"ประเสริฐ” โต้ สส.ประชาชน โชว์แชตถูกซื้อตัวเป็นงูเห่า บอก"รัฐบาล"เสียงเกินเยอะอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องซื้อ
"ประเสริฐ” โต้ สส.ประชาชน โชว์แชตถูกซื้อตัวเป็นงูเห่า บอก"รัฐบาล"เสียงเกินเยอะอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องซื้อ ปัดตอบศาล รธน. รับพิจารณา “ภูมิธรรม-ทวี” ชงฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ อาจทำสิ้นสุดความเป็น รมต. หรือไม่ ยัน พ.ร.ก.ไซเบอร์ได้ใช้แน่ต้นเม.ย. เผยสัดส่วนใครจ่ายมาก-น้อย อยู่ที่ศาลสั่ง
วันที่ 27 มี.ค. 2568 ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณี สส.พรรคประชาชน ออกมาแฉว่าถูกติดต่อซื้อตัวด้วยราคา 20 ล้านบาท เพื่อให้ยกมือไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมถึงถ้าย้ายพรรคก็จะได้เงินเพิ่มว่า ไม่มีๆ รัฐบาลไม่จำเป็นเลย เพราะเสียงในซีกของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอยู่ 300 กว่าเสียงก็มากแล้ว และทุกพรรคได้ให้สัตยาบันกันแล้ว
เมื่อถามว่า เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นหรือไม่ที่ไปติดต่อทาบทาม นายประเสริฐ ยืนยันว่า ไม่มีๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงที่เพิ่มขึ้นจะเป็นสัญญาณว่าจะมีการต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนไม่ได้ยินข่าวนี้ คิดว่าไม่มีมูลความจริง
เมื่อถามว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลนี้ มองว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังมองไม่ออกว่าจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อเสียงรัฐบาลเกินอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามเสียงงูเห่าที่เพิ่มมาตนมองว่าอาจเกิดจากการได้ฟังอภิปรายของรัฐบาลแล้วเห็นว่าน่าจะโหวตให้ เพราะชี้แจงได้ตรงประเด็น
เมื่อถามว่า เป็นการทอดไมตรีเพื่อการทำงานร่วมกันในอนาคตหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า การโหวตในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นเอกสิทธิ์ สส. จึงไม่ใช่การทอดสะพานที่จะมาอยู่ด้วย เพราะทุกคนมีสังกัดพรรคการเมือง
นายประเสริฐ ยังกล่าวด้วยว่า ไม่ทราบสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี โดยเรื่องนี้ต้องสอบถามจากนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
ส่วนจะถึงเวลาที่ต้องประเมินการทำงาน และปรับ ครม. หรือยังนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามดูทุกกระทรวงอยู่แล้ว เรื่องไหนหากเห็นว่าต้องมีการพูดคุยนายกฯ ก็จะเรียกไปพบอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน นายประเสริฐ ยืนยันว่า ภาพที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน ร่วมเฟรมกับนายกฯ และรัฐมนตรีในวันลงมตินั้น ไม่ใช่มวยลมต้มคนดู เพราะอภิปรายกันขนาดนั้น การถ่ายรูปร่วมกันถือเป็นการแสดงท่าทีที่ดีต่อกัน เมื่ออภิปรายจบแล้วก็ถือว่าจบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง สว. ที่ให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรี ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีเสนอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ เข้าข่ายเป็นการแทรกแซง ครอบงำการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะเป็นเรื่องของการผิดจริยธรรมร้ายแรง คล้ายกับกรณีของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ ขอไปดูรายละเอียดก่อน เพราะฉะนั้นตนยังพูดอะไรไม่ได้
ส่วนความคืบหน้าร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ว่า จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้แน่นอน ซึ่งพ.ร.ก.ฉบับนี้ จะเป็นร่างที่ออกมาเพื่อกำหนดการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน บริษัทโทรคมนาคม และแพลตฟอร์ม โดยสิ้นเดือนมี.ค.นี้จะเรียบร้อยแน่นอน และต้นเดือน เม.ย.จะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีผลบังคับใช้แล้ว หน่วยงานต่างๆ เหล่านี้จะสามารถเข้ามาร่วมรับผิดชอบได้เลยใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราเรียกค่ายโทรศัพท์มือถือ สถาบันการเงิน และแพลตฟอร์มต่างๆ มาคุยร่วมกันแล้ว เพื่อทำความเข้าใจว่าเมื่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ต้องปฏิบัติอย่างไร ตอนนี้มีเพียงบางประเด็นที่ยังไม่ลงตัวกัน เช่น เรามีข้อกำหนดที่บอกให้ธนาคารดำเนินการอย่างเรื่องเปิดบัญชี จะต้องมีการเปิดให้ยากขึ้น ไม่ใช่ใครมาขอก็เปิดได้หมด ไม่มีการสอบถามอะไรเลย ซึ่งต้องสอบถามถึงลักษณะของธุรกิจ และบุคคลที่ไปยื่นเปิดว่าเป็นบุคคลที่ถูกบรรจุอยู่ในบัญชีผู้ต้องสงสัยหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องห้ามเปิด แต่ถ้ายังดันทุรังไปเปิด และบัญชีนั้นเป็นบัญชีที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หลอกลวง ก็ต้องรับผิดชอบ
เมื่อถามว่า ใน พ.ร.ก.ฉบับนี้มีกำหนดสัดส่วนหรือไม่ว่าธนาคารจะต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ และค่ายมือถือจะต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับศาลจะวินิจฉัยว่า ผลของความเสียหายนั้น มีน้ำหนักอยู่ที่ฝั่งไหน
เมื่อถามอีกว่า กระบวนการตัดสินของศาลจะใช้เวลานานหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า คิดว่าไม่นานมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาที่นานก็เพราะเมื่อผ่านศาลชั้นต้นไปแล้ว ก็ไปสู้กันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาอีกมันเลยใช้เวลามาก