อิทธิฤทธิ์ ‘บัตร 2 ใบ’ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพี้ยน
อิทธิฤทธิ์ ‘บัตร 2 ใบ’ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพี้ยน
หลังจากมีการเห็นชอบแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแก้ไขระบบเลือกตั้งให้กลับไปคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2540 คือให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบที่แยก ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อออกจากกัน รวมทั้งกำหนดว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วยสมาชิก 500 คน เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และให้การเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ใช้บัตรเลือกตั้งอย่างละ 1 ใบ หรือหมายความว่าให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต และอีกใบเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือพรรคการเมือง
ระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบจะมีความคล้ายคลึงกับระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 หรือระบบ Mixed Member Majoritarian หรือ MMM หรือระบบที่คนนิยมเรียกว่า “ระบบคู่ขนาน” (Parallel System) เนื่องจากเป็นระบบการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แบบแยกขาดออกจากกัน
ระบบเลือกตั้งดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ต้องการให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดจาก 2 ระบบ (The best of both worlds) กล่าวคือ ประชาชนจะมีสิทธิเลือกตัวแทนได้สองรูปแบบ คือ “เลือกคนที่รัก” หรือเลือกตัวแทนในระดับพื้นที่จากคนที่ชอบที่สุด กับ “เลือกพรรคที่ชอบ” หรือเลือกตัวแทนจากพรรคการเมืองที่สะท้อนจุดยืนเรื่องอุดมการณ์หรือนโยบายระดับชาติ
บัตรใบที่หนึ่ง เลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดได้เป็น ส.ส. บัตรใบที่สอง เลือกพรรคการเมือง ใช้คำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองให้นำคะแนนที่พรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณ เพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรค เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนร่วมข้างต้น
แต่บัตร 2 ใบ ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ไม่น้อย
แม้ว่าจะระบุชัดเจนว่าบัตรสีเขียวใช้สำหรับเลือกปาร์ตี้ลิสต์หรือเลือกพรรค ส่วนบัตรสีม่วงใช้เลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต แต่ก็ทำให้ผู้เข้าไปใช้สิทธิเกิดความสับสนในหลายประเด็น จนส่งผลให้ประชาชนกาบัตรสีเขียวที่หมายเลข 1 หรือหมายเลขต้นๆ เพราะจำหมายเลขปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ ทำให้หลายพรรคได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ต่ำเตี้ยในแบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ และอาจส่งผลต่อเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งเกิดการผิดเพี้ยนได้
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา การใช้บัตร 2 ใบเลือกตั้ง ประชาชนสับสนแน่นอน โดยหลักการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบได้ทำให้แยกกันระหว่างเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตกับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่กระบวนการของ กกต. ที่สร้างความสับสนคือ ตัวเลขของผู้สมัครเขตกับตัวเลขของบัญชีรายชื่อ โดยหลักการจะต้องเป็นตัวเลขเดียวกัน เพื่อให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่สับสนทั้งเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตและเลือกพรรคการเมือง แต่เมื่อเป็นคนละตัวเลข จะสร้างความสับสนกับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง อาจจะเลือกผิดทั้งเขตและพรรค ทำให้แปรเปลี่ยนเจตจำนงของผู้เลือกตั้ง จากพรรคใดพรรคหนึ่งไปสู่การเลือกพรรคอื่น ทั้งเขตและพรรค
สำหรับบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา พบว่าบางใบตัวเลขไม่ชัด นอกจากนี้คนที่เข้าคูหาเลือกตั้งจำตัวเลขสับสน ที่สำคัญหากมีชื่อผู้สมัครด้วยจะช่วยได้เยอะ เพราะบางคนจำชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่การเลือก ส.ส.เขตเลือกตั้งไม่มีชื่อเลย มีแต่ตัวเลข
ส่วนจะส่งผลต่อบัตรดีบัตรเสียหรือไม่นั้น มองว่ามีผลต่อบัตรเสียแน่นอน เพราะว่าบางคนไปใช้สิทธิจำตัวเลขไม่ได้ และไปเลือกเบอร์พรรค ทำให้เจตจำนงเปลี่ยนไป ต้องการเลือกคนนี้ แต่ไปได้อีกคน โดยเฉพาะความสับสนในเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตจะมีปัญหา ส่วนแบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ไม่มีค่อยมีปัญหา เพราะระบุพรรคชัดเจน
หากจะมีการเลือกตั้งบัตร 2 ใบทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อยากให้ กกต.ทำตัวเลขทั้งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นตัวเลขเดียวกัน เพื่อให้คนจำได้ จะส่งผลต่อเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งไม่เปลี่ยน และไม่ผิดด้วย ส่วนจะกลับมาเลือกตั้งแบบบัตร 1 ใบ ข้อดีคือทำให้ทุกคะแนนไม่ตกน้ำ แต่ข้อเสียทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยมากมายเกินไป
ส่วนนัยยะการเลือกตั้ง 2 ใบ จะทำให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต เพราะมีความใกล้ชิดและคุ้นเคย กับเลือกพรรคที่ชอบ แต่บัตรใบเดียวจะส่งผลให้การเลือกตั้งทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้มากขึ้น
ถ้าหากไม่มีระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ มองว่าไม่ค่อยดี จะส่งผลต่อการเมืองระยะยาว พรรคการเมืองจะไม่มีโอกาสคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถ หลากหลายสาขาอาชีพเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพราะว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีต้นทุน ไม่มีเงินทอง แต่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญในอาชีพ หากมีการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ บุคคลเหล่านี้จะได้มีโอกาสในการช่วยเหลือบ้านเมืองได้