รัฐควักเงินอุ้มน้ำมันวันละ 1.8 พันลบ.หนี้ทะลุ 1.2 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แนวทางการบริหารราคาน้ำมันดีเซลหลังจากครบ 15 วันในการตรึงราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท นั้น คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีจะอนุมัติให้มีการขยับราคาขายปลีกเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ หรือจะมีการบริหารจัดการวิธีอื่น โดยเฉพาะการเปิดเครดิตวงเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯ หลังล่าสุดได้มีการเปิดเผยฐานะล่าสุดติดลบ 12,605 ล้านบาทจากก่อนหน้านี้ติดลบเพียง 785 ล้านบาท
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯใช้เงินชดเชยราคาดีเซลอยู่ 18.31 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์อี10 ชดเชย 8.77 บาท และ แก๊สโซฮอล์อี20 ชดเชย 9.85 บาท โดยเฉลี่ยใช้เงินพยุงราคาขายปลีกน้ำมันถึงวันละ 1,870 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯติดลบมากขึ้นมาโดยตลอด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้เสนอให้มีการทบทวนการตรึงราคาดีเซลเนื่องจากจะสร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันฯ โดยขอทยอยปรับเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 50 สต.ถึง 2 บาท ซึ่งวิธีการนี้ต้องพิจารณาร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรมการค้าภายใน เนื่องจากทำให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน ขณะเดียวกันได้เตรียมแผนการกู้เงินกับสถานการเงินรัฐ ซึ่งสามารถเปิดเครดิตวงเงินกู้ได้ 1.5 แสนล้านบาทเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงปี 2565 - 2567 เกิดวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ครั้งนั้นกองทุนน้ำมันฯใช้วิธีการชดเชยราคาน้ำมันจนเกิดหนี้สะสม ติดลบหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ 1.3 แสนล้านบาท จนต้องออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ เพื่อให้สำนักงานกองทุนน้ำมันฯ กู้เงินจากสถาบันการเงินได้รวมกว่า 1.1 แสนล้านบาท โดยเริ่มทยอยกู้ล็อตแรกในช่วงปลายปี 2565 และมีกำหนดชำระหนี้คืนให้หมดภายในปี 2572 ซึ่งล่าสุดยังมีภาระหนี้ที่ยังต้องชำระคืนอยู่อีก 26,665 ล้านบาท