โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดความเห็นแย้งคดี ‘ไตรรัตน์’ฟ้อง 4 กสทช.สกัดนั่งเลขาธิการ

NewsXtra

อัพเดต 28 เม.ย. 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 03.44 น. • NewsXtra

แม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะ “ยกฟ้อง” คดีรักษาการเลขาธิการกสทช. ‘ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ฟ้องบอร์ดกสทช.4 คน ผิดมาตรา 157 ไปแล้ว แต่ยังมีแง่มุมทางกฎหมายที่น่าสนใจและศึกษา จากรายงานบันทึกความเห็นแย้งโดยผู้พิพากษาอาวุโสที่พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายละเอียดของ “บันทึกความเห็นแย้ง” คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท 155/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท 64/2568 กรณีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการกสทช. ยื่นฟ้องกรรมการกสทช. 4 คน ประกอบด้วย พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ , ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต , รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ในฐานะจำเลยที่ 1-4 รวมถึง ผศ.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ อดีตรองเลขาธิการกสทช.(จำเลยที่ 5) ว่าร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีจำนวน 16 หน้า

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ตัดสิน “ยกฟ้อง” จำเลยทั้งหมดไปแล้ว แต่ปรากฎว่ามี ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่พิจารณาในสำนวน ได้ทำ “ความเห็นแย้ง” แนบท้ายคำพิพากษา เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1-4 ผิดตามมาตรา 157 มีความไม่โปร่งใส มีความจงใจให้โจทก์ออกจากตำแหน่งและได้รับความเสียหาย

บันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาดังกล่าว สะท้อนประเด็นขั้นตอนการลงมติโดยคณะกรรมการกสทช. 4 คน เพื่อให้ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย” โจทก์ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักดำเนินการทางวินัย

“คณะกรรมการกสทช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอน กล่าวคือ เมื่อเมื่อมีการบรรจุระเบียบวาระ รายงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เรื่องที่โจกท์ถูกตั้งข้อสังเกต เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว หากคณะกรรมการเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของโจกท์อาจฝ่าฝืนกฎหมาย กรณียังไม่ทราบรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดชัดเจน ให้รายงานเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไว้ก่อน ต่อประธานกสทช. ผู้บังคับบัญชาโจทก์”

จากนั้น ภายหลังหากพบพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบคำสั่ง จึงจะเสนอให้ประธานกสทช.ตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนวินัย” และเมื่อประธานกสทช. มีคำสั่งประการใดแล้ว จึงนำเรื่องบรรจุเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการกสทช. “ไม่ใช่การลงมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโจทก์ โดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว”

ประเด็นต่อมา ก็คือการนำ ผลสอบของคณะอนุกรรมการฯ มาดำเนินการปลดนายไตรรัตน์จากตำแหน่ง บันทึกความเห็นแย้งพิพากษา เห็นว่า “ข้อเท็จจริงตามรายงานของคณะอนุกรรมการ ไม่มีลักษณะใดบ่งบอกว่าเป็นการกล่าวโทษโจทก์ แต่เห็นว่าเป็นเพียงข้อสังเกตมากกว่า”

พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1-4 บันทึกฯ เห็นว่า มีเป้าหมายเดียวกัน

“การกระทำของคณะกรรมการกสทช.เสียงข้างมากดังกล่าว ไม่โปร่งใส มีจุดมุ่งหมายเพียงให้โจทก์พ้นตำแหน่ง โดยอาศัยมติเสียงข้างมากแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ เพื่อใช้มติดังกล่าวเป็นเครื่องมือสนับสนันให้การดำเนินการของจำเลย 1-4 บรรลุวัตถุประสงค์เท่านั้น โดยมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจากที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อตรวจสอบการทำงานโจทก์ จากนั้นกระบวนการสรรหาตัวบุคคลที่เข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการก็ไม่ได้ตั้งบุคคลเป็นกลางเป็นคณะกรรมการสรรหา แต่ดำเนินการโดยเสียงข้างมากเป็นผู้เจรจาทาบทามด้วยตัวเอง และบุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นสมัครพรรคพวกที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

ในช่วงท้ายบันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาล ระบุว่า “แม้วิญญูชนโดยทั่วไปที่ได้รู้ได้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ก็สามารถพิจารณาวินิจฉัยได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-4 มีเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง สร้างความมัวหมองต่อหน้าที่การงาน ถูกตั้งคำถามจากสังคม เคลือบแคลงสงสัยถึงความซื่อสัตย์สุจริต”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...