โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 34.00 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ก.พ. 2568 เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2568 เวลา 01.56 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ระดับ 34.06 บาทต่อดอลลาร์

13 ก.พ. 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ระดับ 34.06 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันหยุดของสถาบันการเงินในไทย (แกว่งตัวในกรอบ 33.90-34.25 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงหนัก อย่างรวดเร็ว จนทะลุโซนแนวต้าน 34.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ออกมาสูงกว่าคาดที่ระดับ 3.0% (+0.5%m/m)

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาพลังงานและอาหารก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.3% (+0.4%m/m) สูงกว่าคาดเช่นกัน ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า เฟดอาจยิ่งชะลอการลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง หรือ 50bps เหลือราว 15% จากที่ให้โอกาสราว 40% ในช่วงก่อนรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันราคาทองคำและเงินบาท ทว่า เงินบาทกลับสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นได้ หลังราคาทองคำพลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือทองคำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรสถานะ Long USD ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทำให้โดยรวมเงินบาทสามารถทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นสู่โซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงกลับมาเป็นแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก ตามกลยุทธ์ Trend Following หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 34.20 บาทต่อดอลลาร์ แต่ก็ยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ หลังราคาทองคำพลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้น ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่ได้กลับไปอ่อนค่าได้ ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ ทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ และเป็นปัจจัยที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด

โดยเรามองว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันบรรดาสกุลเงินเอเชียให้อ่อนค่าลงได้พอสมควร ทว่า เงินบาทก็อาจไม่ได้อ่อนค่าลงหนัก หากสุดท้ายราคาทองคำสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ ทำให้ต้องจับตาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) อย่าง การเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซีย รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ที่จะสามารถเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ ได้ ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดเลิกกังวลประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ กลับมาเชื่อมากขึ้นว่า เฟดจะชะลอการลดดอกเบี้ยและอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่า 2 ครั้ง ชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งตลาดแรงงานและข้อมูลที่เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.80-34.15 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะถูกกดดันจากความกังวลแนวโน้มเฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ บางส่วน อาทิ Tesla +2.4%, Apple +1.8% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.27%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.11% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสที่จะขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากฝั่งยุโรป

ตลาดบอนด์

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเร็วและแรง สู่โซน 4.66% หลังผู้เล่นในตลาดกังวลว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยในปีนี้ ได้น้อยกว่า 2 ครั้งที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด

ทั้งนี้ บรรยากาศระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด รวมถึงความกังวลแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อีกทั้งผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็รอทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวด้วยเช่นกัน ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้างเข้าใกล้โซน 4.60%

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง ในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง จากรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากแรงขายทำกำไรสถานะ Long USD ของผู้เล่นในตลาด

รวมถึงการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาสกุลเงินฝั่งยุโรป อาทิ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 107.9 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.6-108.5 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ความต้องการถือครองทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงช่วยหนุนให้ราคาทองคำ สามารถรีบาวด์สูงขึ้น กลับสู่โซน 2,930-2,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดติดตามอย่างใกล้ชิด หลังล่าสุดผู้เล่นในตลาดได้รับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินสภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงรอติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...