โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สตรีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก คือพระนาง บูเช็กเทียน รวยยิ่งกว่าทายาทลอรีอัล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. 2565 เวลา 20.15 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 17.08 น.

จักรพรรดินี บูเช็กเทียน ที่ปรากฏทางซีรีส์โทรทัศน์ มักเผยประวัติถึงความยิ่งใหญ่ทางการเมือง ล่าสุดสื่อฮ่องกงตั้งประเด็นว่า พระนางทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจด้วยทรัพย์สินที่น่าจะมั่งคั่งที่สุดในบรรดาผู้นำสตรี

เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ รายงานการเปรียบเทียบความร่ำรวยของสตรีที่ทรงอิทธิพลของโลกในประวัติศาสตร์ พบว่า พระนางบูเช็กเทียน (Empress Wu) จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์ถังของจีน ทรงครอบครองทรัพย์สินเหนือมหาเศรษฐีนีโลกในยุคปัจจุบัน

ยุคศตวรรษที่ 21 ฟรองซัวส์ เบตตองกูต์-เมแยร์ ทายาทลอรีอัล ครองอับดับเศรษฐีนีร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินที่คาดว่าสูงถึง 73,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,435,400 ล้านบาท ติดโผผู้มั่งคั่งอันดับที่ 12 ของโลก

แต่เทียบไม่ได้กับพระนางบูเช็กเทียน หรือ จักรพรรดินี อู่ เจ๋อเทียน ตามสำเนียงกลาง ผู้มีชีวิตระหว่างค.ศ. 624-705 ปกครองจีนในสมัยที่เศรษฐกิจของจีนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 23 ของจีดีพีโลก

หากประเมินมูลค่าทรัพย์สินของจักรพรรดินีบูเช็กเทียนในยุคปัจจุบัน ก็คงจะมากกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกิน 500 ล้านล้านบาท แม้การเปรียบเทียบตัวเลขผ่านกาลเวลาหลายร้อยปีน่าจะยาก

ช่วงที่พระนางมีพระชนม์ชีพ เศรษฐกิจจีนมั่งคั่งมหาศาล จักรพรรดินีจึงน่าจะเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

นอกจากความมั่งคั่งแล้ว จักรพรรดินีพระองค์แรกของจีนยังสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง ในรัชสมัยของพระนาง พระนางมีพระบรมราชโองการให้ประหารพระราชธิดาและทรงเนรเทศพระโอรสที่เป็นจักรพรรดิองค์ก่อน โดยพระองค์ทรงปกครองประเทศด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยสืบสวนลับ

ชีวประวัติของพระนางน่าทึ่งจนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์นับครั้งไม่ถ้วน ซีรีส์ที่โดดเด่นที่สุดของเจเนอเรชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่น 2015 ออกฉายทางโทรทัศน์เมื่อปีพ.ศ. 2558 นางเอกชื่อดังฟ่าน ปิงปิง สวมบทพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียน

ด้วยเครื่องแต่งกายดูวาบหวามเห็นเนินอกของเหล่าสตรี ทำให้กองควบคุมโทรทัศน์ของจีนสั่งเซ็นเซอร์ให้ผู้สร้างใช้กราฟิกขยับชุดขึ้นมาปิด

ต้นกำเนิดของพระนางบูเช็กเทียนยังคงเป็นปริศนา มีรายงานที่ขัดแย้งกันว่าพระนางอาจจะประสูติในมณฑลซานซี เสฉวน หรือส่านซี

เท่าที่ทราบ คือ พระราชบิดาเป็นพ่อค้าไม้ผู้ร่ำรวยและมีสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่หลี่ หยวน ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิเกาจง แห่งราชวงศ์ถัง

พระราชบิดาให้พระนางร่ำเรียนหนังสือซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในสมัยนั้น พระนางอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี จนกระทั่ง พระชันษา 14 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมของจักรพรรดิไท่จงแห่งราชวงศ์ถังซึ่งพระนางถวายงานเป็นราชเลขา จึงเป็นโอกาสที่พระนางทรงอ่านหนังสือและศึกษาต่อ

จักรพรรดิไท่จงสวรรคตในปี ค.ศ. 649 โดยไม่มีพระทายาทกับพระนาง ตามธรรมเนียมแล้ว พระนางจะต้องถูกส่งไปบวชที่วัดพุทธอย่างถาวร ภายหลังการสวรรคต

มีการคาดการณ์กันว่าพระนางเริ่มผูกสัมพันกับพระโอรสของจักรพรรดิไท่จงในขณะที่จักรพรรดิไท่จงทรงมีพระชนม์ชีพ ต่อมา เมื่อรัชทายาทเกาจงทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม จักรพรรดิเกาจงทรงให้พระนางกลับมาจากวัดพุทธและทรงแต่งตั้งพระนางเป็นพระสนม

ภายในปีเดียว พระสนมรวบรวมอำนาจโดยใช้ตำแหน่งของพระองค์ ขณะที่การแข่งขันกับจักรพรรดินีหวางเข้มข้นขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว สตรีสูงศักดิ์ทั้ง 2 ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด

ค.ศ. 654 พระสนมมีประสูติกาลพระราชธิดา แต่สวรรคตหลังจากนั้นไม่นานและมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพระจักรพรรดินีหวางทรงอยู่เบื้องหลัง แต่นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าพระสนมทรงสังหารลูกในไส้แล้วป้ายความผิดให้จักรพรรดินีหวาง แม้ว่าไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้ชัดเจนก็ตาม

ปีต่อมา พระสนมทรงกล่าวหาว่าจักรพรรดินีหวางและพระมารดาของจักรพรรดินีว่าทรงใช้เวทมนต์คาถาอาคมและมีส่วนทำให้จักรพรรดินีถูกปลด
พระสนมทรงได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดินี ในปี ค.ศ. 655 หลังจากนั้น เพียง 5 ปี จักรพรรดิเกาจงประชวร ปวดพระเศียรและสูญเสียการมองเห็นซึ่งอาจมาจากความดันโลหิตสูง

เมื่อไร้ความสามารถ จักรพรรดิทรงถ่ายทอดพระราชกรณียกิจต่างๆ ให้จักรพรรดินีผู้มีการศึกษาและทรงปรึกษาการงานต่างๆ ด้วย

นักประวัติศาสตร์ เปา หยาง สันนิษฐานว่าพระอาการประชวรอาจเป็นผลจากการถูกจักรพรรดินีบูเช็กเทียนวางยาพิษ ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรก็ตาม

ด้านซิมา กวง นักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ บันทึกไว้ในหลายร้อยปีต่อมาว่าจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงมีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งหรือถอดถอน การให้มีชีวิตหรือเสียชีวิต ล้วนเป็นพระราชเสาวนีย์จากพระโอษฐ์ของพระนาง

ท่ามกลางข่าวลือรอบตัวพระนางและตำแหน่งที่ไม่มั่นคงนักในฐานะสตรีในราชสำนัก พระนางจึงต่อสู้อย่างไร้ความปรานีเพื่อรักษาอิทธิพล
ปี ค.ศ. 675 รัชทายาทซึ่งเป็นพระโอรสที่ประสูติกับจักรพรรดิเกาจงสิ้นพระชนม์ นักประวัติศาสตร์คาดว่าจักรพรรดินีบูเช็กเทียนจะต้องถูกประณามอีกครั้ง บางคนกล่าวว่าพระนางทรงรู้สึกว่าถูกคุกคาม

หลายปีต่อมา เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจากกรณีหมิง สงเอี๋ยน หมอผีที่จักรพรรดิและจักรพรรดินีทรงเคารพเลื่อมใสเสียชีวิต พระนางกล่าวว่าหาหลี่ เสียน รัชทายาทพระองค์ใหม่ซึ่งเป็นพระโอรส องค์ที่ 2 เป็นฆาตกรและหาว่าทรยศ

ด้านจักรพรรดิเกาจงทรงได้รับแรงกดดันจากจักพรรดินี จึงทรงถอดพระยศพระโอรสจากราชวงศ์ไปเป็นสามัญชนและทรงแต่งตั้งเจ้าชายหลี่ เจ้อ เป็นมกุฎราชกุมารองค์ใหม่

แม้ว่ามีข้อครหาเรื่องการเป็นฆาตกรและความบาดหมางในราชวงศ์ แต่จักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพด้วยพระปรีชาสามารถเป็นล้นพ้น พระองค์ทรงคัดเลือกบุคคลที่ถูกต้องเหมาะสมกับงานและด้วยบุคลิกที่เด็ดเดี่ยวของพระองค์ทำให้ได้รับการเคารพหรือไม่ก็ไม่รักพระองค์ไปเลย

เมื่อจักรพรรดิเกาจงสวรรคตในปี ค.ศ.683 รัชทายาทหลี่ เจ้อ ทรงขึ้นเป็นจักรพรรดิจงจง ส่วนจักรพรรดินีบูเช็กเทียนเป็นพระพันปีหลวง

จักรพรรดิเกาจงทรงวางหมากเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้จักรพรรดิหลี่ เจ้อ ครองราชบัลลังก์ทันที แต่จะต้องทรงปรึกษางานราชการกับพระราชมารดาทุกเรื่องและจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระราชมารดาด้วย

ด้านพระมเหสีของจักรพรรดิจงจงทรงมีความทะเยอทะยานและขัดแย้งกับพระสัสสุ (แม่สามี) เกือบจะทันที ผลที่คาดเดากันได้ คือ พระราชมารดาทรงเนรเทศจักรพรรดิเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั่งบัลลังก์และถูกปลดจากจักรพรรดิไปเป็นเจ้าชายและส่งตัวไปลี้ภัย

พระโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิรุ่ยจง แต่ถูกพระราชมารดาริบอำนาจทั้งหมด จักรพรรดิรุ่ยจงไม่เคยย่างกรายเข้ามาในราชสำนัก ไม่เคยว่าราชการ ไม่เคยมีข้าราชการเข้าเฝ้าและไม่ให้ข้องเกี่ยวเรื่องราชการแผ่นดิน
แม้พระนางบูเช็กเทียนทรงสร้างคุณประโยชน์ต่อราชวงศ์ แต่พระนางทรงค้ำจุนตำแหน่งผ่านการข่มเหงและความรุนแรงโดยใช้เจ้าหน้าที่สายสืบลับ

ไม่นานนัก หลังจากทรงปกครองอยู่หลังม่าน ในปี ค.ศ.690 พระนางบูเช็กเทียนทรงชักใยให้จักรพรรดิรุ่ยจงลุกขึ้นมาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ เป็น ราชวงศ์โจว โดยพระนางเป็นผู้ปกครอง (ตราบจนสิ้นรัชสมัยของพระนาง) ส่งผลให้พระนางทรงเป็นสตรีผู้ปกครองประเทศเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีน

ไม่นับสตรีคนอื่นที่ปกครองประเทศอยู่หลังม่าน เช่น พระพันปีฉือสี่ หรือ พระนาง “ซูสีไทเฮา” (ค.ศ.1835-1908) เพราะพระนางสำเร็จราชการแทนจักรพรรดิหลายพระองค์

ด้วยกุศโลบายต่างๆ พระนางบูเช็กเทียนทรงครองตำแหน่งจักรพรรดินีเป็นเวลา 15 ปี ก่อนที่จะถูกปลดในปี ค.ศ.705 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชีวิตพระองค์ซึ่งพระองค์ประชวรหนักทำให้ฝ่ายศัตรูยึดอำนาจไปได้

แม้ว่านักประวัติศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์จักรพรรดินีบูเช็กเทียน ว่าพระองค์เป็นจอมวางแผน หลงใหลอำนาจ แต่การปกครองของพระองค์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยพระองค์ทรงปฏิรูปสังคมจีนจากการปกครองโดยกลุ่มนายทหารมาเป็นการควบคุมโดยจอหงวน นักวิชาการชั้นสูง ในรัชสมัยของพระองค์ จีนรุ่งเรืองและร่ำรวยอย่างยิ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...