โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลงทุนอะไรดี? เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

Finnomena

อัพเดต 18 ก.ค. 2565 เวลา 03.46 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2565 เวลา 04.53 น. • planet 46

ช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ ส่งผลให้ตลาดการเงินซบเซากันทั่วโลก หลายคนเลยเลือกถือเงินสดไว้ ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะดีกว่าไหม หากเรานำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถทำให้เงินของเรางอกเงยได้? มาดูกันดีกว่าว่าถ้าดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้นเช่นนี้ เราจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรดี

บริการจัดพอร์ตลงทุนสำหรับองค์กรโดยผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการลงทุน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทุนเงินตั้งต้น 5 ล้านบาท 👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/corporate-services

อัตราดอกเบี้ยกับสถานการณ์ตลาดการเงินโลก

เริ่มด้วยประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก อย่างประเทศ “สหรัฐอเมริกา”ที่ล่าสุดในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% สู่ระดับ 1.50%-1.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี ของเฟด โดยคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.4% ภายในสิ้นปีนี้ ด้านเงินเฟ้อ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ของสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. พุ่งสูงถึง 9.1% โดยพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปี 1981 ในขณะที่ FOMC ยังคงมีเป้าหมายให้ตัวเลขเงินเฟ้อแตะ 2% ให้จนได้ มาต่อกันที่โซนยุโรปอย่างประเทศ “อังกฤษ” ที่มีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. พุ่งสูงถึง 9.1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่เก็บข้อมูลมาในปี 1989 โดยเป็นผลจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้กดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันที่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 13 ปี พร้อมว่าคาดการณ์ดัชนี CPI จะมากกว่า 11% ในเดือน ต.ค. นี้ ในขณะที่อีกหนึ่งประเทศในยุโรปอย่าง “สวิสเซอร์แลนด์” ก็มีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นกัน จากเดิม -0.75% สู่ -0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 15 ปี ทางด้านโซนเอเชียอย่างประเทศ “ญี่ปุ่น”ถือเป็นประเทศเดียวในประเทศหลักของโลกที่ยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำพิเศษ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.1% สวนทางกับหลายประเทศทั่วโลกที่ล้วนทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง มาที่ประเทศ “ไทย”ของเรากันบ้าง ที่แม้ว่าผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี แต่ผลก็แสดงให้เห็นถึงการแตกเสียงอย่างเห็นได้ชัดที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยกรรมการ 3 ท่าน เห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี พร้อมให้เหตุผลว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีความชัดเจนเพียงพอที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ กนง. มองว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงเกินกรอบเป้าหมายตลอดปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนภายในประเทศที่สูงขึ้น และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 และ 2566 อยู่ที่ 6.2% และ 2.5% ตามลำดับ ทำให้หลายภาคส่วนมองว่า กนง. อาจมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้

ผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละสินทรัพย์หลังดอกเบี้ยปรับขึ้น

หลายคนคงสงสัยว่า หลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ผลตอบแทนของแต่สินทรัพย์จะเป็นเช่นไรบ้าง? บทความนี้ ขอนำข้อมูลสถิติผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละสินทรัพย์หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ช่วงเวลา คือ ในช่วงปี 1999-2000, 2004-2006 และช่วง 2015-2019 มานำเสนอให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดกันมากยิ่งขึ้น

ตารางที่ 1 ผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละสินทรัพย์ หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่มา: https://advisor.visualcapitalist.com/how-asset-classes-have-performed-after-interest-rate-hikes/

จากตารางจะเห็นได้ว่าหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วไม่รวมสหรัฐฯ (Ex-U.S. Developed Country Stocks) ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงที่สุดในกลุ่มหุ้น หุ้นประเทศพัฒนาแล้วอาจเป็นตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ แล้ว หุ้นในประเทศพัฒนาแล้วมักจะกระจุกตัวลงทุนในหุ้นวัฏจักร เช่น วัสดุ อุตสาหกรรม และการเงิน ซึ่งภาคส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มทำผลงานได้ดีเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ด้านกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก (Alternatives) มีสินค้าโภคภัณฑ์ (Global Commodities) ที่สามารถทำผลตอบแทนได้แข็งแกร่งที่สุด โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 25.9% สำหรับผลตอบแทนที่ดูพุ่งสูงมากเกินปกติในช่วงปี 1999-2000 เกิดจากการประเทศต่าง ๆ เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีนมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งการพัฒนานี้จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบ อาหาร และพลังงานจำนวนมหาศาล นอกจากการพิจารณาผลตอบแทนในอดีตของสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ แล้ว นักลงทุนควรต้องพิจารณาถึง “ความเสี่ยง” ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย อย่างที่ทราบกันดีว่าผลตอบแทนนั้นผันแปรไปตามความเสี่ยง ยิ่งสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นตามกันไป

ลงทุนอะไรดี? เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

ตารางที่ 2 อัตราความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์ หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่มา: https://advisor.visualcapitalist.com/how-asset-classes-have-performed-after-interest-rate-hikes/

จากตารางจะเห็นได้ว่าพันธบัตรระยะสั้น (Short-Term Bonds) มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และมีอัตราความเสี่ยงเฉลี่ยต่ำกว่าพันธบัตรระยะยาว (Long-Term Bonds) ถึง 25 เท่า ในขณะที่กลุ่มหุ้น อย่างหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นคุณค่าขนาดใหญ่ มีอัตราความเสี่ยงเฉลี่ยต่ำที่สุดในกลุ่มที่ 11.6% และ 11.8% ตามลำดับ ด้านกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) มีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยมีอัตราความเสี่ยงเฉลี่ยที่ 12.7% โดยทั่วไปแล้ว อัตราความเสี่ยงของอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนั้นหมายถึงเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งหมายความว่ามีความต้องการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ในขณะที่ความสามารถในการเรียกเก็บค่าเช่าก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ National Association of Real Estate Investment Trusts (NAREIT) ในช่วงเวลา 40 ปีพบว่า อสังหาริมทรัพย์ ทำผลงานได้ดีทั้งในช่วงเงินเฟ้อสูงและช่วงเงินเฟ้อต่ำ ในทางตรงกันข้าม สินค้าโภคภัณฑ์มักให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูง แต่จะทำผลตอบแทนได้ไม่ดีนักในช่วงที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ

ลงทุนอะไรดี เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น?

หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติในตารางที่ 1 เพียงอย่างเดียว สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุดในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น 3 ครั้ง ในช่วงปี 1999-2000, 2004-2006 และช่วง 2015-2019 คือ

  • กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Global Commodities)ซึ่งมีกองทุน SCBCOMP ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว

  • หุ้นในประเทศพัฒนาแล้วไม่รวมสหรัฐ ฯ (Ex-U.S. Developed Country Stocks) ยังไม่มีกองทุนใดในไทยที่ลงทุน

  • หุ้นเติบโตขนาดใหญ่ (Large-Cap Growth Stock)ซึ่งมีกองทุน ONE-UGG-RA ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว

  • ทองคำ (Gold)ซึ่งมีกองทุน SCBGOLD ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว

  • อสังหาริมทรัพย์ (REITs)ซึ่งมีกองทุน TUSREIT / WE-USREOT / KFGPROP / KT-PROPERTY / TMBGPROP เป็นต้น มุมมองของ FINNOMENA Investment Team ต่อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในอดีต

  • ความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวที่มากขึ้นสร้างแรงกดดันต่อความต้องการ สินค้าโภคภัณฑ์ (Global Commodities)ท่ามกลางความพยายามแก้ไขปัญหา Supply Disruption ที่เป็นอีกฝั่งของแรงหนุนให้ราคาปรับสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้ จึงไม่แนะนำลงทุน

  • ทองคำ (Gold)คาดโดนกดดันจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) รวมไปถึง แนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรแท้จริง (Real Rate) จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เดินหน้าปรับนโนบายการเงินที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตลาด Price In ไปพอสมควรแล้ว เมื่อประกอบกับโอกาสเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย จึงแนะนำมีทองคำไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน

  • ไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเติบโต (Large-Cap Growth Stock) อย่างกองทุน ONE-UGG-RAซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกันทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแอลงอย่างชัดเจน และการวิเคราะห์ Downside Analysis ของเราพบว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare ได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า ดังนั้นเราจึงแนะนำกองทุน KFHHCARE-A และ BCARE

  • อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (REITs)ราคาปรับขึ้นนำโดย US REIT (71% ของน้ำหนัก) ที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งตามการเปิดเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคัก แต่ Valuation จัดว่าตึงตัวมากเมื่อเทียบกับหุ้นและ Bond Yield ซึ่ง จึงแนะนำลดสัดส่วน

กองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

ถ้าหากพิจารณาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน FINNOMENA Investment Team แนะนำลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ”และ“ตราสารหนี้ระยะสั้น”มากกว่า โดยมองว่าเป็นสินทรัพย์หลบภัยและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ดี โดยเราแนะนำกองทุนทองคำอย่าง SCBGOLD และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น KFSPLUS และ KFAFIX-A

SCBGOLD

นโยบายกองทุน:ลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBGOLD จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 8 กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในทองคำแท่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคําหักด้วยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการทั้งหมดของกองทุน กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน:มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด (Passive management) ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ:ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสิงคโปร์ และหมวดอุตสาหกรรม Precious Metals, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน) ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ: 0.44% / การขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 0.535% / ค่าใช้จ่ายรวม: 0.55% มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป:1 บาท

ลงทุนอะไรดี? เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน SCBGOLD (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.ค. 2565) ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/SCBGOLD/performance

ซื้อกองทุน SCBGOLD คลิก

KFSPLUS

นโยบายกองทุน:ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชนที่มีความมั่นคงและให้ผลตอบแทนที่ดี รวมถึงเงินฝากธนาคาร โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศบางส่วน และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยกองทุน KFSPLUS จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 4 กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน:มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) อายุเฉลี่ยของทรัพย์สินที่ลงทุน:ต่ำกว่า 3 เดือน ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด) ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ: 0.1712% / การขาย (Front-end Fee): ไม่เรียกเก็บ / ค่าใช้จ่ายรวม: 0.2831% มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป:500 บาท

ลงทุนอะไรดี? เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน KFSPLUS (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.ค. 2565) ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KFSPLUS/performance

ซื้อกองทุน KFSPLUS คลิก

KFAFIX-A

นโยบายกองทุน:ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในตราสารหนี้ และ/หรือ เงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝากที่ออก รับรอง รับอาวัล หรือค้ำประกันการจ่ายเงินโดยภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และ/หรือ ภาคเอกชน ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือผู้ออกของตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ และอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ หรือที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยกองทุน KFAFIX-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 4 กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน:มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) อายุเฉลี่ยของทรัพย์สินที่ลงทุน:1 - 3 ปี ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด/เกือบทั้งหมด) ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ: 0.321% / การขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ไม่เรียกเก็บ / ค่าใช้จ่ายรวม: 0.4133% มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป:500 บาท

ลงทุนอะไรดี? เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน KFAFIX-A (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.ค. 2565) ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KFAFIX-A/performance

ซื้อกองทุน KFAFIX-A คลิก

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังจาก FINNOMENA FUND สามารถข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter ตอนนี้ FINNOMENA มีบริการ FINNOMENA Corporate Solutions บริการจัดพอร์ตการลงทุนกองทุนรวมสำหรับองค์กรธุรกิจ บริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงผลตอบแทนควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ รับบริการ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงลงทุนเริ่มต้น 5 ล้านบาท หากอยากได้คำแนะนำการลงทุนแบบละเอียด เข้มข้นกว่านี้ ออกแบบการลงทุนสำหรับบริษัทคุณโดยเฉพาะ สามารถกรอกข้อมูลเพื่อขอรับบริการได้ที่

https://finno.me/corporate-services

— planet 46. อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...