‘อัคระแบงค็อก’ ทำยังไงให้ธุรกิจรอดมา 8 ปี ด้วยสูตร collab ข้ามวงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
ความสำเร็จของ‘อัคระแบงค็อก’ ในฐานะแบรนด์ Thai Streetwear ผ่านเสื้อยืดฟอนต์ไทย ที่หยิบจับความธรรมดารอบตัวผู้คนมาเป็นธุรกิจที่มีอัตลักษณ์ และไม่เคยหยุดปรับตัวเลยสักครั้ง รวมถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ อย่างการ collaboration อีกหนึ่งจุดเด่นของแบรนด์นี้ อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น เจ้าของแบรนด์ ‘ปอม-อัครพล ปานกุล’ เคยตกอยู่ในวังวนของอาการ “หมดไฟ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการทำงานประจำ ทั้งยังเคยแบกรับความล้มเหลวจากธุรกิจออนไลน์แรกในวัยเพียง 22 ปี
ปอม-อัครพล ปานกุลเปิดใจกับ TODAY Bizview โดยพูดถึงเรื่องราวสมัยก่อนกับธุรกิจแรกที่เคยทำในชีวิต ซึ่งตอนนั้นแทบไม่มีแบบแผนอะไรเลย ใช้แค่ใจล้วนๆ ในการเดินหน้าธุรกิจ แต่สุดท้ายเงินก้อนนั้นก็หายวับ…
[ จากใจมนุษย์เงินเดือน กับชีวิตที่โหยหาการทำธุรกิจ ]
การไม่มีแพชชั่นในพาร์ทชีวิตพนักงานประจำสำหรับปอม-อัครพล มักเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จากครั้งแรกที่เขาตัดสินใจออกจากงานประจำหลังทำได้ 1 ปี เพื่อเริ่มงานออนไลน์ แต่ก็ล้มเหลวสูญเงินลงทุนทั้งก้อนกว่า 4-5 แสนบาท นั่นทำให้เขาตัดสินใจกลับเข้าไปทำงานเป็นมนุษย์ออฟฟิศอีกครั้ง ซึ่งก็คือบริษัทโฆษณา
“เงินเก็บประมาณ 4-5 แสน สำหรับผมตอนนั้นมันเยอะมาก เรากลายเป็นคนกลัวการล้มเหลว คิดตลอดว่าถ้าลาออกมาทำธุรกิจอีกครั้งมันจะล้มมั้ย เพราะเราจะกลับมาทำงานประจำไม่ได้อีกแล้ว ด้วยอายุมากขึ้น”
ในระหว่างนั้นปอม-อัครพล เหยียบเรือสองขาคือทำทั้งงานประจำ และสร้างแบรนด์ตัวเองจนถึงวันที่ต้องตัดสินใจว่าควรไปทางไหน เพราะอาการป่วย เครียด นอนไม่หลับรุมเร้า และความรู้สึกไม่อยากตื่นมาทำงานตอนเช้ามันกลับมา..
“การเป็นมนุษย์เงินเดือนครั้งที่ 2 ทำอยู่ 7-8 ปี แต่ก็รู้สึกตลอดว่าเป็นชีวิตที่ไม่ชอบ”
“พอสุดท้ายผมเลือกออกมาทำธุรกิจตรงนี้ ผมแม่งโคตรมีความสุข ต่อให้ต้องแบกผ้าทีละเยอะๆ ยกของหนักๆ แต่มันโคตรมีความสุขเลย”
[ ถอดบทเรียนจากความล้มเหลว เพื่อปั้นแบรนด์ที่ 2 ]
บทเรียนเป็นสิ่งมีราคามากสำหรับนักธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จ สำหรับ ปอม-อัครพล เขาได้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจแบบผิดๆ และนี่คือสรุปบางส่วนจากสิ่งที่เขาได้แชร์กับเรา
อย่าทำธุรกิจโดยไม่รู้โมเดลธุรกิจ หรือใช้แพชชั่นนำอย่างเดียว
เรื่องการเงิน เรื่องบัญชีสำคัญมาก แม้ว่าจะไม่ชอบหรือไม่ถนัด
แพชชั่นควรมาพร้อมกับโมเดลธุรกิจที่ดี
การวางแผนธุรกิจสำคัญมาก
ถ้าธุรกิจขาดทุนต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่ใช้เงินที่เก็บมาแก้ปัญหา
ปอม-อัครพล พูดย้ำว่า “แพชชั่นควรมาพร้อมโมเดลธุรกิจ เดินควบคู่กันไปเพราะจะได้ไม่เจ็บตัวหนัก”
อุปสรรคอีกหนึ่งอย่างนอกจากโมเดลธุรกิจที่ต้องมีแล้ว การดึงตัวเองขึ้นมาในวันที่หมดแพชชั่นเพื่อเดินหน้าต่อ ก็น่าจะเป็นปัญหาของนักธุรกิจหลายๆ คนในยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ในช่วงวัยออฟฟิศที่เคยทำงานกับบริษัทโฆษณา เขารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร จากการทำแบรนด์ดิ้งให้กับหลายที่มาก่อน
อย่างน้อยๆ ช่วงที่คิดงานไม่ออก ไอเดียตัน จุดที่ชัดเจนที่สุดก็คือ“ตัวตนของอัคระแบงค็อกไม่เคยหายไป” เขาไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดเดินไปดูงาน ยังคิดงาน ยังเก็บข้อมูล ยังตามดูฟีดแบ็กลูกค้า และส่งต่อไอเดียเหล่านั้นให้ทีมตลอดตั้งแต่วันแรก
“อัคระแบงค็อก มันคือตัวตนของผมแบบ 100% ผมรักธุรกิจนี้”
8 ปีของอัคระแบงค็อก แม้ในวันที่เหนื่อยที่สุดก็ยังไม่เคยมีวันไหนที่เขาอยากจะวางมือ แต่กลับเติมเชื้อไฟ เพิ่มความรู้ด้วยการกลับไปคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่ทำเอเจนซี เพราะอยากรู้ว่าคนอื่นๆ ใสตลาดตอนนี้ทำอะไรกันบ้าง เทรนด์แฟชั่นไปถึงไหน เพราะกระแสเหล่านั้นมันเปลี่ยนเร็วมาก
“พอผมออกมาทำแบรนด์ เราก็จะโฟกัสแค่แบรนด์ตัวเอง แต่เอเจนซีต้องโฟกัสทุกแบรนด์”
[ ความยากของธุรกิจยุคนี้ = ยืนระยะให้นาน ]
การแข่งขันของแบรนด์ใหม่ๆ ทำให้หลายธุรกิจติดกับดักกลยุทธ์และพฤติกรรมลูกค้า จนบางแบรนด์ก็ปรับตัวไม่ไหว และต้องปิดตัวลง ‘ปอม-อัครพล’ มองว่า “การสร้างธุรกิจอาจจะง่ายกว่า ทำให้อยู่ยาวๆ”
“เวลาที่สร้างธุรกิจก็แค่สร้างขึ้นมา แต่ทำยังไงให้อยู่ในกระแส และลูปของมันไม่หายไปไหน ยังต้องขายผลิตภัณฑ์ให้ได้ด้วย โดยที่ตัวใหม่ก็ต้องออก ตัวเก่าก็ต้องขายได้ มันยากมาก ยากชนิดที่ว่า บางทีผมก็เมาหมัดตัวเอง เหมือนว่าเราทำอะไรอยู่ว่ะเนีย แล้วต้องไปยังไงต่อ”
“สมัยนี้คือ ทุกคนสร้างแบรนด์ โยนลงมาในตลาด เด็กเกิดใหม่ก็สร้างแบรนด์ แล้วก็โยนลงมาเรื่อยๆ แต่แบรนด์ที่อยู่มาก่อนก็ต้องชกไปเรื่อยๆ มันเหมือนสังเวียนที่ตายไม่ได้ ถ้าผมตาย…มันจะจบเลย”
แต่การแข่งขันในตลาดไม่ได้มีข้อเสียเสมอไป เพราะปอม-อัครพล กลับคิดว่า ถ้าอัคระแบงค็อกเป็นแค่แบรนด์เดียวในตลาด จะไม่มีทางพัฒนาตัวเองเลย ยิ่งทุกคนพัฒนา ก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้แบรนด์ได้พัฒนาไปด้วย
สิ่งที่ปอม-อัครพล มักจะทำก็คือ พยายามพาตัวเองไปอยู่ในคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ เพื่อเข้าใจตลาด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และทำให้แบรนด์ดูสดใหม่ตลอด เช่น
คุย/สื่อสารกับคนรุ่นน้องบ่อยๆ เพราะอยากเข้าใจสิ่งที่คนรุ่นนี้คิด หรือติดตาม
เอาตัวเองไปอยู่ในโลกของคนรุ่นใหม่ เช่น ไปคอนเสิร์ต T-POP เพราะอยากรู้ว่าเด็กสมัยนี้แต่งตัวแบบไหน, vibes ของพวกเขาคืออะไร
ไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้าไปที่เจนใดเจนหนึ่ง ซึ่งคนที่ซื้ออัคระแบงค็อกค่อนข้างกว้าง อายุตั้งแต่ 18-45 ปี
[ collaboration = หมัดฮุกเพื่อรอดในสังเวียน ]
ช่วงหลังๆ จะเริ่มเห็นอัคระแบงค็อก collab ข้ามสายหลายวงการ อย่างผลงานที่เรียกว่าเปิดสปอร์ตไลท์ให้แบรนด์เต็มที่ ก็คือ collab กับศิลปินลูกทุ่ง อย่าง “ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์และ ไหมไทย หัวใจศิลป์”
“เรียกว่าเป็นจุดเทิร์นนิ่งพอยท์ของแบรนด์ สร้าง awareness ค่อนข้างมาก ต้องพูดว่าโปรเจ็กต์กับศิลปินลูกทุ่งมาในช่วงที่หมดแพชชั่นมากๆ เหมือนเราได้จุติใหม่อีกครั้ง”
และล่าสุดคือ โปรเจ็กต์ collab กับศิลปินลูกทุ่งคนที่ 3 ก็คือ “พุ่มพวงดวงใจ” ราชินีลูกทุ่งไทย ซึ่งจะเริ่ม 21 มีนาคมนี้
เขามองว่า การ collab ในหลายๆ แวดวง ยิ่งข้ามวงการไปเลยก็เหมือนได้เปิดน่านน้ำใหม่ให้กับแบรนด์ เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่เทิร์นมาจากแฟนคลับของศิลปินให้รู้จักกับอัคระแบงค็อกมากขึ้น
“การ collab สำหรับผมและเป็นสิ่งที่บอกทีมเสมอว่า มันเหมือนเป็นโบนัส แต่งานหลักๆ ก็คืองานบริษัท (ไลน์สินค้าใหม่ๆ ไม่เคยหยุดพัฒนา)”
“ก่อนหน้านี้ผมคุยกับลูกน้องว่า ธุรกิจมันเริ่มนิ่ง หรือเพราะแสงของเรามันไม่สว่างพอรึเปล่า งั้นเราต้องให้คนอื่นเอาแสงมาให้เรา ซึ่งโปรเจ็กต์ collab ก็เหมือนเป็นการเพิ่มแสงให้ลูกค้า และเขาก็ให้สปอร์ตไลท์เราเหมือนกัน”
ส่วนกลุ่มลูกค้า gen Z สำหรับปอม-อัครพล มองว่าไม่ใช่เรื่องยากนักเพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดซับซ้อน, พาแบรนด์ไปอยู่ในคอมมูฯ ของ gen Z และเข้าใจไอเท็ม ‘ของมันต้องมี’ วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้ gen Z อินกับสินค้าของแบรนด์ได้
“ถ้าเราแตะความชอบและโลกของคนกลุ่มนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ, สติกเกอร์, ผ้าโพกหัว, T-POP, คำที่เจนนี้ใช้กัน ฯลฯ ก็จะอินได้ง่ายๆ”
ที่ผ่านมาอัคระแบงค็อกอาจจะดึงความสนใจผู้คนได้ด้วย ‘เสื้อยืดที่มีฟอนต์เป็นเอกลักษณ์+คำฮิตต่างๆ’ ตั้งแต่คำมงคล, คำในกระแส, คำคมแพ้เสียงในหัว(คนทำงาน) แต่การแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ ตั้งแต่เสื้อ, กระเป๋า, แก้วน้ำ ยันพวงกุญแจ, สติกเกอร์ สะท้อนถึงการไม่หยุดนิ่งของเจ้าของ
“ผมพยายามเอาแบรนด์ไปอยู่ในชีวิตของคน”
“เราไม่เคยบอกว่าอัคระแบงค็อกเป็นแบรนด์ขายเสื้อยืด ถ้าวันหนึ่งเราต้องขายโซฟา ผมก็จะทำ ถ้าวันหนึ่งผมต้องทำเตนท์ ก็จะทำเหมือนกัน”
“การ collab มันทำให้แบรนด์ดูสนุกขึ้น อย่างก่อนหน้านี้เราได้ collab กับ ‘กุยถังคลินิกการแพทย์แผนจีน’ คลินิกฝังเข็ม-ครอบแก้ว โดยทำเสื้อ, สติกเกอร์, ยาดมให้กับคลินิก สิ่งนี้แปลกใหม่มากสำหรับผม มันช่วยให้แบรนด์ดูยืดหยุ่นมากๆ ลูกค้าก็ได้เห็นภาพชัดขึ้นด้วย”
[ เป้าหมายสูงสุดของอัคระแบงค็อก ]
สิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของปอม-อัครพล ถ้าไม่ติดเรื่องเท่อยากทำธุรกิจเพราะเป็นแพชชั่น ซึ่งเขาพูดกับเราตรงๆ ว่า “อยากมีเงิน อยากรวย มันคือจุดตะเกียกตะกายของชีวิตผม”
“ผมอยากมีเงิน 100 ล้าน อยากซื้อของโดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง”
ซึ่งไม่แปลกเลยที่สิ่งนี้จะออกจากปากเจ้าของแบรนด์ เพราะนั่นก็เป็นความฝันของนักธุรกิจอีกหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย แต่นอกเหนือจากความคิดเรื่องนั้น เขายังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังปิดท้ายว่า
“ไม่ได้คาดหวังว่าแบรนด์ต้องยิ่งใหญ่ขยายสาขาไปทั่วโลก หรือเดินไปตรงไหนก็เห็นแต่อัคระแบงค็อก แต่ผมอยากเห็นแบรนด์โตไปเรื่อยๆ อยู่เป็นความสุขให้ผู้คนที่เห็น ทุกคนยังรู้จักแบรนด์นี้ ผมยังอยากตื่นมาคิดงาน ได้ทำแบรนด์ อันนี้คือความสุขของผมแล้ว”
แม้ว่าภาพของอัคระแบงค็อกในต่างประเทศยังไม่อยู่ในหัวของปอม-อัครพล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีร้านในญี่ปุ่นเข้ามาจีบ แต่เขาเลือกที่จะสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในประเทศก่อนเพราะยังมีหลายสิ่งอยากพัฒนา
ปัจจุบันอัคระแบงค็อกมีหน้าร้านอยู่ 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลเวิล์ด ซึ่งเปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ชั้น 5)
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา อัคระแบงค็อก พิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตไม่ได้วัดกันที่ขนาดของธุรกิจเสมอไป แต่วัดกันที่ความเหนียวแน่นของตัวตน ในตลาดครีเอทีฟที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน การรักษาจุดยืนให้ยังเป็น ‘ตัวเอง’ ในเวอร์ชันที่ขยับขยายขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่คือเสน่ห์ของ SMEs ไทย แม้อาจจะเดินช้าหน่อย แต่มั่นใจว่าทุกไอเดียยังคงมี DNA ของแบรนด์เสมอ เหมือนที่เราเห็นอัคระแบงค็อก ผ่านตัวตนของ “อัครพล-ปานกุล”