“ย้อนรอยเรื่องหมาๆ” จากซากกระดูก ภาพเขียนสี สู่ชาดกทางพุทธศาสนา
คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ให้ข้อเสนอว่า หมา เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ยกย่องหมาเป็นบรรพชนเพราะพบโครงกระดูกหมาแบบเต็มโครงสมบูรณ์ฝังอยู่รวมกับศพ หมาเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดคนแล้วได้รับยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมเช่นเป็นผู้ให้กำเนิดคน, เป็นผู้นำพันธุ์ข้าวให้คนปลูกกิน, เป็นพาหนะนำขวัญคนตายไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์
ข้อเสนอของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ สะท้อนให้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาที่เป็นผลของร่องรอยของการกระทำของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นกับหมา ซึ่งผู้เขียนมีทัศนะที่เห็นต่างกับคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และอยากจะเพิ่มคำอธิบายโดยตั้งคำถามขึ้นมา
สำหรับผู้เขียนมองทัศนะว่า หมา ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หากย้อนอดีตไปถึง5,500-3,000 กว่าปี ตามที่ได้ศึกษาจากโครงกระดูกสุนัขและภาพเขียนผนังถ้ำในแต่ละแหล่งนั้น กว่าหมาจะเป็นทั้งบรรพชนของมนุษย์ หมาจะมาเป็นทั้งผู้นำทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของการสืบพันธุ์ และผู้เชื่อมโยงโลกมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่คุณสุจิตต์ได้ให้ข้อเสนอไว้ แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์ถึงผลของการกระทำของมนุษย์ และขาดบริบทความเข้าใจของหมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ว่าถูกวางตัวกับผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างไร ที่ส่งผลให้หมาอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมตามข้อเสนอที่ตั้งไว้ในยุคก่อนประวัติศาสตร์
ในประเด็นนี้ผู้เขียนอยากจะอธิบาย ย้อนรอยเรื่องหมา แต่จะให้ข้อเสนอโดยอธิบายถึงที่มาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยวัฒนธรรมการเกิดขึ้นของการเลี้ยงหมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้น ในมุมมองของ หมา ที่ เป็นสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร และ เป็นการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายคำว่า การเลี้ยง คือ คำกิริยาที่หมายถึง ดูแล, เอาใจใส่, บำรุง ประคับประคองให้ทรงตัวอยู่ได้การกินร่วมกันเพื่อความรื่นเริงหรือความสามัคคี เป็นต้น ส่วนคำว่า สัตว์ เป็นคำนาม แต่พอเติมคำว่า เลี้ยง เป็น“สัตว์เลี้ยง” ที่หมายถึง การแสดงความเป็นเจ้าของของสัตว์ที่ตนเองดูแล
ผู้เขียนเสนอถึง เรื่องราวของน้องหมา ผ่าน ซากกระดูก ภาพเขียนสี ผ่านคำอธิบายถึง หมา ใน ความหมายของคำว่า การเลี้ยงสัตว์และการเป็นสัตว์เลี้ยง อีกทั้งผู้เขียนยังมีทัศนะว่า หมา ยังปรากฏเป็นร่องรอยในชาดกทางพุทธศาสนาอีกด้วย
หมาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซากโครงกระดูกสุนัขและภาพเขียนสีตามผนังถ้ำ
ผู้เขียนมีทัศนะว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมามีความแตกต่างกัน ความใกล้ชิดกันระหว่างคนกับหมาก็เช่นเดียวกัน โดยหลักฐานจากซากโครงกระดูกสุนัขและภาพเขียนสีตามผนังถ้ำดังกล่าว สามารถบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ความใกล้ชิดระหว่างหมากับคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากขนาดไหนหมา ที่ถือว่าเป็นการเลี้ยงสัตว์ ผู้เขียนเห็นถึงความสัมพันธ์จากการวิเคราะห์หลักฐานจากภาพเขียนสีตามผนังถ้ำ เพราะการที่ หมา เป็น การเลี้ยงสัตว์ คือ การดูแลสัตว์โดยเห็นถึงผลประโยชน์ในการดำรงชีวิตกับธรรมชาติ
โดยในระยะแรกคนกับหมาจะเริ่มปรับตัวเข้าหากันก่อน แล้วเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ในฐานะที่เป็น สุนัขป่า พอคนเริ่มเห็นประโยชน์ของสุนัขป่า ทำให้เกิดวัฒนธรรมของการล่าสัตว์ โดยจากหลักฐานภาพเขียนสี โดยเฉพาะ ภาพเขียนสี นายพรานกับสุนัข ที่เขาจันทร์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และ ภาพเขียนสี เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี จากอากัปกิริยาจากภาพเขียนสี ที่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่คนกับสุนัขมีความใกล้ชิดกันในการดำรงชีพ โดยเฉพาะการล่าสัตว์ การใช้ประโยชน์ในการนำทาง หมาจึงเปรียบเสมือนผู้ช่วยนายพราน ถือว่านายพรานนั้นเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต และรูปที่เพิงผาเขาปลาร้า อำเภอลานสัก อุทัยธานี แสดงรูปหมาสองตัวใกล้ๆ กับผู้นำพิธีกรรมซึ่งสวมศิราภรณ์บานฟู นุ่งผ้าชักชายย้อยย้วย ประดับข้อมือด้วยกำไล และแสดงโครงร่างกลางลำตัวด้วยลายเส้นเรขาคณิตสีแดง แสดงให้เห็นอำนาจของคนปรากฏอยู่ในพิธีกรรม ทั้งในฐานะการเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน ไว้เป็นเพื่อน และหมายรวมถึงการเป็นอาหารให้กับมนุษย์
หมา ในฐานะที่เป็นสัตว์เลี้ยง ผู้เขียนให้ทัศนะ คำว่า สัตว์เลี้ยงคือการแสดงความเป็นเจ้าของของสัตว์ที่ตนเองดูแลหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวคือ หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญจากหลุมขุดค้น คือ โครงกระดูกสุนัข โดยเฉพาะที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นการขุดค้นพบโครงกระดูกสุนัขที่สมบูรณ์ที่สุด ในยุคสังคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมบ้านเชียง การเปลี่ยนแปลงจาก หมาป่า ที่เคยใช้ล่าสัตว์ดำรงชีวิตปรับตัวกับคนสู่การเป็น หมาบ้าน ความเป็นเจ้าของระหว่างหมากับคน การเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ตายที่พบตามหลุมขุดค้น สามารถบ่งบอกถึงสถานะของผู้ตายในหลุมศพโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบโครงกระดูกสุนัขอยู่บริเวณใกล้กับเด็กและทารกในหลุมศพโครงกระดูกสุนัขตามแหล่งที่ขุดค้นทางโบราณคดี บางแห่งก็มีการสันนิษฐานว่าเป็นอาหารของคน บางแห่งก็เป็นการอุทิศแก่ผู้ตายก็มี
หมากับอิทธิพลคติความเชื่อในชาดกทางพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เขียนเห็นถึงหลักฐานทางโบราณคดีในยุคสมัยประวัติศาสตร์ที่พยายามให้เห็นถึงการรับรู้ของหมาที่มีการผูกโยงเข้าไปกับเรื่องราวทางเรื่องเล่าชาดกทางพุทธศาสนา โดยมีการค้นพบใบเสมาหินทรายสมัยวัฒนธรรมทวารวดี บนใบเสมามีการสลักภาพ“หมา” ที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเนื้อเรื่องได้กล่าวถึง“มโหสถชาดก” บนใบเสมา อายุราวพุทธศตวรรษที่14-15เป็นตอนที่พระพุทธเจ้าได้เสวยชาติเป็น มโหสถบัณฑิตแห่งมิถิลา โดยด้านบนเป็นรูปพระมโหสถ และด้านล่างสุดเป็นแพะกับสุนัข เป็นเรื่องราวของหมากับแพะ ที่มีการแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างกันเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ผู้เขียนได้มีทัศนะว่า ใบเสมาหินทรายนี้เป็นภาพสลักของหมาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
รวมถึงบนจารึกภาพลายเส้นบนแผ่นศิลากุกกุรชาดก ที่วัดศรีชุม ที่เมืองโบราณสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่19 เป็นภาพพระโพธิสัตว์ในร่างพระยาสุนัขกำลังเทศน์สั่งสอนพระเจ้าพรหมทัตและมเหสี โดยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระยาสุนัข สุนัขในพระราชฐานลอบกัดกินหนังหุ้มราชรถ พระราชารับสั่งให้ฆ่าสุนัขให้หมด พระโพธิสัตว์พิสูจน์สุนัขผู้ร้ายถวายได้ สุนัขทั้งหลายจึงพ้นอันตราย ภาพจำหลักเล่าเรื่องชาดกเหล่านี้ประดับอยู่ที่เพดานภายในอุโมงค์วัดศรีชุม อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย สภาพทั่วไปของแผ่นศิลาชำรุดแตกหัก ลายเส้นภาพและลายเส้นรูปอักษรลบเลือนเป็นส่วนใหญ่ ศิลาบางแผ่นสูญหายไป ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง40 แผ่นเท่านั้น
อาจจะกล่าวได้ว่า บรรพชนคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่องราวของน้องหมา ได้ปรากฏให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับคน โดยรากเหง้าของ หมาป่า โดยเป็นของการเลี้ยงสัตว์และ หมาบ้าน โดยเป็นสถานะเป็นสัตว์เลี้ยง หลักฐานทางโบราณคดีไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนสีตามผนังถ้ำและการขุดค้นทางโบราณคดี โดยเฉพาะโครงกระดูกสุนัข ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาเปลี่ยนแปลงจาก หมาป่า มาเป็น หมาบ้าน คือ การพัฒนาของวัฒนธรรมในชุมชนที่พัฒนาความก้าวหน้าเทคโนโลยีของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น
รูปแบบการดำรงชีวิตของ หมา เริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลต่อหมาที่มีแนวคิดที่เปลี่ยนทำให้หมากับคนใกล้ชิดมากขึ้น อาทิ เป็นอาหารของคนลากสัมภาระ นำทางในการล่าสัตว์ให้นายพราน ใช้ในการประกอบพิธีกรรม และบ่งบอกสถานะความสัมพันธ์ของคน อีกทั้งการเข้ามาของพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่12เรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่19 ปรากฏภาพสลักหมา ชาดกทางพระพุทธศาสนาทั้ง กลุ่มของวัฒนธรรมทวารวดี ผ่านมโหสถชาดก และในสมัยสุโขทัย ผ่านกุกกุรชาดก
อ่านเพิ่มเติม :
อ้างอิง:
สุจิตต์ วงษ์เทศ.หมาเป็นบรรพชน ให้กำเนิดคน ในวัฒนธรรมบ้านเชียง3,000 ปีมาแล้วhttps://www.matichon.co.th/columnists/news_154206
สุจิตต์ วงษ์เทศ: หมาศักดิ์สิทธิ์ สัตว์เลี้ยงใกล้ชิดคนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว พบซากคนกับหมาฝังร่วมกันในหลุม ที่เมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ เข้าถึงได้จากhttps://www.matichon.co.th/columnists/news_349128
กระทรวงวัฒนธรรม.ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก เรื่อง โครงกระดูกสุนัขสมบูรณ์ที่พบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน
ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 เข้าได้จากhttp://164.115.22.96/article5.aspx?fbclid=IwAR3ukp2_uqI1abbhHjBe_xs24ElVKzn3zkrX7mCJECxm5bkmYlTVeE4cRic
จารุวรรณ อินทร์เลี้ยง. “สุนัข”สัตว์จากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.รายงานวิชาการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,2555 เข้าถึงhttp://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/id/0381c7da-dd8c-4e03-93de-dbb6a53b2d8f/fulltext.pdf?attempt=2หน้า87
พัชรี สาริกบุตร. “เขาจันทร์งาม.” ภาพเขียนสีและภาพสลัก : ศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. (ออนไลน์), 2543. เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2564. แหล่งที่มา http://www.era.su.ac.th/RockPainting/northeast/index.htmlศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย,กรมศิลปากรหน้า 201-203 เข้าถึงได้จากhttp://www.digitalcenter.finearts.go.th/book/show-product/4158และศิลปะถ้ำเขาจันทน์งาม นครราชสีมา,กรมศิลปากร หน้า 44 เข้าถึงได้ http://www.digitalcenter.finearts.go.th/book/show-product/4163
อมรา ศรีสุชาติ เรียบเรียง.2533.ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี.กรมศิลปากร เข้าถึงได้จากhttps://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/19153-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เรื่อง เมืองฟ้าแดดสงยางตอน ใบเสมาพระมโหสถ หน้า 17 เข้าถึงhttps://issuu.com/saithanbnsingha/docs/ar-book?fbclid=IwAR00vPAt0nH0Km12Xs4jrC00aEn65O6KHG66f48TskqPOMdab5o0Fk2lY8s และ ศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณ,2555 อ้างในจาก https://drive.google.com/file/d/1dEKuPw4QySyteAr0D-gWC_O6GbV6tVpD/view?usp=sharing หน้า 57
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.จารึกภาพชาดกวัดศรีชุม แผ่นที่ 39 (กุกกุรชาดก)(ออนไลน์) จาก https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/2807 อ้างใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2526), หน้า 408. เข้าถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/songkhlalibraryk/view/18499%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 มกราคม 2566