'เสรีภาพ' ไม่มี ประวัติศาสตร์ก็ถูกบิดเบือน โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
รัฐปัตตานีเป็นรัฐมลายูที่มีความเก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัย (ราชธานีแห่งแรกของไทย) ในทางวัฒนธรรมแล้วรัฐปัตตานี้เป็นรัฐบรรพชนรัฐหนึ่ง และชาวมลายูปัตตานีเป็นบรรพชนสายหนึ่งของไทย
เมืองปัตตานีเท่าที่มีชื่อในบันทึก หรือตำนานของต่างชาติ อ. รัตติยา สาและ อธิบายว่าเรียกด้วยนามต่างๆ กัน ตามแต่สำเนียงการออกเสียงของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานนั้นๆ เช่น
ชาวมลายูออกเสียงเป็น “ปตานี”
ชาวอาหรับออกเสียงเป็น “Fathoni” (ฟาฏอนี)
ชาวสยามออกเสียง “ปัตตานี” หรือ “ตานี”
ชาวอินเดียออกเสียง “Patanam” หรือ “Patane”
ส่วนบันทึกของชาวตะวันตกเขียนเป็น “Patani”, “Patania”, “Patana”, “Patanij”, “Patany”, “Pattania”, “Pathanani”, “Pathane” และอื่นๆ
สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษามลายูถิ่นปตานี จะออกเสียงเหมือนกันทุกคนว่า “ปตานิง” “(/Pataning/)”
[จากบทความเรื่อง “ปตานี ดารุสสะลาม (มลายู-อิสลาม ปตานี) สู่ความเป็นจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส” ของ รัตติยา สาและ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา ในหนังสือ รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547]
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย สมัยชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” โหมความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย มีดินแดนตลอดแหลมมลายู ทำให้รัฐบาล “บ้าคลั่ง” โจมตีด้อยค่ารัฐปัตตานีว่าอาศัยดินแดนของพ่อขุนฯ สุโขทัย หมายความว่ารัฐปัตตานีมาทีหลังรัฐสุโขทัยของพ่อขุนฯ
แต่หลักฐานโบราณคดีเป็นที่รับรู้ทั่วสากลโลกชี้ว่าปัตตานีมีอยู่มาก่อนสุโขทัยหลายร้อยปี สถูปเจดีย์ที่ปัตตานีสมัยเดียวกับวัฒนธรรมทวารวดีที่นครปฐม เรือน พ.ศ. 1000
สมัยอยุธยา มลายูปัตตานีป็นรัฐเอกเทศ ซึ่งไม่ใช่เมืองขึ้น แต่มีความสัมพันธ์ทางการค้า-การเมือง และวัฒนธรรมกับอยุธยา ดังนั้นเพื่อผลประโยชน์แก่รัฐปัตตานีจึงส่งดอกไม้เงินทองให้อยุธยา (มีในกฎมณเฑียรบาล) เช่นเดียวกับอยุธยา “จิ้มก้อง” จีน
ต่อมากรุงรัตนโกสินทร์ส่งกองทัพโจมตีรัฐปัตตานี แล้วผนวกดินแดนรัฐปัตตานีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไทยจนถึงปัจจุบัน
- “จำลอง” คือไม่จริง หรือ เลียนแบบ
ถ้าจะศึกษาประวัติศาสตร์แล้วจำลองเหตุการณ์เพื่อทำความเข้าใจซึ่งไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์มาประกอบแล้วมันผิดตรงไหน?
จากกรณีที่มีขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ จัดปาฐกถาพิเศษหัวข้อการกำหนดอนาคตตัวเองจัดทำโพลแสดงความเห็นเกี่ยวกับหัวข้อ ให้ปาตานี แยกออกมาปกครองตัวเองจากรัฐไทย ที่มีการจัดสัมมนาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา จนเป็นที่สนใจในสังคมโซเชียลอย่างกว้างขวาง
“อาจารย์รัฐศาสตร์ท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า เรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นการเปิดกิจกรรมการเรียนการสอนของนักศึกษาที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งและเป็นความปกติภายในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งบางครั้ง บางกิจกรรมก็มีการเชิญหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ทหารหรือหน่วยความมั่นคงของรัฐฯ เข้ามาพูดคุยหรือร่วมเสวนากันอยู่แล้ว ส่วนตัวนั้นก็ไม่คิดว่าจะมีข้อความที่ออกไปในทางแบ่งแยกดินแดน โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าในข้อความการลงประชามติจำลอง เป็นการขอความคิดเห็น การแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งเป็นเหมือนแบบสอบถามทดสอบที่ทำขึ้นกันเองภายในห้องเรียน โดยไม่มีผลในทางปฏิบัติจริงแต่อย่างใด จึงอยากให้ความเป็นธรรมกับเด็กๆ และเยาวชนด้วย ไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลายขยายออกไปอีก ควรหาข้อยุติ
ทั้งนี้ อาจจะมีเพียงคนบางคนเท่านั้นที่ต้องการให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และที่สำคัญในรั้วมหาวิทยาลัย ควรเป็นพื้นที่เปิดเสรีภาพทางวิชาการทางความคิด โดยเรื่องเหล่านี้ ก็มีการพูดคุยแม้กับหน่วยงานความมั่นคงเอง ก็มีการพูดคุย หรือข้อถกเถียงทางวิชาการในเรื่องความสันติสุขบีอาร์เอ็น กระบวนการคิดต่างกันอยู่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้จะเรียกว่า ทุกคนต้องมีความผิดตามกฎหมายทั้งหมดหรือไม่อย่างไร ต้องขอให้ฝ่ายรัฐพิจารณาให้รอบคอบและอย่าใช้อำนาจให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการกลั่นแกล้งเด็กๆ ทางออกคือให้ความเป็นธรรมและให้ใช้การพูดคุยอย่างสันติวิธีจะดีที่สุด” (มติชน ฉบับวันพุธที่ 14 มิถุนายน 2566 หน้า 1, 12)
การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ถ้าไม่มีเสรีภาพ ประวัติศาสตร์ก็ถูกบิดเบือนเพื่อคุกคามกดขี่เหมือนที่เป็นมาในอดีต
“จำลอง” คือ ไม่จริง หรือเลียนแบบ เพื่อการศึกษาซึ่งจำกัดพื้นที่ในห้องของมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ที่พากันกระพือใหญ่โตมโหฬารกึกก้องต้องการคุกคามกดหัวกันต่อไปอีกหรือ? หรือต้องการกำจัดนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนมากชื่นชมแล้วลงคะแนนคับคั่งจนทนไม่ได้