เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยอิ้งเยว่
ข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อลู่อิ้งเยว่นักวิจัยทางการเกษตรต้องมาเกิดใหม่ในยุคโบราณ แถมยังเป็นทารกน้อยที่ถูกเอามาทิ้ง แต่จับพลัดจับผลูไหงเธอถึงได้ถูกฮ่องเต้ผู้เย็นชามาเจอแถมยังเห็นเธอเป็นขยะเปียกที่ต้องเอาไปเทเสียนี่!!
องค์หญิงน้อยผู้ถูกใครบางคนเอามาทิ้งเอาไว้เพื่อรอให้ฮ่องเต้หมิงเซี่ยวผู้องอาจและเย็นชามาพบ ใครเล่าจะไปคิดว่าแม้แต่เด็กทารกเขาก็ยังใจดำสั่งให้ขันทีเอาไปทิ้งได้ลงคอ!!
ลู่อิ้งเยว่ไซส์ทารกจะเอาตัวรอดอย่างไรดีหนอ?
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน นิยายเลี้ยงเด็กฟีลกู๊ดเรื่องใหม่มาเสิร์ฟแล้วค่ะ!!
ครั้งนี้ไรต์จะพาทุกท่านย้อนเวลาตามนางเอกของเราไปเกิดใหม่เป็นทารกน้อยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แถมยังถูกเอามาทิ้งในพระราชวังจนฮ่องเต้มาพบ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับครอบครัวในรั้วพระราชวังที่พ่อผู้เป็นฮ่องเต้ไม่เชื่อในความรักของครอบครัวจากประสบการณ์ฆ่าพี่กำจัดน้องในราชวงศ์ที่ตนเองต้องประสบมา
หมิงเซี่ยวฮ่องเต้ผู้เย็นชาจะทำอย่างไรกับเด็กทารกน้อยที่จะมาหลอมหัวใจให้เขาเริ่มยอมรับในความรักของครอบครัวอีกครั้ง
+++++++++
เรื่องนี้ไรต์อาจจะไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์ตลอดนะคะ จะสอดแทรกคำราชาศัพท์เฉพาะในบทสนทนา ขอกราบขออภัยล่วงหน้าหากทำให้นักอ่านเสียอรรถรสนะคะ
และเช่นเดิมค่ะ… มีเปิดให้อ่านฟรีตามวันที่กำหนดนะคะ มากดติดตามแล้วมาดูไปด้วยกันนะคะว่าน้องอิ้งเยว่ในเรื่องนี้จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจได้บ้างหรือเปล่า?
ขอบคุณมากค่ะ
no more drama
ตอนที่1
แสงบุหลันในคืนนี้ช่างกระจ่างตา นภายามค่ำคืนปลอดโปร่ง อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อแสงสุริยันลาลับขอบฟ้าไปเมื่อยามสายันต์ ท่ามกลางต้นบุปผาหลากพันธุ์ในอุทยาน มีหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่นอนอยู่ใต้ต้นไทรจีนริมสระภายในสวนแห่งนี้
‘โอ๊ย!! อึดอัดชะมัด แถมยังปวดชิ้งฉ่องอีกด้วย’
‘ใครเอาผ้าห่มมาคลุมตัวฉันจนขยับยากอย่างนี้ล่ะเนี่ย?’
‘อ๊าๆๆ ปวดฉี่ไม่ไหวแล้ว ลุกก็ไม่ได้ นี่มันอะไรกันเนี่ย?’
ลู่อิ้งเยว่บิดตัวไปมาเพื่อให้ผ้าที่คลุมร่างอยู่คลายตัวออก แต่อาการปวดเบากลับทำให้เธออยากจะร้องไห้ออกมา เพราะหากเธอไม่รีบลุกไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนี้ เธอก็จะปัสสาวะราดตรงนี้แล้ว!!
เรื่องไหนก็ทนเอาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้!!
ลู่อิ้งเยว่กรีดร้อง แต่เสียงที่ออกมากลับเป็น “แอ๊… อุแว้!!”
เธอสะดุ้งสุดตัว “แอ๊ะ… อะ… อุแว้”
งื้อ… ทำไมเธอพูดไม่ได้ แถมเสียงร้องก็ยังเหมือนเด็กทารกอีกด้วย อ๊าๆๆ ปวดฉี่ไม่ไหวแล้ว!!
ลู่อิ้งเยว่หน้าแดง… ผ้าห่อตัวตรงก้นเปียกชื้นทันใด เธอรับตัวเองไม่ได้อย่างแรงจึงทำได้เพียง…
“แง๊… !!”
“เสี่ยวซุนจื่อ เจ้าไปดูว่าเสียงเด็กร้องไห้มาจากที่ใดกัน?”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ลู่อิ้งเยว่ตั้งใจร้องไห้เป็นอย่างยิ่ง ดวงตาวาวใสเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา จมูกเล็กแดงก่ำ ปากสีอิงเถากระจุ๋มกระจิ๋มยามนี้บิดเบ้
“อั๊ยหยา!! ฝ่าบาท ตรงนี้มีเด็กทารกถูกทิ้งเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“ทารก?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลู่อิ้งเยว่สะอึกสะอื้น เบิ่งตามองชายผ้าสีเหลืองทองที่เข้ามาในครรลองสายตา เป็นชายร่างสูงใหญ่อย่างกับยักษ์ แต่เขาคงไม่ใช่ยักษ์หรอกเพราะตอนนี้เธอต่างหากที่ตัวจิ๋ว
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเหลืองอร่ามก้มหน้าลงเล็กน้อย แสงเดือนสว่างไสวส่องจากด้านหลังของเขาทำให้เธอเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนคือคำสั่งไร้ความปราณีของเขา
“เอาไปทิ้งไกลๆ”
ลู่อิ้งเยว่อึ้งงันก่อนจะโวยวาย ‘ฉันไม่ใช่ขยะเปียกนะจะได้หิ้วไปทิ้งที่ไหนก็ได้น่ะ!!’
แต่เสียงที่ออกมาจากปากเล็กๆ นั้นกลับเป็น “แอ๊ะๆๆ อุวะๆ อู๊ดๆ”
ในที่สุดแขนขาน้อยๆ ของเธอก็หลุดพ้นผ้าห่อตัวออกมาจนได้ ขันทีนามเสี่ยวซุนจื่อกำลังจะอุ้มเธอขึ้นมาจึงหยุดมือก่อน แล้วเพ่งมองไปที่ส่วนล่างของเด็กทารก
“เป็นเด็กทารกหญิงพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ลู่อิ้งเยว่อับอายเป็นอย่างยิ่ง เธอยังโวยวายต่อไป ‘มองอะไรน่ะ? ตรงนี้มันส่วนที่ควรจะจ้องหรือไง ไม่เห็นหรือไงว่าฉันโป๊อยู่นะ!!’
แน่นอนว่าเสียงที่ออกมาก็คือ “แอ๊วแว๊!! อุอะๆ”
“เราถามเจ้าหรือว่านางเป็นชายหรือหญิง!! หนวกหูเสียจริง ไม่ได้ยินที่เราพูดหรือ? เอาไปทิ้งเสียให้ไกลๆ”
“รับด้วยเกล้า กระหม่อมจะเอาตัวทารกน้อยไปให้ไกลสายพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
เขาไม่กล้าเอาเด็กคนนี้ไปทิ้งจริงๆ หรอก ถ้าเกิดว่าเด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฝ่าบาท แล้วเขาจะยังรักษาหัวเอาไว้บนบ่าได้อีกอยู่หรือ?
ในขณะที่เสี่ยวซุนจื่อก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา เขาก็ต้องอุทาน “อั๊ยหยา… เจ้าหนูน้อยคนนี้เปียกไปหมดแล้ว”
อากาศตอนนี้ค่อนข้างเย็น หากปล่อยเด็กทิ้งไว้ตรงนี้อีกสักครู่ ไม่แน่ว่านางคงต้องหนาวจนเจ็บไข้ไปเป็นแน่
เมื่อเสี่ยวซุนจื่ออุ้มลู่อิ้งเยว่ขึ้นมาแล้วหันกลับไปอีกครั้ง เขาก็พบว่านายเหนือหัวของตนเองใบหน้าซีดเผือด เขารีบซอยเท้าเข้าไปหาฮ่องเต้ด้วยความเป็นห่วง
“ฝ่าบาท อาการกำเริบอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ!! เด็กๆ รีบไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้า!!”
ฮ่องเต้นามหมิงเซี่ยว เขาปวดหัวจนแทบจะยืนไม่ไหว นี่เป็นอาการที่หาสาเหตุไม่ได้มาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่อาการนี้กำเริบ เขาจะต้องทำลายข้าวของ หนักมากเข้า เขาก็ไม่สามารถครองสติได้จนต้องระบายความเจ็บปวดด้วยการสังหาร!!
ช่วงปีแรกๆ นั้นเขาอยู่ในสนามรบ เมื่อเกิดอาการคลุ้มคลั่งเขาก็ถือดาบวิ่งเข้าสู่สนามรบ สังหารทหารฝ่ายตรงข้ามจนฝ่ายตรงข้างถึงกับหวั่นเกรง
แต่ยามนี้บ้านเมืองสงบสุข เขาคือฮ่องเต้ผู้สูงส่ง จะสังหารคนราวกับกำลังสังหารหมูหมาย่อมเป็นไปไม่ได้
จังหวะนั้นเอง…
‘แปะ’
มือเล็กๆ ของเด็กทารกตัวน้อยตบเบาๆ เข้าที่พระนลาฏขององค์ฮ่องเต้ เสี่ยวซุนจื่อที่อุ้มเจ้าเด็กน้อยพลางเข้าไปดูพระอาการเห็นเข้าก็ได้แต่ตัวสั่นเทิ้ม
เขารีบจับมือของเจ้าหนูน้อยกลับมาพลางอุ้มนางคุกเข่าลงทันที “ขอฝ่าบาทโปรดทรงอภัยโทษให้เด็กไร้เดียงสาด้วยพ่ะย่ะค่ะ นางไม่ได้ตั้งใจ…” เขาก็ด้วย ไม่น่าอุ้มนางเข้าไปใกล้ๆ ฝ่าบาทเลย
เสี่ยวซุนจื่อก้มหน้าเตรียมรับความพิโรธครั้งใหญ่ขององค์เหนือหัว แต่เขานิ่งรอ ฝ่าบาทก็ยังเงียบ แม้แต่เจ้าหนูน้อยก็กะพริบตาปริบๆ
เสี่ยวซุนจื่อเห็นเพียงชายสนับเพลาของฮ่องเต้เคลื่อนตัวลงมาใกล้ จากนั้นเขาก็รีบหลับตารอรับชะตากรรม
แล้วเขาก็ได้ยินเสียง ‘แปะ’ นั้นอีกครั้ง ทำให้เขารีบเงยหน้าขึ้นมามอง
เสี่ยวซุนจื่ออึ้งงันกับภาพที่เห็นตรงหน้า ฝะ… ฝ่าบาททรงจับมือเล็กของเจ้าหนูน้อยในอ้อมแขนของเขาทาบลงที่พระนลาฏอีกครั้ง สีหน้าของพระองค์ดูผ่อนคลายคล้ายได้รับยาขนานเทพอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้นอ้อมแขนของเขาก็ว่างเปล่า ฮ่องเต้หมิงเซี่ยวไม่สนพระทัยกับความเปียกชื้นบนตัวของเจ้าหนูน้อย เขาอุ้มนางเอาไว้พลางดึงมือนางออกจากหน้าผาก
เพียงแค่เขาได้อุ้มนางก็ทำให้ความเจ็บปวดเจียนคลั่งทุเลาลงดั่งน้ำลด เส้นเลือดในตาที่ขยายตัวก่อนหน้านี้เริ่มหดตัวลง ดวงตาแดงก่ำของเขาจึงกลับมาสว่างสดใสดังเดิม
เขามองเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างฉงนสงสัย ใช้สองมือใหญ่อุ้มตัวนางมาประจันหน้าพลางหรี่ตามอง
สิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วนี่ เหตุใดจึงสามารถทำให้อาการของเขาสงบลงได้ เขาพลิกตัวนางมองไปทั่วทั้งตัว ดูว่าในตัวของนางมีสมุนไพรหรือกลิ่นแปลกประหลาดหรือไม่
แต่เมื่อเขาดมใกล้ๆ ตัวนางแล้วกลับได้กลิ่น… เหม็น?
ชายผู้เป็นใหญ่ถึงกับย่นจมูกพลางยื่นแขนที่อุ้มเด็กน้อยออกไปจนสุด “รีบเอาตัวนางไปทำความสะอาดเดี๋ยวนี้!!”
เสี่ยวซุนจื่อรีบลุกขึ้นทันที เขารับตัวเด็กหญิงมาแล้วกวักมือเรียกนางกำนัลรุ่นใหญ่สองคนที่ยืนรอรับใช้อยู่ห่างๆ
“เร็วเข้า รีบเอา… เอ่อ… จะทรงให้เรียกนางว่าอะไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หมิงเซี่ยวมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมามองเด็กหญิงตัวน้อย “เรียกนางว่าอิ้งเยว่ก็แล้วกัน”
ลู่อิ้งเยว่อึ้งงัน อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ หมอนี่ตั้งชื่อทีก็ตั้งชื่อให้เหมือนกับชื่อเดิมของเธอเลย
เสี่ยวซุนจื่อมองแสงจันทร์สว่างที่ตกกระทบกับผืนน้ำในสระ แสงสะท้อนของดวงจันทร์นั้นเป็นประกายระยิบระยับจับตา
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง”
เขาหันไปหาหมัวมัวทั้งสองอีกครั้ง “รีบนำตัวอิ้งเยว่น้อยไปอาบน้ำให้ดีเร็วเข้า แล้วดูแลนางให้นางกินอิ่มนอนหลับให้ดีด้วยเล่า อย่าแชเชือน เข้าใจหรือไม่?”
สองหมัวมัวรับตัวลู่อิ้งเยว่มาอย่างทะนุถนอมก่อนจะรับคำ “เจ้าค่ะ บ่าวจะดูแลคุณหนูอิ้งเยว่เป็นอย่างดีเลยเจ้าค่ะ”
หมิงเซี่ยวมองตามหลังหมัวมัวทั้งสองไป จากนั้นจึงเริ่มสำรวจตนเอง เขาลองเดินพลังภายในร่างกายก็พบว่าจุดที่ก่อนหน้านี้ติดขัดอยู่ จุดนั้นกลับเริ่มคลายลงช้าๆ
เขากำมือสองข้างของตนเองขึ้นมามอง ความไม่เข้าใจปรากฏอยู่ในแววตา ในผ้าห่อตัวของเด็กน้อยอิ้งเยว่ไม่มีอะไรเลย แล้วสิ่งใดในตัวของนางที่ทำให้เขาผ่อนคลายได้ขนาดนี้กัน?
“ฝ่าบาท กลับตำหนักไท่หยางเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หมิงเซี่ยวไพล่มือของตนไปด้านหลัง หันกายเดินนำกลุ่มขันทีและนางกำนัลกลับตำหนักเพื่อพักผ่อน
ขณะก้าวเดินไปก็หันไปสั่งการเสี่ยวซุนจื่อ “ไปจัดเตรียมห้องข้างให้อิ้งเยว่ด้วย”
ห้องข้างที่ว่าก็คือข้างห้องของห้องบรรทม หมิงเซี่ยวสั่งเสร็จก็เดินลิ่วจนเสี่ยวซุนจื่อที่อ้าปากหวออยู่เดินตามแทบไม่ทัน
เขาหันเร็วๆ ไปหาขันทีน้อยที่ติดตามเขาอยู่ ทวนคำสั่งของฝ่าบาทอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“เมื่อครู่ ฝ่าบาทตรัสว่าจะให้คุณหนูอิ้งเยว่อยู่ที่ตำหนักข้าง?”
ขันทีน้อยพยักหน้า รู้สึกแปลกใจไม่ต่างจากมหาขันทีเสี่ยวซุนจื่อนัก
เสี่ยวซุนจื่อไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของอิ้งเยว่จะดีหรือไม่ดีกันแน่ ผู้ใดต่างก็กล่าวว่าอยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังให้มากที่สุด เผลอตัวเข้าหน่อยไม่แน่อาจจะหัวหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ
ลู่อิ้งเยว่ที่ยังไม่รู้ว่าชะตาของตนเองดีหรือไม่ดีกันแน่เช่นกัน ตอนนี้กำลังสบายตัวสุดๆ
เธอเริ่มยอมรับได้แล้วว่าตนเองได้มาเกิดใหม่เป็นทารกน้อย แถมยังพกความทรงจำในชาติก่อนมาอีกด้วย
ท่าทางยายเมิ่งที่คอยส่งน้ำแกงลืมเลือนคงท้องเสียเลยไปเข้าห้องส้วมตอนที่เธอจำเป็นต้องลงมาเกิดเป็นแน่
ตอนที่2
ขณะที่จางหมัวมัวกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อิ้งเยว่อยู่นั้น นางก็สังเกตเห็นว่าที่ผิวหนังบริเวณหัวใจด้านซ้ายของหนูน้อยมีรอยสีแดงอ่อนจางคล้ายปานแดง
ปานนี้มีรูปร่างคล้ายค้างคาว นางอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ ทำให้ซูหมัวมัวต้องเดินเข้ามาใกล้เพื่อไถ่ถาม
“เจ้าดูสิ จุดนี้ของคุณหนูอิ้งเยว่คล้ายกับมีปานแดงเป็นรูปค้างคาวใช่หรือไม่?”
ซูหมัวมัวเพ่งตามองใกล้ๆ “จะว่าเหมือนค้างคาวข้าก็ว่าเหมือนอยู่นะ”
สองหมัวมัวมองหน้ากัน แล้วพูดออกเสียงพร้อมกันว่า “ค้างคาว*!!”
พวกนางมองหน้ากันก็เห็นรอยยิ้มแย้มในแววตาของกันและกัน จากนั้นทั้งคู่ก็หันมองเด็กตัวน้อยที่เริ่มหิวจนท้องร้องประท้วง
ลู่อิ้งเยว่ทำตาปริบๆ ‘ฉันหิวแล้ว’
สองหมัวมัวมองลู่อิ้งเยว่เหมือนกำลังมองเทพแห่งโชคลาภ
ลู่อิ้งเยว่ “…”
เมื่อเห็นว่าการสื่อสารทางสายตาไม่ได้ผล เธอจึงเริ่มร้อง “แง๊!!…”
สองหมัวมัวรีบตาลีตาเหลือกวิ่งวุ่นกันพัลวัน คนหนึ่งตรวจดูห่อผ้าว่ามีของเสียออกมาหรือไม่ อีกคนนึกได้จึงวิ่งไปที่ครัวหลวงเพื่อไปขอนมจากภรรยาของหัวหน้าพ่อครัวซ่งที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน
ร่างอ้วนท้วมของซูหมัวมัวนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อความว่องไวของนางเลยแม้แต่น้อย นางไปไม่นานก็สามารถนำน้ำนมจากซ่งกัวซื่อ** มาได้แล้ว
จางหมัวมัวใช้ช้อนคันเล็กตักน้ำนมมาป้อนให้อิ้งเยว่ทีละน้อย แต่หนูน้อยอิ้งเยว่หิวจนแทบจะเป็นลมแล้ว จะทนรอให้นางป้อนทีละช้อนน้อยๆ ได้อย่างไร นางจึงร้องประท้วง
“แอ๊ๆๆ”
จางหมัวมัวสังเกตว่าทารกน้อยกินนมเร็วมาก จึงรู้ว่านางใจร้อนอยากกินให้ไวๆ
“คุณหนูใจเย็นๆ หน่อยเจ้าค่ะ กินเร็วมากเกินไปประเดี๋ยวจะสำลักเอาได้นะเจ้าคะ”
ถึงแม้รู้ดีว่าพูดกับทารกดูเป็นเรื่องที่น่าตลก แต่ที่น่าตลกกว่าคือทารกคนนี้กลับกินช้าลงจริงๆ นี่สิ!!
ซูหมัวมัวมองแล้วยิ้ม “สมเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิดจริงๆ ไม่รู้เลยว่าเป็นพระสนมตำหนักไหนหรือนางกำนัลคนใดที่เอานางมาทิ้งไว้เช่นนั้น”
จางหมัวมัวมือก็ป้อนปากก็ขยับยิ้ม “นั่นสิ หากรู้ว่าทารกหญิงน้อยอิ้งเยว่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ไม่รู้ว่านางจะเสียใจตีอกชกตัวมากแค่ไหนกันนะ”
ซูหมัวมัวเอ่ยเสียงกระซิบ “ต่อไปพวกเราสองคนต้องคอยดูแลคุณหนูอิ้งเยว่ให้ดี ข้าเชื่อว่าเราติดตามนางต้องไม่มีทางผิดพลาดแน่ ดีกว่าถูกส่งไปอบรมพวกนางกำนัลมาใหม่เป็นไหนๆ”
อีกฝ่ายเห็นด้วยทันที “ข้าก็ว่าเช่นนั้น การมีนายให้ติดตามย่อมดีกว่าอยู่ไปโดยไร้หลักยึดให้พึ่งพามากนัก”
ลู่อิ้งเยว่ดื่มนมไปฟังสองหมัวมัวพูดคุยกันไป ในใจเริ่มปะติดปะต่อรวบรวมข่าวสารเอาไว้ได้บ้างแล้ว
สถานที่ที่นางอยู่นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นพระราชวัง ยุคสมัยใดนางไม่อาจรู้ได้ แต่มีฮ่องเต้และขันทีก็ต้องรู้อยู่แล้วว่านางย้อนมาเกิดในสมัยโบราณ
ลู่อิ้งเยว่ดื่มนมแล้วก็เริ่มง่วงนอน สมองน้อยๆ เริ่มขบคิดอะไรไม่ออก จากนั้นนางก็หลับไปแต่ไม่วายถูกจางหมัวมัวจับนั่งแล้วตบหลังเบาๆ
เสียง ‘เอิ้กๆ’ สองคำหลุดออกมาจากปากน้อยๆ ของนาง จากนั้นนางก็ฝืนเปลือกตาที่คล้อยลงไม่ไหวอีกต่อไป แล้วหลับไปทันที
ด้านหมิงเซี่ยวเองก็ผลัดเปลี่ยนสวมชุดบรรทมสีเหลืองอ่อนแล้ว กำลังจะเอนหลังนอนลงที่พระแท่นบรรทมของตนเอง แต่กลับเริ่มเกิดอาการปวดหัวขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวซุนจื่อ!! รีบไปพาอิ้งเยว่มาหาเราเดี๋ยวนี้!!”
เสี่ยวซุนจื่อขานรับแล้วรีบวิ่งออกไปโดยไว ข้างห้องมีหมัวมัวทั้งสองคอยไกวเปลให้อิ้งเยว่น้อยอยู่ เมื่อเห็นเสี่ยวซุนจื่อก็ลุกขึ้นยืน
“มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“รีบอุ้มอิ้งเยว่มาเร็วเข้า ฝ่าบาททรงเรียกหานางแล้ว”
ซูหมัวมัวเอ่ยอย่างสงสาร “แต่นางเพิ่งจะหลับ…”
จางหมัวมัวหยุดคำพูดของซูหมัวมัวด้วยสายตา จากนั้นจึงช้อนตัวทารกน้อยที่กำลังฝันหวานมามอบให้กับเสี่ยวซุนจื่อแต่โดยดี
เมื่อเห็นเสี่ยวซุนจื่ออุ้มอิ้งเยว่ไปแล้ว นางก็หันมาตักเตือนเพื่อนสนิท “เจ้าน่ะ คิดสักหน่อยก่อนจะพูดอะไรออกมา เจ้าจะขัดประสงค์ขององค์เหนือหัวหรือ?”
ซูหมัวมัวเองก็เข้าใจดี “ตั้งแต่ข้าคิดว่าจะติดตามคุณหนู ข้าก็ได้มอบหัวใจให้นางไปแล้ว ดังนั้นข้าก็เพียงเห็นคุณหนูสำคัญกว่าเท่านั้น”
จางหมัวมัวได้ฟังคำอธิบายของเพื่อนแล้วจึงมีท่าทีอ่อนลง “เจ้าช่างเหมือนแม่ของเจ้าจริงๆ”
ซูหมัวมัวเพียงยิ้มแล้วหันไปจัดเก็บที่นอนที่ยับยู่ในเปลของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
เสี่ยวซุนจื่ออุ้มอิ้งเยว่มาถึงหน้าพระแท่นบรรทมแล้วก็เห็นหมิงเซี่ยวฮ่องเต้กำลังหลับพระเนตรด้วยสีพระพักตร์อ่อนแรง
“มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนำตัวอิ้งเยว่มาถวายแล้ว”
หมิงเซี่ยวลืมตาขึ้นพลางยื่นมือมารับตัวอิ้งเยว่เข้าสู่อ้อมกอดทันที เด็กหญิงตัวน้อยเพียงขยับตัวไปมาอย่างอึดอัด จากนั้นจึงเข้าสู่ห้วงฝันดังเดิม
อาการเจ็บปวดที่ศีรษะของหมิงเซี่ยวบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด เขาลูบหน้าผากของทารกน้อยด้วยสีหน้าปั้นยาก
“ให้นางนอนกับเราที่นี่แหละ พวกเจ้าออกไปได้แล้ว”
เสี่ยวซุนจื่อมองไปที่อิ้งเยว่สายตาหนึ่งก่อนจะก้มหน้าถอยออกมา เขาปิดประตูห้องบรรทมแล้วยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องตามหน้าที่
ตกดึกอิ้งเยว่ก็หิวจนต้องตื่นขึ้นมา ‘หิวจังเลย’
แล้วนางก็ตกใจที่ข้างกายของตนเองมีร่างใหญ่นอนหลับตาอยู่ แถมยังกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนของเขาเสียด้วย
อิ้งเยว่หิวจนไม่สนใจแล้วว่าเขาจะเป็นฮ่องเต้หรือว่าเป็นขันที นางเรียกร้องในสิ่งที่ทารกทุกคนต้องทำ
นั่นก็คือ…
“แง๊…”
หมิงเซี่ยวไม่ใช่คนหลับลึก เขาลืมตาขึ้นทันทีพลางมองอิ้งเยว่ที่ร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา
“จะเอาอะไร? หื้ม?”
‘อ๊าก… ถ้าฉันตอบได้จะเอาแต่ร้องไห้ไหมเล่า?’
นิ้วเรียวยาวของหมิงเซี่ยวจิ้มทารกอยู่หลายที เมื่อเห็นว่าเจ้าหนูน้อยไม่ตอบสนองทั้งเอาแต่ร้อง เขาจึงเลิกแหย่นาง
“เสี่ยวซุนจื่อ เรียกพวกนางมาดูทีสิว่าเจ้าตัวจิ๋วนี่เป็นอะไร”
เสี่ยวซุนจื่อที่กำลังเริ่มจะสัปหงกจึงตื่นตัวขึ้นทันทีพลางขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ”
ซูหมัวมัวลุกขึ้นแล้วรีบสาวเท้าตามเสี่ยวซุนจื่อไปเมื่อถูกเขาเรียกให้ไปดูแลอิ้งเยว่
นางสลับกันเฝ้ารอดูแลคุณหนูโดยให้จางหมัวมัวไปพักผ่อนก่อน ตอนนี้นางเตรียมนมเอาไว้แล้ว จึงถือชามใส่นมตามไปด้วย
เมื่อเข้ามาในห้องพระบรรทมแล้ว ซูหมัวมัวก็ไม่กล้าสอดส่ายสายตาไปทั่ว นางเพียงมองที่พื้นตรงหน้าเท่านั้น
เมื่อเห็นเสี่ยวซุนจื่อหยุด นางก็หยุดแล้วยอบตัวลงคุกเข่า “บ่าวมาดูแลคุณหนูอิ้งเยว่แล้ว คาดว่ายามนี้นางคงตื่นเพราะหิวเป็นแน่เพคะ”
หมิงเซี่ยวยื่นเจ้าตัวจิ๋วส่งให้เสี่ยวซุนจื่อ “อย่างนั้นก็ป้อนนมให้นาง ป้อนตรงนี้นี่แหละ”
ซูหมัวมัวรับอิ้งเยว่น้อยมาก่อนจะรับคำด้วยความยำเกรง “เพคะ”
หมิงเซี่ยวไม่สนใจการให้อาหารเด็ก เขาจึงรอโดยการหยิบตำรามาอ่านฆ่าเวลา
อิ้งเยว่ยังคงกินนมอย่างหิวโหยเช่นเดิม ซูหมัวมัวดีกว่าจางหมัวมัวที่เอาแต่ป้อนคำเล็กไม่ทันใจนาง ตอนนี้นางจึงได้กินนมอย่างสะใจ
ไม่นานนักนางก็กินอิ่มแล้ว หมิงเซี่ยวผินหน้ามามอง “อิ่มแล้วหรือ? หรือเป็นเพราะนมหมดแล้ว?”
ซูหมัวมัวช่วยนางเช็ดริมฝีปาก “ให้นางกินเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเพคะ ไม่อย่างนั้นนางจะสำรอกนมออกมาได้”
เขาจึงมองใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังอ้าปากกว้างหาวคำใหญ่ “โง่จริงๆ อิ่มหรือไม่อิ่มตนเองก็ยังไม่รู้งั้นหรือ?”
สองบ่าวที่อยู่ในห้องบรรทมได้แต่หัวเราะ ‘แหะๆ’ ในใจ เด็กทารกยังไม่รู้อะไรอีกมาก จะเรียกว่านางโง่เขลาได้อย่างไรกัน
*ฝู ที่แปลว่าค้างคาว พ้องเสียงกับคำว่าฝู ที่แปลว่าโชคดี และเป็นคำเดียวกับที่ใช้กับเทพฝู ในสามเทพ ฝู ลู่ โซ่ว หรือ ฮก ลก ซิ่ว
**ซ่งกัวซื่อ เป็นการเรียกแซ่ของสามีนำหน้าแซ่ของภรรยา คำว่าซื่อแปลว่าสกุล
ตอนที่3
เช้ามืดอิ้งเยว่ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องกลมเล็กของนางเรียกร้องหานมอีกแล้ว นางรู้สึกถึงไออุ่นของชายผู้เป็นใหญ่ข้างกาย ตอนนี้เขากำลังหลับตานอนอย่างเป็นสุข ในใจของอิ้งเยว่อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความหล่อเหลาของเขา
‘หล่ออย่างกับไอดอล กล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้านั่นต้องน่าดูชมแน่เลย อั้ยหยา… ทำไมฉันถึงได้มาเกิดเป็นทารกนะ ทำไมไม่มาเกิดเป็นคนสวยๆหรืออะไรที่น่ากินๆ… อือ…พูดถึงของกินแล้วหิวจังเลย’
หมิงเซี่ยวรู้สึกตั้งแต่เจ้าตัวจิ๋วขยับยุกยิกแล้ว เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ย่อมรับรู้ได้ถึงสายตาของอิ้งเยว่ แต่เขาแปลไม่ออกว่าความรู้สึกในแววตาของเด็กน้อยนั้นเป็นแบบไหนกันแน่
เมื่อเขาลืมตาขึ้นฉับพลันด้วยความสงสัย เขาก็เป็นดวงตาใสแจ๋วที่กำลังเบิกกว้างมองมาที่เขา พร้อมกับ… น้ำลายใสที่ไหลอยู่ตรงมุมปากของทารกข้างกาย
“สกปรกจริงเชียว!! เสี่ยวซุนจื่อ!!”
เสี่ยวซุนจื่อเพิ่งผลัดเวรกลับมารับหน้าที่ เขาเพิ่งก้าวเท้ามายืนเฝ้ารอรับคำสั่งที่หน้าประตูก็ถูกเรียกแล้ว
“ฝ่าบาท กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
“มาเอาอิ้งเยว่ไป เราจะแต่งตัวแล้ว”
ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มผุดลุกขึ้น เขาถอดเสื้อออกและเหลือเพียงกางเกง เสี่ยวซุนจื่อพบว่าน้ำลายของทารกน้อยที่เขากำลังจะอุ้มนั้นไหลย้อยลงมามากกว่าเดิม
อิ้งเยว่คิดว่าท้องหิวอยู่แต่อย่างน้อยยามนี้นางก็ได้อาหารตามาปลอบประโลมใจจึงยังไม่ร้องหานมชั่วคราว
‘กล้ามเนื้อสวยจริงแบบที่คิดเอาไว้เลย เสียดายที่เห็นแต่ข้างหลังของเขา’
“คุณหนูอิ้งเยว่ บ่าวจะพาท่านไปหาจางหมัวมัวเอง”
อิ้งเยว่ได้สติจึงหันมามองเสี่ยวซุนจื่อที่ยิ้มตาหยีให้นาง ใบหน้าของมหาขันทีแม้ว่าจะไม่ขี้เหร่ แต่จะเทียบกับความงามสง่าของหมิงเซี่ยวได้อย่างไรกัน ทารกน้อยจึงได้แต่ร้องหานมทันที
หมิงเซี่ยวอยู่หลังฉากกั้นโดยมีขันทีสองคนช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้ เมื่อเขาได้ยินเสียงร้องไห้หานมของอิ้งเยว่ เขาก็เบ้ปาก
“วันๆ ทำเป็นแค่ร้องไห้หรือไงกันนะ”
สองขันทีน้อยได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองโดยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ
แต่ภายในใจกลับมีความคิดแย้งคำพูดของหมิงเซี่ยว ‘ผู้ใดก็รู้ว่าทารกนอกจากนอนและกินแล้วก็คือร้องไห้นี่แหละ ฝ่าบาทไม่เคยใกล้ชิดบุตรคนใดย่อมจะไม่ทรงทราบว่าทารกก็ล้วนเป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น’
หมิงเซี่ยวไม่สนใจเรื่องการดูแลทายาทมาก่อน หนนี้เจอเด็กทารกถูกทิ้งไว้แล้วยังพากลับมานอนด้วยทั้งคืน ทำให้เหล่าสนมที่ยังไม่เคยมีบุตรเป็นของตนเองที่ทราบข่าวจากแหล่งข่าวของตนเองถึงกับนั่งไม่ติด
สนมหนึ่ง ‘ต้องมีนางจิ้งจอกตำหนักไหนสักตำหนักที่เล่นเล่ห์กล แสร้งเอาลูกของตนมาทำเป็นทิ้งเอาไว้ให้ฝ่าบาทเกิดความสงสารแล้วรับตัวไปเลี้ยงเองแน่’
สนมสอง ‘หากข้ารู้ว่าวิธีนี้ได้ผล ข้าจะแอบคลอดลูกแล้วทำแบบนี้บ้าง ตอนที่สนมเหยาคลอดองค์ชายยังไม่เห็นว่าฝ่าบาทจะเหลียวแลมามองสักสายตาเลย’
สนมสาม ‘ถ้ารู้ว่าฝ่าบาทชอบองค์หญิงมีหรือที่ข้าจะวางแผนไปหายาสมุนไพรที่ทำให้ข้าตั้งครรภ์บุตรชายจนตกหลุมพรางนางจิ้งจอกคนนั้นได้’
สนมสี่ ‘ข้าต้องเข้าหาทารกคนนั้นให้ได้ก่อนใคร เมื่อฝ่าบาทเห็นว่าข้ากับทารกน้อยเข้ากันได้ ไม่แน่ว่าจะให้ข้าเป็นผู้เลี้ยงดูนาง หลังจากนั้นฝ่าบาทก็จะมาเยือนที่ตำหนักของข้าบ่อยๆ หากข้าตั้งครรภ์พระโอรสเมื่อใด ย่อมมีที่ยืนและสามารถนำวงศ์ตระกูลให้เชิดหน้าชูตาได้เป็นแน่’
เหล่าสนมต่างคนก็ต่างความคิดกันไป พวกนางย่อมไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับอิ้งเยว่ก่อนจะได้มาอยู่ในตำหนักไท่หยางแห่งนี้
แต่ไม่ว่าเหล่าสนมจะหาข้ออ้างต่างๆ นานามาขอเข้าเฝ้าหมิงเซี่ยว เขาก็ไม่อนุญาตทั้งสิ้น
เขาเอ่ยด้วยความรำคาญใจยิ่งยวด “ไล่พวกนางไปให้หมด”
หมิงเซี่ยวกดปลายนิ้วที่หว่างคิ้วของตนเอง ก่อนจะกวักมือเรียกให้เสี่ยวซุนจื่อเข้ามา
“ไปเอาตัวอิ้งเยว่มาหาเรา”
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าสายตาของเจ้าทารกน้อยผู้นี้แปลกประหลาดนัก ราวกับว่านางรู้เรื่องไปหมดทุกสิ่ง ที่เขาต้องการให้นางมาอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นเพราะต้องการให้นางช่วยสยบอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงหลังมานี้
พอได้มองแววตาฉ่ำน้ำของนางเขาพลันรู้สึกว่าบางทีนางก็ช่างโง่เขลาเหลือจะกล่าว อยากดื่มนมก็แค่ร้องหานมก็พอ ทำไมต้องร้องไห้ด้วย
หมิงเซี่ยวสลัดความคิดที่มีต่ออิ้งเยว่ทิ้ง ก่อนจะตั้งใจตรวจฎีกาอีกครั้ง เขาหยิบพู่กันจุ่มหมึกสีแดงขีดเขียนลงในฎีกาทีละฉบับ
ขณะที่อาการปวดตุ๊บๆ ที่สมองเริ่มมาเยือนอีกครั้ง หัวคิ้วยับย่นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอิ้งเยว่ยังไม่เสียที
“อิ้งเยว่เล่า? เราให้ไปตามตั้งนานแล้วเหตุใดป่านนี้แล้วเรายังไม่เห็นนางอีก?”
เสี่ยวซุนจื่อเข้ามาในจังหวะนี้เอง สีหน้าของเขาทำให้หมิงเซี่ยวต้องเอ่ยปากถามอีกครั้ง
“เหตุใดมาช้านัก?”
เสี่ยวซุนจื่อส่งอิ้งเยว่ที่แววตาสับสนอยู่ให้กับหมิงเซี่ยว เมื่อเห็นเด็กทารกน้อยอยู่ในอ้อมแขนของฝ่าบาทอย่างปลอดภัยแล้ว เขาจึงเริ่มเล่าออกมาด้วยเสียงสั่นเทา
“เมื่อสักครู่ตอนที่บ่าววิ่งไปที่ตำหนักไท่หยาง บ่าวก็พบกับเหล่าเหม่ยเหรินที่กำลังรวมกลุ่มพูดคุยกันอยู่…”
นางสนมเล็กๆ เหล่านั้นออกมาดักรอที่จะพบหน้าฮ่องเต้ เมื่อเห็นเสี่ยวซุนจื่อก็รีบหันมาถามทันทีว่าเขากำลังไปที่ใด
เสี่ยวซุนจื่อทำหน้าที่ขันทีข้างกายหมิงเซี่ยวอย่างเต็มความสามารถมาตลอด เขาจึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้จึงรีบตอบไปว่าเขากำลังไปรับตัวอิ้งเยว่ตามรับสั่งของฝ่าบาท
จากนั้นเขาก็วิ่งไปที่ตำหนักไท่หยางแล้วรับตัวอิ้งเยว่ที่กำลังอ้าปากหาวคำใหญ่มาจากมือของจางหมัวมัว ก่อนจะพาแม่นางน้อยในห่อผ้าเดินซอยเท้ากลับไปที่ตำหนักจินหลวน
ที่ไหนได้ เมื่อเขากำลังจะเดินผ่านกลุ่มพระสนมที่มีสีหน้าไม่ยอมกันเหมือนจะมีเรื่องอยู่ พวกนางถึงกับมาขวางทางเขาเอาไว้แล้วยื่นมือออกมาหมายจะแย่งอิ้งเยว่ไปจากเขา
เขาต้องฟันฝ่าหญิงงามนับสิบเพื่อที่จะปกป้องเด็กหญิงในอ้อมแขนของเขาแล้วรีบพานางไปหาเจ้าเหนือหัวของตนเอง ทำให้สภาพของเขาในขณะที่เรียกว่าดูไม่จืดเลยทีเดียว
หมิงเซี่ยวมองเขาขึ้นๆ ลงๆ คราหนึ่งก่อนจะโบกมืออย่างรังเกียจ “ไปจัดการตัวเองเสีย ดูสิว่าเจ้ามีสภาพเช่นไรแล้ว”
เสี่ยวซุนจื่อท้อใจนัก… ฝ่าบาท ทรงเห็นความทุ่มเทของบ่าวบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ทำไมทรงเอาแต่มองเสื้อผ้าที่ถูกฉีกทึ้งจนไม่เรียบร้อยเหล่านี้ของบ่าวเล่า?
เสี่ยวซุนจื่อตัดพ้อในใจจบแล้วจึงรีบไปจัดการให้ตนเองอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยโดยเร็วก่อนจะออกมายืนรอรับใช้ฝ่าบาทของตนเองดังเดิม
“สั่งการลงไป!! เหล่าสนมที่ขวางพวกเจ้าเมื่อสักครู่นี้ให้รับโทษกักบริเวณ ห้ามออกจากตำหนักของตนเองสามเดือน”
เสี่ยวซุนจื่อรีบโค้งกายรับคำสั่ง “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
แขนข้างหนึ่งของหมิงเซี่ยวโอบอุ้มอิ้งเยว่อยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของตนเอง เขารู้สึกสบายขึ้นมากจึงใช้มือขวาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง
อิ้งเยว่นอนอยู่ในห่อผ้าย่อมไม่เห็นเนื้อหาในฎีกาเหล่านั้น แต่นางกลับได้ยินเสียงพึมพำของหมิงเซี่ยว
เสียงของเขาเบามาก แต่นางยังคงได้ยินอยู่ดี “เป่ยเฉิงขาดแคลนธัญญาหารจากพายุหิมะ ต้องการให้ส่งเสบียงไปช่วยเหลือทันที… เขื่อนฉางลู่มีร่องรอยของการสึกกร่อน ต้องการให้ส่งเจ้าหน้าที่กรมโยธาไปช่วยเหลือโดยด่วน… เขาซานหวงมีโจรภูเขาออกอาละวาด… “
หมิงเซี่ยวขีดเขียนคำสั่งลงในฎีกาแต่ละฉบับอย่างรวดเร็ว สมองแล่นฉิว ความคิดปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในไม่ช้าฎีกากองสูงตรงหน้าก็ถูกเขาตรวจดูจนเกือบหมด หมิงเซี่ยวเพิ่งจะรู้ตัวว่าหนูน้อยในอ้อมแขนของเขานั้นผล็อยหลับไปแล้ว