โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูกล้มหัวกระแทกพื้น: อันตรายมากน้อยแค่ไหน และพ่อแม่ควรทำอย่างไรดี?

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2565 เวลา 13.03 น. • Features

อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับลูก เป็นสิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจเสมอ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดกับเด็กเล็ก ที่ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่าอาการบาดเจ็บของตัวเองได้ดีเท่าที่ควรโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกอยู่ในวัยหัดคลาน นั่ง ยืน และเดิน ย่อมเคยมีประสบการณ์ ลูกล้มหัวกระแทกพื้น กระแทกประตู ลื่นล้มหงายหลัง ด้วยกันทั้งสิ้นแต่ถึงอย่างนั้น อุบัติเหตุที่ทำให้ลูกเกิดการบาดเจ็บบริเวณศรีษะ ไม่ว่าจะเป็น หัวโน หัวแตก หรือแม้แต่การบาดเจ็บที่ไม่มีร่องรอยภายนอกให้สังเกตเห็น ก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งการล้มหัวกระแทกพื้น อาจไม่มีอาการเลือดตกยางออกภายนอก แต่นำมาซึ่งอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในอย่างรุนแรงได้เด็กเล็ก เด็กวัยหัดเดิน และเด็กก่อนวัยเรียน กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มักเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการกระแทกศีรษะได้ง่าย ไม่ว่าจะเกิดจากการนอนดิ้นตกเตียง วิ่งชนของแข็ง นั่งหงายหลัง เดินเซ หรือวิ่งเล่นจนหกล้มรุนแรงDawn D. Johnson ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของสถาบันสุขภาพเด็ก Children's Health℠ Pediatric Group ระบุว่า การที่เด็กวัยนี้หกล้มได้ง่าย เป็นเพราะว่าศีรษะของเด็กยังไม่ได้สัดส่วนที่สมบูรณ์ ทำให้ยังทรงตัวได้ไม่ดี และอยู่ในช่วงวัยที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร อีกทั้งเด็กวัยนี้เป็นวัยเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น ส่งผลให้เด็กๆ ทำกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายได้ง่าย แต่อุบัติเหตุทั่วไปที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยนี้มักจะไม่รุนแรง ไม่อันตรายถึงชีวิต และมีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ศีรษะหรือสมองบาดเจ็บสาหัสได้แต่ในทางตรงกันข้าม ก็มีอุบัติเหตุประเภทที่เป็นอันตรายกับเด็กเล็ก และควรได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ เช่น ตกบันได ตกจากที่สูง ตกจากจักรยานโดยไม่สวมหมวกนิรภัย การเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง หรือการถูกกระแทกบริเวณศีรษะโดยตรงอย่างรุนแรง ก็จะมีความเสี่ยงต่อสมองและถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเมื่อ ลูกล้มหัวกระแทกพื้น1. อาการภายนอกที่สังเกตได้

#ร้องไห้งอแง ลูกอาจจะร้องไห้เพราะเจ็บบริเวณที่โดนกระแทก ประมาณ 10 นาที ก็จะกลับมาวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม หรือเด็กบางคนอาจใช้เวลามากขึ้น เพราะความเจ็บและตกใจ ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะขอนั่งพักเฉยๆ ประมาณ 15 - 30 นาที แต่หลังจากนั้นก็จะดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติ#หัวโนหรือห้อเลือด โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก จะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนี้มาก หากได้รับบาดเจ็บมักจะทำให้เลือกออกใต้ผิวหนัง จนทำให้เกิดรอยช้ำหรือห้อเลือดที่สังเกตเห็นได้ง่ายวิธีปฐมพยาบาลคือ ประคบเย็น ด้วยผ้าขนหนูสะอาดห่อน้ำแข็ง วางไว้บริเวณที่บวมประมาณ 20 นาที และทำซ้ำได้เรื่อยๆ หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น และควรสังเกตอาการต่ออีกสองชั่วโมง หากไม่มีการบวมเพิ่มขึ้น ถือว่าไม่มีอะไรผิดปกติ#มีแผลเลือดออกเล็กน้อย สำหรับแผลถลอกให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า แต่หากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าพันแผลหรือผ้าสะอาด กดที่บาดแผลเอาไว้จนกว่าเลือดจะหยุด#หัวแตก หากเกิดจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง ส่วนใหญ่แผลหัวแตกจะไม่มีผลต่อสมอง และสามารถรักษาได้ด้วยการทำแผลหรือเย็บแผลให้เรียบร้อย แต่ก็มีประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่หัวแตกและมีอาการกระโหลกร้าวร่วมด้วยแต่หากคุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับลูกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ก็สามารถพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อความปลอดภัยของลูกได้2. ติดตามสังเกตอาการอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด

#เฝ้าดูอาการสองชั่วโมงแรก หลังจากลูกหัวกระแทกพื้น หรือหกล้มหงายหลัง สิ่งแรกที่ควรทำคือสำรวจบาดแผลภายนอก ให้ลูกนั่งพัก และเฝ้าติดตามอาการตลอดสองชั่วโมงแรก ลูกอาจรู้สึกเจ็บบริเวณที่ถูกกระแทกอยู่บ้าง แต่หากไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง สามารถให้ลูกเริ่มทำกิจกรรมเบาๆ หรืองีบหลับได้#ติดตามอาการภายใน24ชั่วโมง ให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้าดูอาการของลูกอย่างระมัดระวังต่อไปอีก 24 ชั่วโมง เช่น หลังจากลูกนอนหลับได้สองชั่วโมง ให้ลองปลุกลูกและสังเกตว่าลูกสามารถตอบสนอง พูดคุย และลุกขึ้นเดินได้ตามปกติ#สังเกตต่ออีก48ชั่วโมงเพื่อความแน่ใจ หากลูกยังมีตื่นตัวและตอบสนองได้ดี เป็นสัญญาณว่าคุณพ่อคุณแม่เริ่มเบาใจได้แต่ก็ยังควรเฝ้าดูอาการและสังเกตความผิดปกติต่อไปอีก 36-48 ชั่วโมง เพราะอาจมีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่เกิดขึ้นช้ากว่าปกติได้3. ร้องไห้ หัวโน แต่ไม่ซึมและกินข้าวได้ ก็เบาใจได้

ระหว่างเฝ้าสังเกตอาการลูกภายใน 24 ชั่งโมงแล้ว พบว่าลูกยังกินข้าว กินนม ไม่มีอาการเซื่องซึม และวิ่งเล่นร่าเริงได้ตามปกติ ก็เริ่มเบาใจได้ว่าสมองของลูกไม่ได้รับบาดเจ็บ4. อาเจียน ชัก ง่วงซึมหลับ ทรงตัวไม่ได้ คือสัญญาณอันตราย

จากข้อมูลของโรงพยาบาลเด็กซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สัญญาณอันตรายของการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะ อาจแสดงอาการในอีกหลายชั่วโมงต่อมา (ส่วนใหญ่มักจะไม่เกิน 1 วัน)หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด#อาเจียน หลังเกิดเหตุ ลูกมีการอาเจียนมากกว่า 2-3 ครั้ง#สลบ หรือหมดสติ นานกว่า 5 วินาที หรือมีอาการนอนนิ่ง ไม่ร้อง และไม่ลุกขึ้นหลังเกิดการกระแทก#ตัวซีดผิดปกติ นานกว่า 1 ชั่วโมง#หัวโนบวมมาก สังเกตบริเวณที่โดนกระแทก หากเกิดการบวมใหญ่กว่า 1 นิ้วหรือ 2.5 เซนติเมตร หรือบวมมากขึ้นเรื่อยๆ#เลือดออกไม่หยุด หากมีแผลเปิดเป็นวงกว้าง เลือดออกเยอะ และไหลไม่หยุดนานเกิน 10 นาที ให้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผล และสังเกตอาการอื่นๆ ร่วมด้วย#พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เลือดกำเดาไหล ร้องกวน จำอะไรไม่ได้ชั่วคราว กระสับกระส่าย สับสน พูดไม่เป็นคำ เดินหรือนั่งไม่มั่นคง แขนขาอ่อนแรง หลับแล้วตื่นยาก เซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด มีอาการชัก อาจมีอาการปวดหัวรุนแรงมากขึ้นนอกจากนั้น หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เห็น ก็ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะอ้างอิงsutterhealthchildrensseattlechildrensverywellfamily

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...