โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟังเสียงประมงไทย แม้กลับ ‘เทียร์2’ แต่ยังต้องตกเป็นเหยื่อ?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ส.ค. 2565 เวลา 09.34 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2565 เวลา 06.00 น.

แม้ได้รับการยกระดับกลับมาจุดเดิม คือ เทียร์ 2 (Tier 2) สำหรับสถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยใน TIP Report (Trafficking in Persons Report 2022) ที่สหรัฐเผยแพร่ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากที่เคยถูดลดชั้นตกไปอยู่เทียร์ 3 (Tier 3) ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุดเมื่อปี 2558 ก่อนเขยิบขึ้นมาอีกนิดก่อนหน้านี้คือ เทียร์ 2 Watch list ชนิดยังอยู่ในเกณฑ์ต้องจับตา และเทียร์ 2 ในปัจจุบันตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของชาวประมงและผู้ประกอบการ ยังไม่อาจส่งเสียง เฮ! ได้เทียบเท่าความปีติยินดีของภาครัฐ เพราะในทางปฏิบัติ ยังคงมีปัญหามากมายที่ต้องประสบ

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา วิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเล ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สมาคมประมงแห่งประเทศไทย และสมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย ร่วมจัดเสวนา ‘เหลียวหน้าแลหลังทางออกวิกฤตการณ์การค้ามนุษย์ประมงไทย’ พูดคุยถึงปัญหาค้ามนุษย์ โดยตัวแทนชาวประมงไทยหลายภาคส่วน บอกเล่าเรื่องราวถึงผลกระทบที่ได้รับ พร้อมเสนอแนะแนวทางในอนาคตร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ความผิดซึ่งหน้า ตรวจพบยาก

แนะผู้ประกอบการต้องให้ความรู้ลูกเรือ

ก่อนอื่น มาฟังเสียงจากแง่มุมของ พ.ต.อ.ชณพล วันขวัญ รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ ซึ่งเผยว่า ไทยมีความพยายามที่จะแก้ปัญหาค้ามนุษย์โดยเฉพาะเรื่องของภาคประมง อย่างไรก็ตาม ความผิดบางอย่างก็ยากที่จะตรวจพบนอกจากนี้ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องให้ความรู้กับไต๋เรือและลูกเรือด้วย

“ความผิดประมงและความผิดค้ามนุษย์ในการตรวจท่าเรือหรือสุ่มตรวจบนเรือ รวมถึงกลางทะเลนั้น ยอมรับว่าความผิดซึ่งหน้าในส่วนของตามมาตรา 6 และมาตรา 6/1 เป็นเรื่องยากที่จะตรวจเจอ คนที่กำหนดมาตรฐานเรื่องเรือจะเป็นเรื่องของกรมเจ้าท่า กรมประมงกำหนดในเครื่องมือ คนก็เป็นเรื่องของกรมคุ้มครองสวัสดิการแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถ้าพบการกระทำผิดจริงไม่ต้องถึงมือตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรนครบาลสามารถดำเนินการได้ทันที

ปัจจุบันเครื่องมือการสื่อสารทำให้แรงงานเข้าถึงสื่อและแจ้งได้ง่าย ส่วนใหญ่การตรวจบนเรือจะไม่เข้าองค์ประกอบค้ามนุษย์ แต่หลายเรื่องมักเกิดเหตุเช่น มีบางส่วนเป็นเรือที่อาจเคยจดทะเบียนไทย และแปลงเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และนำลูกเรือไปทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ในประเทศนั้น เกิดกระบวนการย้อนกลับว่าจดทะเบียนเรือไทย แต่ถูกเตะออกไปได้อย่างไร ตรงนี้กระบวนการสอบสวนตำรวจน้ำจะเข้าไปสืบสวนทันที ผมว่าตำรวจเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าจะอยู่ร่วมกับชาวประมงต้องเริ่มจากการศึกษาและการให้ความรู้ โดยผู้ประกอบการต้องให้ความรู้กับไต๋เรือและลูกเรือ” พ.ต.อ.ชณพลแนะ

ฟังแต่ ‘ต่างชาติ’

ไม่ได้ยินเสียง ‘ประมงไทย’?

ด้าน มงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย มองว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ฟังเสียงเรียกร้องจากชาวประมงเลย ฟังแต่เสียงชาวต่างชาติ เอ็นจีโอและออกกฎหมายตามต่างชาติ กฎหมายค้ามนุษย์ในประเทศไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 4 ฉบับ คือกฎหมายฉบับแรกปี 2551 และต่อมาเมื่อปี 2558 มีเรื่องปัญหาค้ามนุษย์เข้ามาจึงมีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐ จากนั้นมีการออกกฎหมายค้ามนุษย์แก้ไขเพิ่มเติมปี 2558 และแก้อีกครั้งในปี 2560 และปี 2562 ปัญหาคือมีการตั้งธงในเรื่องการค้ามนุษย์ และเป้าที่ถูกเพ่งเล็งที่สุดคือชาวประมง

“มีแรงงานบัตรหมดอายุคนเดียว ปิดโรงงานเขา 30 วัน เขาเจ๊งเลย เพราะรับออเดอร์มาแล้ว นี่คือสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับพี่น้องชาวประมงไทยและอุตสาหกรรมประมงไทย ทำให้เป็นการตัดตอนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำตายเรียบ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยทำกับอุตสาหกรรมประมงไทย” มงคลย้อนเล่าถึงความเจ็บปวด

ด้าน มงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร ลงลึกถึงในเรือว่า ลูกเรือในเรือประเภทอวนลากหนึ่งลำมีประมาณ 10 กว่าคนต่อลำ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ส่วนผู้ควบคุมเรือหรือนายท้ายหรือวิศวกรที่ดูแลเครื่องยนต์มักเป็นคนไทย ซึ่งการหาแรงงานจะให้แรงงานต่างด้าวของเราที่อยู่ในเรือแนะนำคนรู้จักเพราะการทำงานในเรือต้องร่วมมือกัน

ในจังหวัดสมุทรสาครแรงงานต่างด้าวส่วนมากมาจากพม่า ซึ่งมักจะหาแรงงานที่เป็นกลุ่มสัญชาติเดียวกัน หรือญาติ คนในชุมชนของพวกเขา ซึ่งที่ให้หาแรงงานแบบนี้เพื่อที่เราจะได้หาคนที่สามารถทำงานและอยู่กับเราได้ โดยการอธิบายรายละเอียดการทำงาน เงินเดือน แรงงานในเรือก็จะเป็นคนอธิบายไปทางบ้านหรือชุมชนของเขา ทำให้แรงงานทราบก่อนที่จะมาทำงาน และปัจจุบันส่วนใหญ่เรือประมงจะเป็นในลักษณะนี้คือใช้การบอกต่อเพื่อหาคนงาน เพราะเมื่อก่อนจะมีการนำเข้าแรงงานโดยมีนายหน้าจัดหางานและเราก็แจ้งจำนวนแรงงานที่ต้องการ นายหน้าก็จะจัดหาแรงงานมา บางครั้งมีการจ้างคนที่อยู่ภูเขาไม่เคยออกมาลงเรือ มาทำงานก็ไม่สามารถทนสภาพของทะเลได้ทำให้ต้องส่งกลับไป จึงขาดแคลนแรงงาน หากต้องการแรงงาน 10 คน แต่เมื่อ 5 คนต้องถูกส่งกลับ ทำให้แรงงานไม่ครบ ก็ไม่สามารถออกเรือได้

“ขั้นตอนการทำเอกสารใช้เวลานานที่ขั้นตอนเยอะมาก ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ตัวอย่างเช่น แรงงานบนฝั่งเข้ามาแจ้งรายงานตัวสามารถมาทำเอกสารทีหลังได้ แต่แรงงานประมงต้องทำเอกสารให้แล้วเสร็จจึงสามารถออกเรือทำงาน ระหว่างนี้มีการผ่านแรงงานทั้งการจัดหางานสวัสดิการ กรมเจ้าท่า กรมประมง ซึ่งระหว่างนี้เป็นช่วงที่นายจ้างต้องใช้ต้นทุนดูแล เพราะไม่สามารถให้ออกเรือได้ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำของอาชีพที่ทำให้เป็นผลกระทบของแรงงานภาคประมง” มงคลกล่าว

‘เอกสาร’ คืออุปสรรค

ผลักชาวประมงเป็น‘เหยื่อ’

ธนกร ถาวรชินโชติ นายกสมาคมการประมงแสมสาร ยกตัวอย่างกรณีเรือประมงเจ้าหนึ่ง เจ้าของมีเรือ 10 ลำ เป็นคนสมุทรปราการ แต่ทำประมงแถวแสมสาร จ.ชลบุรี เวลาขึ้นปลาจึงนำเรือเข้าเทียบในพื้นที่แสมสาร อุปสรรคคือรัฐตั้งข้อระเบียบในการทำเอกสาร แต่เนื่องจากระยะทางที่ไกล การติดต่อแก้เอกสารต้องใช้เวลาการเดินทาง 1 ชั่วโมงกว่าจากตำบลแสมสารไปอำเภอเมืองชลบุรี ฉะนั้นจึงเกิดความไม่สะดวก ทำให้ต้องใช้นายหน้า โดยนายหน้าคนนี้ได้ทำเอกสารมาหลายปีแล้ว แต่การทำเอกสารก็สามารถผ่านการตรวจตราโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐผ่านการตรวจมาตลอด แม้แต่การตรวจเทียบตามทะเลก็ผ่าน อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งมีการตรวจเชิงลึกปรากฏว่าเอกสารที่นายหน้าทำมาให้คือ ‘เอกสารปลอม’

ประเด็นนี้ ฟังแล้วความผิดน่าจะเกิดกับนายหน้า แต่กลับไม่ใช่ กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวและสั่งอายัดเรือประมงทั้ง 10 ลำ หน่วยงานของรัฐใช้ระบบกล่าวหาและล็อกเรือ ปัจจุบันยังไม่สามารถออกเรือได้ ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องดูแลลูกน้องประมาณ 60 ชีวิต ในเรือประมง 10 ลำ ค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ทราบว่าน่าจะหลายล้านบาท

ต่อมา เมื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาดูคดีนี้ ตรวจสอบทราบว่ามีหน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือในการทำเอกสารปลอมนี้เกิดขึ้นมา มีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ แต่ ณ วันนี้เรือประมงทั้ง 10 ลำนี้ก็ยังไม่ได้ออก

“ผมมองว่าชาวประมงเป็นเหยื่อในหลายอย่าง ทำไมไม่เห็นอกเห็นใจชาวประมงบ้าง ถ้าไม่มีทุนทรัพย์หรือหยิบยืมใครไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าเขาจะดูแลลูกน้องอย่างไร และเพราะประมงเป็นอาชีพหลักของครอบครัว อยากทำต่อ อยากสานต่อ” ธนกรเผยข้อมูล

ประมงรุ่นใหม่ ใส่ใจ ‘สิทธิมนุษยชน’

นันทชัย สุขเกื้อ นายกสมาคมชาวประมงบางสะพาน ย้อนเล่าเส้นทางชีวิตว่าหลังเรียนจบได้ช่วยน้าและลุงทำประมง กระทั่งเป็นเจ้าของเรือเองเมื่อปี 2557 ด้วยความที่เป็นชาวประมงรุ่นใหม่ บวกกับมีความรู้เรื่องแรงงานจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ ดูแลแรงงานเหมือนครอบครัว

“ปัจจุบันนี้ชาวประมงมีการปรับตัวในอาชีพค่อนข้างสูง เจ้าของเรือดูแลลูกน้องอย่างดี แต่มีเรื่องเก่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วซึ่งมาเป็นข่าวอยู่ตลอด แต่ที่บางสะพานจะมีการทำงานร่วมกับเอ็นจีโอค่อนข้างมาก ด้วยการปรับตัวเรามองว่าถ้าเราทำงานร่วมกับเอ็นจีโอหรือมูลนิธิเรื่องแรงงาน ผลประโยชน์สูงสุดนั้นเกิดกับแรงงาน แล้วผู้ประกอบการแรงงานจะได้ประโยชน์ตรงนี้ด้วย

ตัวอย่างเคสแรงงานมีปัญหากับเจ้าของเรือ สุดท้ายแรงงานกับเจ้าของเรือก็ทะเลาะกัน กลายเป็นว่าแรงงานตกงาน เจ้าของเรือก็ไม่มีลูกน้อง ด้วยเหตุผลของความไม่เข้าใจ หลังจากนั้นจึงร่วมกับมูลนิธิแรงงานว่าหากเกิดกรณีกาไม่เข้าใจกันระหว่างแรงงานกับเจ้าของเรือให้สมาคมเข้าไกล่เกลี่ยก่อน เพื่อจะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกัน ทางสมาคมก็ทำงานประชาสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ว่าถ้าแรงงานมีปัญหาขอสมาคมเข้าไปคุยก่อน เพราะต้องดูว่ามีปัญหาจากอะไร ความจริงไม่ได้มีปัญหากับเจ้าของเรือแต่มีปัญหากับคนกลาง” นันทชัยเล่า

ส่วนประเด็น ‘นายหน้า’ นันทชัยเชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น

“ต้องยอมรับว่าการหาแรงงานโดยนายหน้ายังมีอยู่ คงหนีไม่พ้นอยู่แล้วทุกอาชีพ เพราะเราไม่สามารถพูดภาษาพม่าหรือภาษากัมพูชาแล้วหาแรงงานได้เอง เพราะฉะนั้นต้องให้คนที่พูดได้ไปหาให้เรา ปัญหาเรื่องนายหน้ามีอยู่แล้ว แต่ชาวประมงไม่ได้เป็นต้นเหตุของการค้ามนุษย์หรือการจ่ายเงินเป็นการผูกมัดเขา

“การแก้ไขเรื่องการค้ามนุษย์ที่ดีที่สุดควรเริ่มจากชายแดน คือมีการคัดกรองมาจากชายแดนว่าเขาจะมาทำอาชีพอะไร ไปอยู่ที่ไหน ตรงนี้มากกว่าที่เป็นจุดที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่อยู่ในเรือแล้วเป็นอย่างไร ตรงนี้คือปลายเหตุ ผมมองว่าวันนี้ชาวประมงไทยมีการปรับตัวค่อนข้างมากแล้ว” นันทชัยกล่าว

นี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและแนวทางที่หลายภาคส่วนร่วมกันนำเสนอ เพื่อพรุ่งนี้ของประมงไทยที่ดีขึ้นกว่าเก่าให้สอดคล้องการขยับของลำดับเทียร์อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...