จากรองเท้าเพื่อสุขภาพสู่แฟชันระดับโลก แกะ 5 สูตรสำเร็จของแบรนด์ Birkenstock เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ให้ปังตลอด 250 ปี !
ใครที่เป็นสายแฟชัน หรือสายรักสุขภาพก็คงจะรู้จักแบรนด์ในตำนานอย่าง Birkenstock กันอยู่แล้วใช่ไหมละฮะ นอกจากจะเป็นรองเท้าที่เข้าได้กับแฟชันทุกยุคสมัยแล้ว ยังใส่สบายเหมาะเป็นรองเท้าสุขภาพอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะอยู่มาถึง 250 ปี
แต่ทุกคนสงสัยกันไหมว่าทำไมแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพอย่าง Birkenstock นั้นกลายมาเป็นแบรนด์แฟชันระดับโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ต่างก็เลือกใส่ได้ยังไง
วันนี้เราจะพาทุกคนไปไข 5 สูตรสำเร็จของ Birkenstock กันว่าเขามีเทคนิคอะไรที่ทำให้รองเท้าเพื่อสุขภาพกลายมาเป็นแบรนด์แฟชันที่ติดตลาดมาได้ตลอด 250 ปี ! พร้อมแล้วก็ตามไปอ่านกันได้เลยย
1. ความเข้าใจในปัญหาเมื่อ 250 ปีก่อน สู่การออกแบบเพื่อ “สุขภาพเท้า” จนถึงวันนี้
เชื่อว่าเวลาทุกคนนึกถึงรองเท้าที่ใส่สบาย และยังดีต่อ “สุขภาพเท้า” หลายคนคงนึกถึง Birkenstock กันใช่ไหมละฮะ ซึ่งการที่ Birkenstock ทำให้ทุกคนนึกถึงได้เป็นแบรนด์แรก ๆ ก็เพราะว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับสุขภาพเท้ามาตั้งแต่ 250 ปีก่อนนั่นเอง
การที่ Birkenstock ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเท้า” นั้นเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ใช้มาตลอดซึ่งทำให้แบรนด์นี้ไม่เพียงแค่เป็นผู้ผลิตรองเท้า แต่ยังเป็น โซลูชันที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในแง่ของการดูแลสุขภาพเท้าด้วย
โดย Birkenstock เห็นถึงปัญหาของคนสมัยนั้นที่ต้องยืน และเดินเป็นเวลานาน Birkenstock เลยทำพื้นรองเท้าแบบ “Footbed” ที่มีจุดเด่นในการกระจายน้ำหนัก เหมาะกับการรองรับโครงสร้างเท้านั่นเอง
และยังสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งโดยการมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสุขภาพเท้า ด้วยความที่แบรนด์มีประวัติมายาวนานยังช่วยให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ และเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์อีกด้วย
2. การใช้ “วัสดุ” คุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การใช้วัสดุคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น “Birkenstock EVA” ที่ใช้พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถรีไซเคิลได้ 100% หรือวัสดุที่ Birkenstock นำมาใช้เป็นพื้นรองเท้าอย่าง “คอร์ก” ที่มาจากการเก็บเกี่ยวเปลือกไม้จากต้นโอ๊กโดยที่ไม่ทำให้ต้นไม้ตายอีกด้วย
ซึ่งการที่ Birkenstock ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมขนาดนี้ทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้แบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (ผลสำรวจจาก Nielsen ปี 2020) และยังเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แบรนด์อีกด้วย !
3. ความ “คลาสสิก” ที่ผสานเข้ากับแฟชันทุกยุคสมัย
อย่างที่เรารู้กันดีว่า Birkenstock มีมานานกว่า 250 ปีแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่ Birkenstock มีมาตลอดคือความ “คลาสสิก” เดี๋ยวแอดจะพาไปดูว่า Birkenstock รักษาความคลาสสิคจนผ่านมา 250 ปีได้ยังไง ?!
- ช่วงปี 1774 - 1970 ยุคเริ่มต้นโดยคำนึงถึง ”สุขภาพเท้า” และ ”ความสบาย”
Birkenstock เริ่มทำรองเท้าเพราะเห็นถึงปัญหาของคนสมันนั้นที่ต้องยืน และเดินเป็นเวลานาน เลยแก้ปัญหาด้วยการออกแบบรองเท้า “Footbed” ที่มีทรงรับกับรูปเท้า ทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนในช่วงนั้น ซึ่งยังใช้มาถึงปัจจุบันนี้ - ช่วงปี 1980 - 1990 ยุคเน้นความ “สะดวกสบาย” และ “แนวสปอร์ต”
ในช่วงนี้ Birkenstock เริ่มขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่เน้นความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้รองเท้าเริ่มได้รับความนิยมจากคนที่ชื่นชอบแฟชั่นแบบ "casual" และ "boho" โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นในช่วงปลายยุค 1980 และ 1990 - ช่วงปี 2000 ยุคที่ยกระดับแบรนด์สู่กลุ่ม “แฟชัน” และ “ไลฟ์สไตล์”
เป็นยุคที่ต่อยอดมาจากยุคที่แล้วด้วยการสร้างการรับรู้ และเริ่มทำการตลาดในวงกว้าง ว่าแบรนด์ไม่ได้เป็นเพียงรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างเดียว แต่ยังสามารถเข้ากับแฟชันได้ดีด้วย ทำให้รองเท้าได้รับความนิยมในกลุ่มนักศึกษา และวัยรุ่นที่ชอบแต่งตัวแนว "casual-chic" หรือ "boho-chic" - ช่วงปี 2010 ยุคแห่งการ “คอลแลบส์” เพื่อเปิดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ
ในช่วงนี้ Birkenstock เริ่มมีการคอลแลบส์กับแบรนด์ต่าง ๆ มากขึ้น เช่น Valentino, Rick Owens, Supreme ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมไปถึงกลุ่มคนที่รักในแฟชันหรูหรา และแฟชันแนวสตรีต - ช่วงปี 2020 ยุคแห่งสิ่งแวดล้อม เน้นความ “ยั่งยืน” เพื่อสังคม
ในยุคปัจจุบันคนจำนวนมากให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย Birkenstock เริ่มใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุจากธรรมชาติ หรือขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย
เราจะเห็นได้ว่าการที่ Birkenstock นั้นอยู่มาได้ถึง 250 ปีไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะการตลาดมีการพัฒนา และเน้นการปรับตัว โดยแบรนด์เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละยุค เลยทำให้แบรนด์อยู่มาได้จนถึงวันนี้นั่นเองฮะะ !
4. มีการ ”คอลแลบส์” กับแบรนด์ต่าง ๆ หลายแบรนด์เพื่อเปิดตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ
Birkenstock มีการไป ”คอลแลบส์” หรือร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ดีอย่างมาก เพราะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นแฟชันสายสตรีทอย่าง Stussy ที่สร้างกระแสให้กับกลุ่มแฟชันสายสตรีต โดยหยิบโมเดลอย่าง Boston และ Solana ที่ใส่ความเป็นสตรีตแฟชันเข้าไป แต่ยังคงความคลาสสิคอยู่เต็มเปี่ยม
หรือจะไปคอลแลบกับแบรนด์อย่าง Dior ที่ยกระดับแบรนด์ขึ้นไปอีกขึ้นโดยหยิบโมเดลอย่าง Tokio และ Molano มาเพื่อนำเสนอความหรูหราผสมผสานความคลาสสิคเข้าด้วยกัน
การไปคอลแลบส์กับแบรนด์ต่าง ๆ นอกจากจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยขยายตลาด และดึงกลุ่มลูกค้าแล้ว ยังทำให้แบรนด์มีความสดใหม่เข้ากับแฟชันแต่ละยุคได้ง่าย และยังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ได้อีกด้วย !
5. อาศัย “การบอกต่อ” จากผู้ใช้จริง และพื้นที่โฆษณาฟรีจากคนดังระดับโลก
ข้อสุดท้ายที่ทำให้ Birkenstock ติดตลาดโดยแทบไม่ต้องพึ่งการโฆษณา คือกลยุทธ์การตลาดแบบ การบอกต่อ (Word-of-Mouth) จากคนที่ใช้จริง และมีความพอใจต่อแบรนด์นี้
เนื่องจากตัวรองเท้ามีดีไซน์เรียบง่ายคลาสสิค ใส่สบาย เข้ากับทุกโอกาส คนดังหลายคนเลยเลือกใส่ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดงระดับโลกอย่าง Brad Pitt หรือจะเป็นเซเลบริตี้ที่มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นอย่าง Kendall Jenner และ Gigi Hadid อีกด้วย
เสียงของ “การบอกต่อ” เหล่านี้เลยกลายเป็นพื้นที่โฆษณาราคาแพงให้แบรนด์ไปแบบฟรี ๆ เลยด้วย เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีแบบสุด ๆ เลยละฮะ !
เป็นยังไงกันบ้างครับกับสูตรสำเร็จของแบรนด์ที่ครองใจคนทั้งโลกมากว่า 250 ปีอย่าง Birkenstock โดยแต่ละกลยุทธ์ที่ใช้ก็น่านำไปปรับใช้ตามแบบสุด ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการคงความคลาสสิค การใช้วัสดุคุณภาพดี การดีไซน์ที่ดีต่อสุขภาพเท้า การไปคอลแลบส์กับแบรนด์ต่าง ๆ หรือไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของแบรนด์ที่ดีจนเกิดการบอกต่อ
ต้องยอมรับเลยว่าถ้าขาดข้อไหนไปคงไม่ออกมาเป็นสูตรสำเร็จของแบรนด์ที่ครองใจคนมาได้ตลอด 250 ปีแบบนี้แน่นอนฮะะ ! ใครที่อ่านแล้วเริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีสักคู่ก็รีบไปจัดกันด่วน ๆ เลยคร้าบบ !