หลักความเสมอภาค ในแนวคิดเสรีประชาธิปไตย
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
หลักความเสมอภาค
ในแนวคิดเสรีประชาธิปไตย
เหมือนจงใจคล้ายไร้เจตนา เมื่อเร็วๆ นี้ผมเดินพลัดหลงเข้าไปแจมในวิวาทะเดือดเข้มระหว่างคุณใบตองแห้ง หรืออธึกกิต แสวงสุข สหายเก่าและเพื่อนเฟซบุ๊กผู้สันทัดกรณีทางการเมือง vs. เหล่าผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลในประเด็นปัญญาชนนักวิชาการกับรัฐบาลปัจจุบัน (https://www.facebook.com/baitongpost @January 30 at 9:56 PM)
ปรากฏว่าไม่ทันไรก็มีทัวร์มาลงขนานใหญ่ และประเด็นก็คลี่คลายไปเป็นเรื่องหลักความเสมอภาคกับระบอบประชาธิปไตย
จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอทัวร์ลงแบบนี้ (https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-560879) จำได้ว่าเมื่อผมร่วมกับเพื่อนนักวิชาการหลากคณะหลายมหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวคัดค้านขบวนการล้มเลือกตั้งและสถาปนาตนเองเป็นองค์อธิปัตย์ของ กปปส. @กำนันเทพเทือก ในนามสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป. https://www.facebook.com/Assemblyforthedefenseofdemocracy/?locale=th_TH) ตอนปลายปี 2556-ต้นปี 2557 นั้น มีผู้ที่ผมไม่รู้จักพากันส่งข้อความผรุสวาทเข้ามาในกล่องเมสเสจเฟซบุ๊กของผมโดยผมไม่รับทราบเยอะมาก จนเมื่อผมมาเปิดเจอหลายปีให้หลังก็ต้องใช้เวลานั่งลบทีละข้อความอยู่ถึงยี่สิบนาทีกว่าจะหมด แหะๆ
แต่ก็คล้ายปรากฏการณ์ “ทัวร์ลง” ครั้งต่างๆ ทั่วไปในโซเชียลมีเดีย ข้อน่าเสียดายอยู่ตรงหลังสำเร็จอารมณ์ ขึ้งเคียดและความปักใจไม่ชอบหน้าถึงจุดสุดยอดแล้ว ทัวริสต์จำนวนมากก็เลิกรา ไม่เกาะติดเจาะลึกประเด็นปัญหาต่อ
ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ไหนๆ อุตส่าห์มาทัวร์ทั้งทีแล้ว ก็น่าจะได้เนื้อหาสาระที่อาจใช้ขบคิดต่อยอดได้ติดกลับไปบ้าง
ผมจึงสรุปเรียบเรียงข้อคิดความเข้าใจในประเด็นหลักความเสมอภาคในแนวคิดเสรีประชาธิปไตยที่ตัวเองเก็บรับรวบรวมได้จากการสอนวิชาปรัชญาการเมืองและทฤษฎีเสรีนิยมกับประชาธิปไตยต่อเนื่องนานปีขึ้นมา โดยเฉพาะที่อาศัยอ่านค้นเรียนรู้จากผลงานของ Norberto Bobbio (1909-2004) นักปรัชญาการเมืองแนวเสรีนิยม-สังคมชาวอิตาลี (https://norbertobobbio.wordpress.com/2009/12/20/the-importance-of-norberto-bobbio/) และ Steven Lukes (1941-ปัจจุบัน) นักทฤษฎีการเมืองและสังคมเอียงซ้ายเชิงวิพากษ์ชาวบริติช ทุกวันนี้สังกัด New York University (https://stevenlukes.net/)
ดังต่อไปนี้ :-
ความคลี่คลายขยายตัวของหลักความเสมอภาค
ในแนวคิดระบอบเสรีประชาธิปไตย
แรกเริ่มเดิมที หลักความเสมอภาคปรากฏขึ้นโดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเสรีประชาธิปไตยพร้อมกับการที่ลัทธิปัจเจกนิยม (individualism) เข้าเบียดขับแทนที่ลัทธิอินทรียนิยม (organicism) ในทางสังคมและการเมือง
ความเสมอภาคในความหมายแรกนี้คือความเสมอภาคในสิทธิที่จะมีเสรีภาพเท่าเทียมกันสำหรับปัจเจกบุคคลทุกคนไม่เลือกชาติกำเนิดฐานะสังคมเศรษฐกิจ
การปะทะประสานระหว่างเสรีนิยม (liberalism) กับประชาธิปไตย (democracy) ในเวลาต่อมา เกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างเสรีนิยมซึ่งจำกัดสิทธิเลือกตั้งไว้เฉพาะผู้มีทรัพย์สิน กับประชาธิปไตยซึ่งถือหลักเสมอภาคทั้งทางทรัพย์สินและอำนาจการเมือง จนถึงขั้นให้ผู้คนจับสลากมารับตำแหน่งสาธารณะโดยไม่ต้องเลือกตั้งได้ (ดูข้อถกเถียงเรื่องนี้ใน Alexander Guerrero, Lottocracy: Democracy without Elections, Oxford University Press, 2024)
เพราะถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ใครมารับตำแหน่งก็ได้ ไม่เกี่ยง
การเกิดระบอบเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) ในแง่หนึ่งคือการยอม edit ตัวเองของทั้งเสรีนิยมและประชาธิปไตย เพื่อให้พอรอมชอมไปด้วยกันได้ กล่าวคือ :
เสรีนิยมยอม edit การจำกัดสิทธิเลือกตั้งไว้เฉพาะผู้มีทรัพย์สิน (หรือให้ผู้มีการศึกษาได้คะแนนเสียงมากกว่าสามัญชน) ทิ้งไป และยอมรับหลักสิทธิเลือกตั้งทั่วไปหนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน (universal suffrage : one person, one vote)
ส่วนประชาธิปไตยก็ยอม edit หลักเสมอภาคนิยมของตัวออกไปบ้าง โดยละเว้นความเสมอภาคทางทรัพย์สินหรือเศรษฐกิจ (substantive equality) และจำกัดเอาไว้แค่ความเสมอภาคทางการเมือง-กฎหมาย (formal equality)
จากจุดนี้จึงเกิดสภาพระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ถือหลักเสมอภาคทางการเมือง-กฎหมายเป็นหลักจนปัจจุบัน
การพัฒนาของระบอบสังคมประชาธิปไตย (social democracy) เกิดขึ้นเนื่องจากพลังกดดันของขบวนการคนงานและแนวคิดสังคมนิยม มันจึงคลี่คลายหลังสงครามโลกครั้งที่สองออกมาเป็นระบอบที่ถือวิถีทางประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือไปลดทอนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ-ทรัพย์สินลงผ่านมาตรการภาษี-สวัสดิการสังคม
แต่ยังไม่ถึงขั้นยกเลิกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินเอกชนแบบสังคมนิยม แม้จะตั้งเป้าให้สังคมเศรษฐกิจเสมอภาคมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับก็ตาม
สําหรับแนวคิดเสมอภาคนิยมสัมบูรณ์ที่ถือหลักความคิดเห็นของผู้คนมีค่าเท่ากันหมด ปรากฏในแนวคิดประโยชน์นิยมแบบกระทำ (Act Utilitarianism) ซึ่งยึดหลักว่าเสียงของผู้คนส่วนใหญ่ต้องการอะไร ถือว่าอะไรนำมาซึ่งประโยชน์สุขสำราญสูงสุด สิ่งนั้นถูกต้องแล้ว รัฐพึงสนองสิ่งนั้นให้ทันที ตามหลักประโยชน์สุงสูงสุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the greatest number) ของ Jeremy Bentham (1748-1832 เจ้าสำนักความคิดประโยชน์นิยมชาวอังกฤษ)
ฝ่ายที่เห็นตรงข้ามคือแนวคิดประโยชน์นิยมแบบยึดกฎ (Rule Utilitarianism) ซึ่งให้ค่ากับผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ ปัญญาชนนักวิชาการ ฯลฯ ที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ทั่วไปว่าอะไรคือประโยชน์สุขสูงสุดของคนจำนวนมากที่สุดนั้น มิไยว่าคนส่วนใหญ่จะคิดอย่างไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเอง (ควร) ต้องการอะไร อันนำไปสู่อำนาจอธิปไตยของช่างเทคนิค (technocracy) ในที่สุด
ทางออกกลางๆ มีแบบ John Stuart Mill (1806-1873) นักปรัชญาประโยชน์นิยมชาวอังกฤษรุ่นถัดมา ผู้พยายามผสานเสรีนิยมเข้ากับประโยชน์นิยม โดยยังให้อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่กับเจ้าตัวบุคคล แต่ก็ให้น้ำหนักกับข้อคิดเสนอแนะของผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ว่าควรได้รับการสดับตรับฟังก่อน แล้วจะตัดสินใจยังไงก็ไปว่ากัน แน่นอนว่าเสียงข้างมากอาจผิดก็ได้ แต่ถึงผิดก็ไม่เป็นไร สังคมสามารถเรียนรู้จากโรงเรียนเลือกตั้งประชาธิปไตย นานไปก็จะเฉลียวรู้ขึ้นเอง
ทว่า Mill จำกัดกรอบขอบเขตไว้ว่าหลักนี้เหมาะกับสังคมอารยะ (แบบตะวันตก) เท่านั้น หากเป็นสังคมเมืองขึ้นตะวันออก (เช่น อาณานิคมอินเดียของอังกฤษ) เหมือนสังคมยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ หลักนี้ก็ประยุกต์ใช้ไม่ได้ (นี่เป็นฐานคิดที่มาของข้ออ้างรัฐประหารตลอดกาลเพราะประชาชนยังไม่พร้อม ยังขาดความรู้ความเข้าใจ บลาๆๆ)
ความซับซ้อนยอกย้อนทางลำดับความคิดการเมืองมีเช่นนี้ การสรุปรวบรัดด่ากราดสาดเสียอย่างมักง่าย ด้อยค่าความคิดต่างด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น รังแต่ถนอมรักษามิจฉาทิฐิ-มิจฉาคติ (ทฤษฎีที่ผิด-ความคิดที่ผิด) ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลักความเสมอภาค ในแนวคิดเสรีประชาธิปไตย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com