพืชไม้เลื้อย ก่อนปลูกต้องทำค้างก่อน ค้างที่ทำแล้วได้ผลดีเรียกว่าค้างโต๊ะ ลักษณะเป็นรูปตัวยูคว่ำ มีไม้ด้านข้างยาวไปตลอดแนว และใช้ตาข่ายคลุมด้านบน ช่วยลดลมปะทะ ถ้าเป็นค้างแบบแนวตั้งเมื่อลมมาจะต้านลมเยอะอาจทำให้ต้นล้มได้

ระบบน้ำ2 สัปดาห์แรกเปิดน้ำรดทุกวัน ช่วยให้โตเร็ว รากเดินดี หลังจากนั้นสังเกตว่าใบเริ่มแตก ให้ลดน้ำลงเหลือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตามสภาพอากาศ

เคล็ดลับช่วงหน้าหนาวของทุกปี คือ ฤดูกาลตัดแต่งต้นขจร เพื่อให้ดอกจะได้ช่อใหญ่และดก เริ่มให้ดอกเดือนที่ 3-4 แต่ในช่วงแรกดอกจะยังไม่ติดหมด อาจจะมีร่วงบ้าง จะเริ่มเก็บดอกได้จริงจังช่วงเดือนที่ 5 เก็บไปตลอด ให้ผลผลิตนาน 7-8 เดือน หยุดให้ดอกช่วงหน้าหนาว

พริกไทย

จะเจริญเติบโตได้ดีกับอากาศที่มีความชื้นสูง แดดไม่แรง ซึ่งในยุคเริ่มต้นของการปลูกพริกไทยนั้น นิยมปลูกกันมากในภาคตะวันออกของประเทศไทยเรา ซึ่งจะเป็นลักษณะอากาศชื้น ฝนชุก มีลมพัดผ่าน ทำให้ไม่มีความร้อนสะสม

การเตรียมกิ่งพันธุ์ ทำได้ 2 วิธี คือ

  • ตัดจากค้างที่สมบูรณ์ เหนือพื้นดิน 50 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนยาว 5-6 ข้อ ตัดกิ่งแขนง ข้อที่ 1-3 ดอก แล้วนำไปปลูกหลุมละ 4 กิ่ง
  • นำกิ่งพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนแล้ว ปักชำในถุงพลาสติก ขนาด 9×14 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน พริกไทยจะงอกรากและแตกยอด จึงย้ายปลูกในแปลง

การเตรียมดิน

ใช้ดินในส่วนแรกหน้าดิน จำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ผสมขุยมะพร้าว จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ผสมปุ๋ยคอกเก่า จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ผสมเศษวัสดุการเกษตร เช่น เปลือกถั่วต่างๆ ใบก้ามปู ใบไผ่ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์เคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน โดยเรียงลำดับชั้น โดยแต่ละชั้นจะราดน้ำยาช่วยย่อยสลายพวกปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ลงไปเพื่อให้เกิดการย่อยสลายที่เร็วขึ้น และหมักทิ้งไว้ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ และค่อยนำมาลงหลุมปลูก หรืออาจใช้แค่ซากพืชและพรวนดิน พร้อมใช้น้ำยาช่วยย่อยสลายก็ได้เช่นกัน

การปลูก

ควรปลูกช่วงฤดูฝน นำต้นพริกไทยที่เตรียมไว้วางลงในหลุมให้เอียงเข้าหาค้าง ประมาณ 2 ข้อฝังดิน และอีกประมาณ 3 ข้ออยู่เหนือดิน

การให้น้ำ

การให้น้ำช่วงแรก ของการปลูกต้องรดน้ำทุกวัน หรือวันเว้นวันจนกระทั่งต้นตั้งตัวได้ดี แล้วลดการให้น้ำเหลือ 2-3 วันต่อครั้ง

เคล็ดลับ

การใช้กิ่งพันธุ์แบบตอนแล้วนำไปชำ มักให้ผลดีกว่า และเปอร์เซ็นต์ต้นที่สมบูรณ์ค่อนข้างสูง เพราะนำตุ้มตอนที่ออกรากจนดีแล้วมาชำลงในถุง เพื่อให้เกิดการขยายรากเพิ่มในถุงอีก 1 ชั้น จะมีระบบราก 2 ชั้น และพอปลูกไปแล้ว มีโอกาสเติบโตเร็วมาก แต่ราคาค่อนข้างจะสูง

ผักหวานป่า

หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี

การปลูก

รองก้นหลุมด้วยขี้วัว ปลูกหลังจากเพาะกล้าเมล็ดได้สัก 1 เดือน ขุดหลุมปลูกไม่ต้องให้ลึกมาก ระยะปลูกที่แนะนำ 1×1 เมตร จะได้จำนวน 400 ต้นต่อไร่ และระยะ 2×2 เมตร จะได้ 200 ต้นต่อไร่ ต้นอ่อนต้องครอบด้วยกระถางหรือเข่งไม้ไผ่ ให้ต้นกล้าผักหวานป่าต้นอ่อนโดนแสงแดดน้อย เป็นเวลา 1 ปี หลังปลูกเสร็จ ต้องให้น้ำประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

⏰ระยะเวลา

ในฤดูกาลแตกยอดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ในช่วงที่ต้องการให้ผักหวานป่าออกยอด ควรตัดแต่งกิ่ง ให้ขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่ ปีละ 2-3 ครั้ง พ่นน้ำหมักชีวภาพหัวปลีฉีดพ่นยอดผักหวานป่า จะทำให้ยืดยาวได้น้ำหนัก

เคล็ดลับเพื่อให้ออกตลอดทั้งปี

เน้นปลูกจากการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เนื่องจากจะได้ต้นผักหวานป่าที่มีรากเดินดีและแข็งแรง อีกทั้งจะมีชีวิตอยู่ได้นานเป็น 100 ปี10

#Technologychaoban #เทคโนโลยีชาวบ้าน #พืช #ปลูกผัก #สร้างรายได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 7 พืชควรปลูกรอบบ้าน ได้ทั้งไว้กินเอง และสร้างรายได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...