โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

สมาคมคอนโดติวเข้ม Q2/68 รับแรงกระแทกอาฟเตอร์ช็อก-ลิงก์ข้อมูลส่งทีมบ้านพิษฯ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 00.35 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 00.35 น.

เกาะขอบเวทีงานประชุมใหญ่ประจำปีสมาคมอาคารชุดไทยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา หนึ่งในไฮไลต์อยู่ที่ช่วงเสวนาหัวข้อ “ความท้าทายครั้งใหญ่ของธุรกิจคอนโดมิเนียม จากผลกระทบแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และมาตรการภาษีของทรัมป์ และ 7 ขั้นตอนทางออกจากวิกฤตนี้” โดย “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมคอนโด

7 สเต็ปทางออกจากวิกฤต

เปิดประเด็นด้วยการสรุปผลงานพลิกฟื้นความเชื่อมั่นจากผลกระทบแผ่นดินไหว 21 วันหลังวันเกิดเหตุเมื่อ 28 มีนาคม 2568 โดยวาง 7 สเต็ปตั้งแต่วินาทีแรกของธรณีพิโรธ ดังนี้

สเต็ปที่ 1 วันที่ 28 มีนาคม สำรวจความเสียหาย เก็บข้อมูลอาคารสูงทั้งหมดในกรุงเทพฯ พบความเสียหายมีจำกัด โดยโครงสร้างปลอดภัยแข็งแรง

สเต็ปที่ 2 ช่วยเหลือลูกค้าด่วนเพื่อความปลอดภัย ลดความกังวล และประกาศยืนยันไม่มีอาคารที่เปิดใช้แล้ว 5,994 อาคาร พังทลายลงมาแม้แต่ตึกเดียว

สเต็ปที่ 3 วันที่ 31 มีนาคม ดีเวลอปเปอร์ทุกรายพร้อมใจความร่วมมือเข้าดูแลตรวจสอบอาคาร สร้างความเชื่อมั่นในการใช้อาคารสูงปลอดภัย

สเต็ปที่ 4 วันที่ 2 เมษายน ชาวคอนโดอุ่นใจมีระบบประกันดูแลความเสียหายพื้นที่ส่วนกลางและภายในห้องชุด ตามกฎหมายนิติบุคคลอาคารชุด มูลค่ารวม 3.8 ล้านล้านบาท

สเต็ปที่ 5 วันที่ 10 เมษายน ผนึกกำลังร่วมกันทั้งซัพพลายเชน ผ่านมหกรรมร่วมกับกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา เร่งเก็บงานและซ่อมแซม ซื้อของมีส่วนลด

ปัจจุบันอยู่ในสเต็ปที่ 6 มาตรการบรรเทาผลกระทบอาฟเตอร์ช็อกของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะประเมินผลกระทบที่ชัดเจนได้ตอนสิ้นสุดไตรมาส 2/68

สเต็ปที่ 7 ความมั่นใจกลับคืนมา ตลาดคอนโดฯ เริ่มฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ แต่ประเด็นอยู่ที่เหตุการณ์ไม่ปกติเพราะมีวิกฤตซ้ำซ้อนจากมาตรการภาษีทรัมป์ การต่อสู้รอบนี้มีวาระประชุมสำคัญในวันที่ 10 เมษายน พบทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่บ้านพิษณุโลก เรียกสั้น ๆ ว่า “ทีมบ้านพิษฯ” นำเสนอมาตรการ ระยะสั้น-ระยะยาว

“สเต็ปที่ 7 เป็นสเต็ปที่เรามั่นใจว่าหลังผ่านพ้นช่วงแพนิกตลาดจะกลับมา หรือถ้าไม่กลับรัฐก็ต้องฉีดมาตรการยาแรงขึ้น”

หนี้หุ้นกู้อสังหา 2.66 แสนล้าน

“ประเสริฐ” กล่าวว่า โมเดลการปรับตัวของผู้ประกอบการที่แบ่งได้เป็น 2 เวอร์ชั่นหลักคือ “คอมเมอร์เชียลไซด์” มี 4 เรื่องย่อย (บริหารจัดการแบ็กล็อก, พอร์ตโฟลิโอ, ลูกค้าต่างชาติกับยอดยกเลิก และสปีดทูมาร์เก็ต” พบว่ากลายเป็นคาถาธุรกิจที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะลูกค้าต่างชาติที่มีโควตาซื้อ 49% กลุ่มหลัก 3 ชาติ “จีน พม่า ไต้หวัน” ไม่มียอดขายในไตรมาส 1/68 ทำให้นาทีนี้ต้องดูแลธุรกิจตัวเองเป็นหลัก เพราะกำลังเผชิญอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง

อีกเรื่องคือ “ไฟแนนเชียลไซด์” ที่มีระเบิดเวลา 2 ลูกรออยู่ จากดีลจ่ายคืนหนี้หุ้นกู้กับดีลสินเชื่อธนาคาร

สำหรับกลยุทธ์ที่ต้องปรับตัว “บริหารจัดการแบ็กล็อก” เพราะสินค้าคอนโดฯ เป็นยอดขายเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว สร้างเสร็จปี 2568 สัดส่วนแบ็กล็อก 60% ต้องบริหารให้เป็นยอดโอนให้ได้ ไม่ต้องไปหวังสต๊อก 40% ที่เหลือ โดยสัญญาณว่าลูกค้าต่างชาติมีการชะลอโอนแล้ว 25% สิ่งที่คาดหวังได้ดีที่สุดคือ จะมีการทิ้งโอนเพียง 10-15% โดยปัญหาเฉพาะหน้าสิ่งที่ต้องทำ เจ้าของโครงการทุกคนต้องหันไปปรับปรุงทรัพย์สินให้ดูดีที่สุด ปกติที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นลูกค้ากลับมาให้เร็วที่สุด

ถัดมา “หุ้นกู้-สินเชื่อธนาคาร” พบว่าปี 2568 หุ้นกู้อสังหาฯ มีดีลชำระ 118,414 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้กู้ที่มีเครดิตเรตติ้ง 77,000 กว่าล้านบาท และเครดิตเรตติ้งต่ำกว่า BBB+ ที่เรียกว่าไฮยีลด์บอนด์ อีก 44,000 ล้านบาท ขณะที่หุ้นกู้อสังหาฯ 2 ปี (เมษายน 2568-ธันวาคม 2569) ปี 2568 ดีลชำระหุ้นกู้ 118,414 ล้านบาท ปี 2569 อีกก้อนอยู่ที่ 147,609 ล้านบาท รวมสองปีมีดีลชำระหนี้หุ้นกู้ 266,024 ล้านบาท

สร้างเสร็จทะลัก 3.37 แสนล้าน

ตัวช่วยมาตรการรัฐ “ลดค่าโอน-จำนอง ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท” กระตุ้นได้ 47% ของตลาดรวม แต่ถ้ากระตุ้นทุกระดับราคาจะครอบคลุมกำลังซื้อเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีสัดส่วนตามมูลค่าอยู่ที่ 53% ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่มีโอกาสกู้ผ่านสูงกว่าราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท โดยรัฐบาลมีข้อมูลแลกเปลี่ยน 3 เมนู ได้แก่ 1.ลดค่าโอน-จดจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท คิดเป็นงบประมาณอุดหนุน 16,000 ล้านบาท 2.ขยับเพดานไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นภาระงบประมาณ 20,000 ล้านบาท 3.ให้ทุกระดับราคา ใช้งบฯอุดหนุน 28,000 ล้านบาท

“เบื้องต้นแจ้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ไปว่า การต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนองราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งช่วยตลาดในสัดส่วน 47% ขอดูตัวเลขในไตรมาส 2/68 ก่อน เพราะเพิ่งมีแผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ที่คาดเดาไม่ได้ ถ้าไม่มีผลกระทบอะไรก็ไม่ขอเพิ่ม แต่ถ้ามีผลกระทบเยอะก็จะเสนอขอมาตรการยาแรงลดค่าโอน-จดจำนองทุกระดับราคาต่อไป”

“สินค้าสร้างเสร็จพร้อมอยู่หรือ RTM-ready to move” เป็นปัจจัยกดดัน สถิติในปี 2567 มูลค่า 173,280 ล้านบาท (ห้องชุดโอนกรรมสิทธิ์หรือฟรีโฮลด์ 95% 164,280 ล้านบาท และสิทธิการเช่าหรือลีสโฮลด์ 5% มูลค่า 9,000 ล้านบาท) และปี 2568 จะมี RTM มาเติมสต๊อกอีก 164,602 ล้านบาท (ห้องชุดฟรีโฮลด์ 76% 125,969 ล้านบาท และห้องชุดลีสโฮลด์ 24% 38,633 ล้านบาท)

คำนวณสองปีรวมกัน (2567+2568) เท่ากับ 337,882 ล้านบาท ที่จำเป็นจะต้องหาทางผลักดันเป็นยอดโอนให้ได้ มีเดิมพันสูงถ้าโอนไม่ได้เต็มจำนวน การคืนหนี้หุ้นกู้ (ไม่มีหลักประกัน) และสินเชื่อธนาคาร (มีหลักประกันล็อกไว้ที่กรมที่ดิน) จะมีปัญหาทันที

“เราก็ต้องซ่าน้อยลง ก่อหนี้น้อยลงในสถานการณ์แบบนี้”

“ปลดล็อก LTV” ช่วยกระตุ้นยอดโอนได้ 20% แต่ตอนที่กลับมาคุมเข้ม LTV ตลาดก็หดหายไป 20-30% เช่นกัน กล่าวคือ ยุคโควิดปี 2563-2564 มาตรการ LTV เข้มงวด ทำให้ยอดขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลอยู่ที่ 357,064 กับ 358,816 ล้านบาทตามลำดับ แต่พอปลดล็อก LTV ในปี 2565 ยอดขายเพิ่มเป็น 425,667 ล้านบาท เติบโต 19% และปี 2566 อยู่ที่ 430,471 ล้านบาท จากนั้นในปี 2567 ที่วิกฤตซ้ำเติมหลายเรื่องและไม่มีตัวช่วย LTV ยอดขายติดลบ -30% เหลือ 299,840 ล้านบาท ต่ำสุดหรือนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

จัดระเบียบต่างชาติเช่า 60 ปี

ข้อเสนอมาตรการยาแรงระยะยาวเพื่อรองรับผลกระทบแผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ เสนอ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.วางโครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ผ่านสิทธิการเช่าระยะยาว 60 ปี โดยไม่ให้สิทธิชาวต่างชาติถือครองที่ดิน เพื่อจัดระเบียบการเสียภาษีในระบบกฎหมาย และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง และบ้านหลังแรกของคนไทย

2.วางโครงสร้างและจัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติในคอนโดฯ เป็นเพียงผู้พำนักอาศัยภายใต้การควบคุมของคนไทยแบบเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ ในอนาคตถ้าหากมีการปรับโควตาซื้อห้องชุดของต่างชาติเกิน 49% แต่จำกัดสิทธิโหวตบริหารนิติบุคคล (Righting Vote) ไม่เกิน 49% วิธีการเสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ.อาคารชุดปี 2551

3.แนวคิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่หรือ Man Made ของไทย นอกเหนือจากเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์, โรงพยาบาลศูนย์ในการรักษาโรค, ศูนย์การพัฒนาการศึกษา Technician, ดิสนีย์แลนด์, ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ

4.โปรโมตแนวคิด TOD-Transit Oriented Development ส่งเสริมการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ทำเลโดยรอบเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐ โดยเฉพาะทำเลรอบสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งมีโมเดลการพัฒนาในต่างประเทศให้เห็นอย่างแพร่หลาย เพื่อให้มีการใช้ศักยภาพที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอมินีนิติบุคคลโผล่ 5 แสนล้าน

ประเด็นการจัดระเบียบการถือครองอสังหาฯ โดยชาวต่างชาติ มีการเก็บสถิติย้อนหลัง 10 ปี (2558-2567) มีการจดทะเบียนถือครองอสังหาฯ ในรูปแบบนิติบุคคล พื้นที่ทั่วประเทศรวมกัน 548,566 ล้านบาท เฉลี่ยมีนิติบุคคลรับโอนปีละ 45,000-65,000 ล้านบาท

แบ่งเป็นประเภทบ้านเดี่ยว 322,904 ล้านบาท เฉลี่ยมีสัดส่วนนิติบุคคลรับโอน 10% ของภาพรวม, ทาวน์เฮาส์ 105,188 ล้านบาท และคอนโดฯ 120,473 ล้านบาท เฉลี่ยสัดส่วน 3-4%

“การใช้นิติบุคคลมารับโอนที่อยู่อาศัยทำให้สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นนอมินี ถือครองแทนชาวต่างชาติ ถ้าหากจัดระเบียบใหม่ให้เขารับโอนได้โดยถูกกฎหมาย ในรูปแบบลีสโฮลด์ระยะยาว 60 ปี มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง นำรายได้ภาษีมาตั้งกองทุนช่วยคนไทยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางเข้าถึงสินเชื่อซื้อบ้าน

โดยชี้ให้เห็นว่า นิติบุคคลที่รับโอนบ้านและคอนโดฯ เก็บสถิติเพียง 10 ปี มีมูลค่าสูงถึง 5.5 แสนล้านบาท ถ้าหากเก็บย้อนหลังไปนานกว่านั้นมั่นใจว่ามูลค่าเกิน 1 ล้านล้านบาท ถ้าหากรัฐบาลไทยเก็บภาษีอสังหาฯ 3-4% เท่ากับมีรายได้ภาษีจากชาวต่างชาติ 3-4 หมื่นล้านบาทที่จะนำมาใช้สนับสนุนคนไทยกลุ่มด้อยโอกาสให้มีบ้านเป็นของตนเองได้มากขึ้น

ส่งซิกผลกระทบไม่จบใน Q2/68

“นายกฯประเสริฐ” วกกลับมานำเสนอตัวเลขไตรมาส 1/68 พบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มียอดขายรวม 63,552 ล้านบาท ติดลบ -20% เทียบกับไตรมาส 1/67 และติดลบ -18% เทียบกับไตรมาส 4/67 ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าส่วนหนึ่งเพราะมีภาวะสุญญากาศมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองที่หมดอายุลงเมื่อ 31 ธันวาคม 2567 ถึงแม้จะได้ยอดขายจากคอนโดฯ มาช่วยค้ำจุนไว้จำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม

ยอดเปิดตัวใหม่หรือ New Launch ลด -52% ถือว่าไม่ซ้ำเติมตลาด เมื่อไม่มีดีมานด์ก็ไม่ได้แข่งกันเปิดใหม่ โดยภาพรายไตรมาสจะพบว่า ไตรมาส 1/68 ไม่ต่ำสุดเท่ากับไตรมาส 3/67 และยังไม่มีผลกระทบแผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ ดังนั้น ฟันธงได้ว่าไตรมาส 2/68 โอกาสจะนิวโลว์มีสูงมาก ถ้าดีเวลอปเปอร์ไม่เร่งเคลียร์สต๊อกพร้อมอยู่ให้มากที่สุด

ขณะที่เรียงตามประเภทสินค้า สินค้าทาวน์เฮาส์ ยังเป็นขาลงไม่เลิก มองว่าเป็นสินค้า out จากตลาดเพราะราคาสู้กับต้นทุนค่าที่ดินไม่ไหว นิวโลว์ติดต่อกัน 9 ไตรมาส, บ้านเดี่ยวก็ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ในขณะที่คอนโดฯ ติดลบน้อยกว่า เป็นตัวช่วยพยุงตลาดรวม ซึ่งผลกระทบที่เห็นคือ ถึงแม้นิวลอนช์ไม่มาก แต่ซัพพลายสะสมต้องใช้เวลาดูดซับ (Take up rate) นานกว่าเดิม จากปกติ 23-27 เดือน ปัจจุบันขายช้าลงทอดยาวเป็น 43 เดือน

“วันนี้ยอดขายใหม่หายไปเยอะมาก แบ็กล็อกต้องซีเคียวให้มากที่สุด Do the right thing at the right time สิ่งที่เป็นกังวล ตัวเลขไตรมาส 1/68 ที่ออกมา ซึ่งยอดขายต่ำสุดในไตรมาส 3/67 สถานการณ์ไตรมาส 2/68 น่ากังวลเพราะรับผลกระทบแผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ ซึ่งคิดว่าคงไม่จบในไตรมาสนี้หรอก จะทำให้เราเหนื่อยขึ้น เราต้องออกแรงมากขึ้นอีก และเตรียมตั้งรับไว้เพราะเป็นสถานการณ์กระทบที่สำคัญมาก” คำกล่าวฝากไว้ของนายกสมาคมคอนโด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมาคมคอนโดติวเข้ม Q2/68 รับแรงกระแทกอาฟเตอร์ช็อก-ลิงก์ข้อมูลส่งทีมบ้านพิษฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...